ปัจจุบันเราอยู่ในยุคเสรีนิยมใหม่ที่ก่อตัวตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เสรีนิยมดั้งเดิมยุคคลาสสิก ให้ความสำคัญกับเสรีภาพบนพื้นฐานของ “คุณธรรม” มือที่มองไม่เห็นของอดัม สมิธ จึงมีแนวคิดเชิงคุณธรรมอยู่ด้วย “อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม” มีนัยไปสู่การเกลี่ยทรัพยากรและสินค้าไปให้แก่คนที่ไม่มีหรือมีน้อย เพื่อให้อรรถประโยชน์รวมของสังคมสูงขึ้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐานยังถือหลัก “ไม่ก่อผลกระทบภายนอก” อยู่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เสรีนิยมใหม่ละเลยเรื่องคุณธรรมและความเท่าเทียม…</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p> เสรีนิยมใหม่ให้ความสำคัญกับ “เสรีภาพของปัจเจกตามศักยภาพ” … ด้วยเหตุนี้ เสรีนิยมใหม่จึงไม่ปฏิเสธระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” </p><p>(นึกถึงสิ่งที่อาจารย์อคิน รพีพัฒน์ เคยพูดไว้ว่า “ระบบอุปถัมภ์” แบบดั้งเดิมในสังคมไทยนั้น ก็มี “คุณธรรม” แต่ระบบอุปถัมภ์ในปัจจุบัน ไม่มีคำว่าคุณธรรม …ดูเหมือนศัพท์คำว่า “คุณธรรม” หายไปจากโลกแล้ว) </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในงานสัมมนาที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. อาจารย์เกษม จากคณะสังคมวิทยาบอกว่า…</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ภายใต้ระบบเสรีนิยมใหม่ เกิดอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่ไหลข้ามชาติ ระบบการผลิตถูกเหนี่ยวนำด้วยแรงขับด้านอุปทาน ผลิตมากได้ต้นทุนถูก ราคาถูก ผู้บริโภคอยากซื้อมาก เกิดเป็นระบบบริโภคนิยม เกิดร้านสรรพสินค้าอย่างวอลมาร์ท เทสโก้ … การผลิตมาก ต้องการแรงงานมาก แรงงานพึ่งตนเองถูกดึงเข้าสู่ระบบการผลิตแบบตลาด เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ เป็นปัญหาด้านสัญชาติ พลเมืองชั้นสองชั้นสาม และปัญหาเรื่องสิทธิ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">บทบาทของรัฐถูกทำให้เล็กลง และถูกแทนที่โดยระบบตลาด จึงเกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษาออกนอกระบบ ระบบกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ระบบสุขภาพถูกนำเข้าไปสู่ระบบประกัน เงินบำนาญถูกนำไปลงทุนในตลาดการเงินให้ได้ดอกผลก่อน สวัสดิการและชีวิตคนจึงเข้าไปพัวพันกับระบบตลาดอย่างใกล้ชิด </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมๆกับความเสี่ยงและความไม่มั่นคงในชีวิต (จากเดิมที่รัฐเข้ามาช่วยดูแล) …. อาจารย์เกษมวิเคราะห์จากบริบทในต่างประเทศ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถ้ามองกลับมาที่ประเทศไทย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจารย์สมศักดิ์ ตั้งประเด็นว่า ประชานิยมเป็นการแทรกแซงของรัฐ ซึ่งตรงข้ามโดยสิ้นเชิงจากเสรีนิยมใหม่ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เราแย้งว่า รัฐไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว (เช่น ทุนนิยมภาคราชการตั้งแต่สมัยจอมพล ป.) รัฐไทยไม่เคยมีบทบาทในการลดความเสี่ยงและการสร้างความมั่นคงในชีวิต (แต่อาจกลับทำตรงข้าม) </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นโยบายเช่น กองทุนหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านมีเงินซึ่งถึงที่สุดก็ถูกใช้ไปในระบบตลาด หรือโอทอป…จากท้องถิ่นสู่สากล..ก็เพื่อการขายเข้าสู่ระบบตลาด ประชานิยมจึงดึงท้องถิ่นเข้าสู่ระบบเสรีนิยมใหม่โดยมีรัฐเป็นตัวกลางหรือตัวช่วย … ไม่ต่างจากนโยบายอื่นๆในอดีต … เพียงแต่มีประสิทธิผลมากกว่าด้วยซ้ำ…</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถ้ามองกลับมาที่กองทุนสวัสดิการชุมชนในบัจจุบัน ?? </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คนที่คิดตรงข้ามกับเสรีนิยมใหม่ คือ อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 1998 ที่มีส่วนช่วยให้โลกหันมาสนใจ การพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในขณะที่เสรีนิยมใหม่ให้ความสำคัญกับ “การมีเสรีภาพของปัจเจกตามศักยภาพ” อมาตยา เซน กลับให้ความสำคัญกับ “การสร้างศักยภาพเพื่อให้ปัจเจกมีเสรีภาพ” </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ขออนุญาตตั้งคำถามฝากเพื่อนๆช่วยคิดว่า กองทุนใดๆในชุมชนนั้น มีเพื่อประการแรก หรือ ประการที่สอง หรือไม่ใช่ทั้งสอง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">องค์กรการเงินชุมชนและสวัสดิการชุมชนถูกผนวกเข้าไปสู่ระบบเสรีนิยมใหม่หรือไม่ อย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจเป็นคำถามที่ไม่มีประโยชน์สำหรับการขับเคลื่อน แต่คงเป็นประโยชน์สำหรับการทบทวนก่อนก้าวต่อ…</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
ปัจจุบัน ระบบตลาดครอบครองพื้นที่ในชีวิตเกือบหมด ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งกลับเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อปี2528 กว่า20ปีแล้ว ผมจบใหม่ไปอยู่สวนที่สตูลกับอาจารย์คะเน อาจารย์ทำบัญชีรับจ่ายในสวนไว้ เราอยู่กัน3-4คน เดือนนึงจ่ายประมาณ1,000บาท
ตลาดช่วยแบ่งเบางานในชีวิต ใครๆก็เลือกทำงานได้เงิน แล้วเอาเงินไปจ้างคนอื่นทำในส่วนที่ตัวเองทำไม่ได้ ทำได้ไม่ดีเท่า หรือทำได้ดีกว่าแต่ใช้เวลามากกว่าซึ่งอาจเอาเวลาไปทำเรื่องที่ได้เงินมากกว่า
เป็นการเลือกงาน(ที่ชอบ)หรือเงิน
ส่วนใหญ่คนคงเลือกเงิน ถ้าใครเลือกเงินแล้วตรงกับงานที่ชอบก็โชคดีไป คนส่วนใหญ่คงไม่มีที่ทางให้เลือกมากนัก กลุ่มศิลปินดูจะเลือกงานมากกว่าเงิน
แต่เดี๋ยวนี้ ศิลปินได้เงินมากกว่างานแล้วนะคะ คนรุ่นใหม่จึงอยากเป็นดาราศิลปินกันมาก
"คนส่วนใหญ่คงไม่มีที่ทางให้เลือกมากนัก" ตรงนี้น่าสนใจค่ะว่า ทางเลือกของเราหายไปไหนหมด เพราะเหตุใด
" ตลาดช่วยแบ่งเบางานในชีวิต ใครๆก็เลือกทำงานได้เงิน แล้วเอาเงินไปจ้างคนอื่นทำในส่วนที่ตัวเองทำไม่ได้ ทำได้ไม่ดีเท่า หรือทำได้ดีกว่าแต่ใช้เวลามากกว่าซึ่งอาจเอาเวลาไปทำเรื่องที่ได้เงินมากกว่า"
ที่จริงบทวิเคราะห์ของอาจารย์ภีมเป็นเศรษฐศาสตร์ ได้คะแนนเต็มเลยค่ะ เพียงแต่เศรษฐศาสตร์อาจใช้คำว่า "รายได้" แทนคำว่า "เงิน" (เพราะมีรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน)
คนหนึ่งคนเปลี่ยนทางเลือก ก็มีผลกระทบต่อ "ระบบความสัมพันธ์" กับคนรอบตัวด้วย เศรษฐกิจกับสังคมจึงแยกกันยาก
เสรีนิยมใหม่ หรือ "ตลาด" ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ชีวิตผู้คน จึงมีผลกระทบในวงกว้างมาก
ในขณะที่เสรีนิยมใหม่ให้ความสำคัญกับ
“การมีเสรีภาพของปัจเจกตามศักยภาพ”
อมาตยา เซน กลับให้ความสำคัญกับ
“การสร้างศักยภาพเพื่อให้ปัจเจกมีเสรีภาพ”
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ขออนุญาตตั้งคำถามฝากเพื่อนๆช่วยคิดว่า กองทุนใดๆในชุมชนนั้น มีเพื่อประการแรก หรือ ประการที่สอง หรือไม่ใช่ทั้งสอง</p><p>………………………………………………. </p><p> น่าสนใจดีคะ ในชุมชนเอง เรื่องกองทุน น่าจะมีความเข้าใจกันไปหลายระดับ และส่วนมาก เป็นการเพิ่มหนี้ แต่ข้อดี คือการที่ชาวบ้านได้มาพึ่งกันเองในรูปกลุ่มมากขึ้น</p><p> หน่อยว่า ในชุมชนเอง มีทั้งสองประเด็นคะอาจารย์ แต่คนทำงาน ต้องค่อยๆอาศัยเงื่อนไขเหล่านี้ ในการเพิ่มศักยภาพที่ดีของปัจเจก</p><p>แล้วเชื่อมแต่ละปัจเจกมาทำสิ่งดีๆร่วมกัน แต่ต้องใช้เวลา น่ะคะ</p><p>เขียนไปมา งงเองเล็กน้อย…</p>
ไม่งงหรอกค่ะคุณหน่อย คิดในเชิงบวกไว้ก็จะมีทางออกเสมอนะคะ
คำว่า "เสรีภาพ" นี่เป็นคำฝรั่ง ที่ซ่อนอยู่ข้างหลังความคิดของอมาตยาเซน คือ ศักดิ์ศรี การสามารถเคารพตนเองได้ ทอนลงมาอีกก็คือ ความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าเราก็มีดี ทำอะไรที่ดีๆได้ เมื่อเชื่อมั่นก็กล้าแสดงออกถึงความคิดของตัวเอง อมาตยา เซน ให้ความสำคัญกับเวทีสาธารณะ ที่แต่ละคนสามารถแสดงความคิดของตัวเองได้ เป็น "เสรีภาพ"ในการแสดงความเห็น และเสรีภาพในการเลือก
กระบวนการชุมชนทำให้เกิดเวทีสาธารณะที่ผู้คนได้มีส่วนร่วม และมีศักดิ์ศรีในตัวเอง ใช้ศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่
หากกองทุนใดๆ มีส่วนหนุนเสริมช่วยเพิ่มศักยภาพของสมาชิก ไม่ทางใดทางหนึ่งก็คงจะเป็นสิ่งดี
แต่แนวคิดเชิงพุทธ เราให้ความสำคัญกับระบบคุณค่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ "เสรีภาพ" ระบบคุณค่านั้นคืออะไร
อมาตยา เซน คืออะไรครับ
อมาตยา เซน เป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 1998 ตามที่เขียนไว้ข้างบนค่ะ
ไว้มีเวลาแล้วจะเขียนถึงอีกค่ะ