ปัญหาคือ นกกับหนอนไม่ค่อยได้คุยกัน หรือคุยกันคนละภาษา (ด้วยยึดติดกับภาษาของตัวมากเกินไป) สังคมจึงไม่ได้ประโยชน์จากความรู้กว้างและความรู้ลึกที่นำมาผสม “แปลเป็นเครื่องมือ” ในการทำให้สังคมดีขึ้น

นักวิชาการหลายสาขาทำตัวแบบ นก   คือบินมองจากที่สูง  ข้อดีของ ตานก  คือ มองเห็นภาพกว้าง  เห็นบริบทแวดล้อม  มองเห็นโครงสร้างและระบบ  แต่กลับเข้าไม่ถึงรายละเอียด ไม่เห็น คน ที่อยู่ในบ้านหรืออยู่ใต้ต้นไม้ในสวน  และมีโอกาสตีความผิดได้ไม่ต่างกับการแปลภาพจากดาวเทียม  

    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อีกแบบคือ ทำตัวแบบ หนอน    ข้อดีของ ตาหนอน  คือเข้าใจรายละเอียดในพื้นที่ได้ดี   แต่อาจจะมองภาพเชิงโครงสร้างได้ไม่ครบถ้วน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ปัญหาคือ  นกกับหนอนไม่ค่อยได้คุยกัน  หรือคุยกันคนละภาษา (ด้วยยึดติดกับภาษาของตัวมากเกินไป)   สังคมจึงไม่ได้ประโยชน์จากความรู้กว้างและความรู้ลึกที่นำมาผสม แปลเป็นเครื่องมือ ในการทำให้สังคมดีขึ้น  </p>    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นักวิชาการบางคนเก่งเป็นได้ทั้งนกและหนอน  แต่ก็ต้องทำงานหนัก มีทีมงาน และใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือนอกเหนือจากการวิจัยอย่างเดียว</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ระหว่างนกกับหนอน  มีการทำวิจัยอีกลักษณะหนึ่งคือ  ขี่ม้าชมเมือง   (ประเภททำแบบสำรวจเก็บข้อมูลปฐมภูมิ) นักวิจัยเหล่านี้เห็นภาพระยะใกล้มากกว่านกแต่ก็ไม่ใกล้แบบหนอน   เห็นภาพระยะไกลมากกว่าหนอนแต่ก็ไม่ไกลอย่างนก         ความรู้จึงครึ่งๆกลางๆ   ขึ้นอยู่กับว่า  ขี่ม้าชมหลายรอบ หลายพื้นที่หรือไม่    แม้พอจะเป็นตัวกลางเชื่อมความรู้ระหว่าง นกกับหนอนได้บ้าง   แต่นกก็ไม่สนใจ  หนอนก็ไม่สนใจ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จะมีก็เพียง คน ตาใส   คือนักศึกษาที่นั่งฟังด้วยความสนใจ   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>