ตอนที่ 1
           สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นสถาบันซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511  ซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 104 ว่า
          "ให้มีสถาบันขึ้นสถาบันหนึ่ง เรียกว่า "สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย" ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งเป็นสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความกว้าวหน้าแก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร อันมิใช่เป็นการหาผลกำไร หรือรายได้แบ่งปันกัน"
          บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนี้แม้จะมีข้อความเพียงสั้นๆ ซึ่งไม่ยุ่งยากแก่การทำความเข้าใจมากนัก แต่ในทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องแล้วก็ยังเป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการ หรืองานของสันนิบาตสหกรณ์ฯ มีความสงสัย หรือมีความสับสนกันอยู่เสมอๆ เกี่ยวกับสถานภาพ อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ตลอดจนการบริหารงาน และการดำเนินงานรของสันนิบาตสหกรณ์ฯ
          การจะทำความเข้าใจในสถานภาพ วัตถุประสงค์ หน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนการดำเนินงานของสันนิบาตสหกรณ์ฯ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึงประวัติความเป็นมาและเหตุผลในการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์ฯ ประกอบไปด้วย ซึ่งประวัติความเป็นมาเหตุและเหตุผลในการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์ฯ ดังกล่าวนี้จะสามารถศึกษาได้จากวิวั๖มนาการของการสหกรณ์ในประเทศไทยซึ่งอาจกล่าวโดยสรุปดังนี้
การจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย
          จากจุดเริ่มต้นของขบวนการสหกรณ์ของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2549 เมื่อรัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะทดลองใช้วิธีการสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและการประกอบอาชีพของชาวนาผู้ยากจน นั้น พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ  ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติพยกรณ์ และนายทะเบียบสหกรณ์พระองค์แรก ได้ทรงนำเอาหลักและวิธีการของสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซน ของชาวชนบทในประเทศเยอร์มันมาเป็นแบบอย่างในการทดลองจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในประเทศไทย  โดยได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์หาทุนขึ้น เป็นแห่งแรกที่ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ใช้ชื่อว่า "สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกันสินใช้" จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสมาคม (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2459 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 มีสมาชิกแรกตั้ง 16 คน มีทุนดำเนินงานซึ่งกู้จากธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด จำนวน 3,000  บาท
ระยะเวลาแห่งการขายการจัดตั้งสหกรณ์หาทุนและออกกฎหมายสหกรณ์
          เนื่องจากการดำเนินงานของสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการจัดหาเงินทุนมาให้สมาชิกกู้ยืมไปไถ่ถอนหนี้สินเดิมและเพื่อการประกอบอาชีพ ในปีต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์หาทุนเพิ่มขึ้นอีกในจังหวัดลพบุรี และได้มีการขยายการจัดตั้งสหกรณ์หาทุนในรูปแบบเดียวกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในท้องที่จังหวัดอื่น ๆ การขยายตัวของการจัดตั้งสหกรณ์หาทุนดังกล่าว เป็นผลให้รัฐบาลต้องตราพระราชบัญญัติสหกรณ์ขึ้นใช้โดยเฉพาะเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2471 ซึ่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ฉบับนี้ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นอี 2 ครั้ง ในพ.ศ. 2476 และ พ.ศ.2477
ระยะเวลาการจัดตั้งและขยายตัวของสหกรณ์ประเภทอื่นๆ
          หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2471 แล้วก็ได้มีการขยายตัวของกิจการสหกรณ์ในประเทศไทยออกไปอย่างกว้าวขวางและรวดเร็วมาก นอกจากจะมีการจัดตั้งสหกรณ์หาทุนเพิ่มมากขึ้นแย้วยังมีการริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์รูปอื่นๆ ขึ้นด้วย เช่น ร้านสหกรณ์ในปี พ.ศ. 2480 สหกรณ์นิคมในปี พ.ศ. 2581 สหกรณ์ออมทรัพย์ในปี พ.ศ. 2492 และสหกรณ์ประมงในปี พ.ศ. 2497  สหกรณ์เครดิตเพื่อผลิตกรรมในปี พ.ศ. 2502ฯลฯ เป็นต้น จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2510 ปรากฎมีจำนวนสหกรณ์ทุกประเภททั่วประเทศถึง 10,687 สหกรณ์
          พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 นี้ เป็นผลให้มีการปรับปรุงในโครงสร้างและการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก กล่าวคือนอกจากสหกรณ์หาทุนขนาดเล็กในระดับหมู่บ้านจะถูกควบเข้าด้วยกันเป็นสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ในระดับอำเภอแล้ว ยังมีการแบ่งประเภทสหกรณ์เสียใหม่ มีการจัดตั้งสหกรณ์รูปใหม่ๆ รวมทั้งขชุนนุมสหกรณ์ระดับต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จนเป็นผลให้ ขบวนการสหกรณ์ของไทยประกอบด้วยสหกรณ์ประเภทต่างๆ รวม 6 ประเภทดังนี้
          1.  สหกรณ์การเกษตร
          2.  สหกรณ์นิคม
          3.  สหกรณ์ประมง
          4.  สหกรณ์ออมทรัพย์
          5.  สหกรณ์ร้านค้า
          6.  สหกรณ์บริการ
          นอกจากนี้ยังมีชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติอีก 10 ชุมนุม สหกรณ์สมาชิก 986 สหกรณ์ และชุมนุมสหกรณ์ระดับจังหวัดอีก 73 ชุมนุม สหกรณ์สมาชิก 965 สหกรณ์
         
          การพัฒนางานสหกรณ์ในแต่ละช่วงระยะเวลที่ผ่านมานนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการริเริ่มแนะนำและส่งเสริมจากภาครัฐบาลหรือทางราชการเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามบรรดาผู้นำทางสหกรณ์ในอดีตต่างก็ตระหนักดีว่าการจะเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าความเข้มแข็งและความมั่นคงในการดำเนินงานให้แก่สหกรณ์ทุกประเภทตามอุดมการณ์ของสหกรณ์นั้น เป็นภาระหน้าที่อันสำคัญของขบวนการสหกรณ์ และจะอาศัยการริเริ่มส่งเสริมสนับสนุนจากทางราชการแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ บรรดาผู้นำสหกรณ์ในอดิตทั้งหลายจึงได้พยายามหาทางให้มีการจัดตั้งองค์กรในภาคของขบวนการสหกรณ์ขึ้น เพื่อรับเอาภาระหน้าที่ดังกล่าวไปจากภาครัฐบาล โดยได้มกีรดำเนินการเป็นขั้นตอนมาตามลำดับ โดยสรุปดังนี้ในข้อเท็จจริงของการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ทุกประเภทนี้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวด้วยเรื่องการเงิน ฉะนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้นายทะเบียบสหกรณ์ หรือผู้ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์แต่งตั้ง ต้องตรวจบัญชีของสหกรณ์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ รวมทั้งทางราชการจะได้ทราบฐานะทางการเงินอันแท้จริงของสหกรณ์อันจะทำให้ข้อมูลต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ทางราชการได้ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการตรวจบัญชีของสหกรณ์ต่าง ๆ นี้ทางราชการต้องเสียค่าใช้จ่ายปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนเงินมิใช่น้อย ทางราชการจึงเห็นว่า เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล จึงได้กำหนดสหกรณ์ต่างๆ ให้ช่วยออกค่าใช้จ่ายในการตรวจบัญชีซึ่งเรียกว่า "ค่าธรรมเนียมการตรวจบัญชี" จ่ายเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดิน โดยคิดในอัตราพันละหนึ่งของทุนดำเนินงานในวันสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์