คำกล่าวที่ท่านว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ถึงคราวต้องพิสูจน์ความจริง
อาการเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย ถ้าหากเกิดขึ้นด้วยเหตุแห่งสังขารหรือร่างกายนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา
ร่างกายเมื่ออยู่ไป ใช้ไป อาศัยไป ตามกาลถึงเวลา เขาก็ย่อมจะทรุดโทรม เจ็บป่วยไข้เป็นของธรรมดา
เพราะมีเกิด ย่อมมีเจ็บ เป็นของธรรมดา
เจ็บป่วยไข้ทางกายก็รักษากันไป หาหมอ กินยา ถ้าไม่หนัก ไม่หนา ไม่นานก็หาย
เฮ้อ... แล้วตกลงตอนนี้ฉันป่วยกายหรือ “ป่วยใจ” กันแน่น๊อ?
แต่ถ้าป่วยใจนี่สิ จะรักษาให้หายได้อย่างไร
อาการป่วยครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ธรรมดาซะแล้ว
ทุกทีที่ฉันป่วย ฉันยังเริงร่าท้าทายกับแสงตะวัน
ป่วย เจ็บ ตรงไหนก็รักษา ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน นอนให้เยอะหน่อย เติมยาเข้าไปนิด ไม่นานอาการเจ็บป่วยก็คลาย
แต่ทำไมเจ็บคราวนี้ถึงได้ซึมเซาและเหงาหงอยถึงขนาดนี้
เฮ้อ... เหนื่อยเหรอ หรือว่าอย่างไร
ก็ดู ๆ กันไป
เป็นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันเน๊อะ จะได้ภาวนา
ทบทวนดูจิตดูใจของตัวเอง
จะได้รู้จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวจริงมั๊ย
ก็ต้องติดตามดูมันต่อไป
ถ้าซึมเซาอยู่อย่างนี้สงสัยว่านานคงจะหาย
แต่ถ้ากลับมาร่าเริงในธรรมได้
อีกไม่นานคงกลับกลายมีพลังเพื่อสร้างสรรค์ทางสายธรรมนี้ได้ดั่งเช่นเดิม...

สาธุ สาธุ สาธุ คะท่าน
สาธุ เช่นกัน
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
หากป่วยกาย แต่ใจไม่สะท้านไม่ตามไปป่วยด้วยเลย
แต่หากใจป่วยตามคร่ำครวญ จะป่วยกายมากขึ้นหลายเท่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยาตัวเดียวที่อมตะ คือ ยาธรรมะ
จะศึกษาเกินวันละสองขวดก็ไม่มีใครห้ามว่าไม่ควร
ยิ่งศึกษายิ่งใช้ยิ่งได้กำไรชีวิต ยิ่งหายป่วย ทั้งกายและใจ
ถูกต้อง ๆ
สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีได้แล้วก็ต้อง "มีเสีย"
แต่ "ธรรมะ" เป็นสิ่งที่อยู่พ้นจากวิสัยแห่งโลกแล้ว ไม่มีการได้ ไม่มีการเสีย
"เป็นสิ่งกลาง ๆ"