ดร. อำรุง จันทวานิช เลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การศึกษาที่บุคคลได้เรียนรู้มาในช่วงวัยเรียนไม่เพียงพอ หลายประเทศจึงเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่บุคคลต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ทันต่อวิทยาการ เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารในยุคปัจจุบัน ฉะนั้นรูปแบบการศึกษาสำหรับผู้ที่พ้นวัยเรียนจึงควรเป็นรูปแบบการศึกษาที่ผสมผสานกลมกลืนควบคู่กับวิถีชีวิตในการทำงาน ที่ไม่ใช่การเข้าชั้นเรียน กลยุทธ์หนึ่งคือการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สำนักงานฯ จึงได้ร่วมกับ ศ. ดร.สุมาลี สังข์ศรี จัดทำวิจัยการสังเคราะห์กระบวนการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อจัดทำคู่มือแนวทางการคัดเลือก / ยกย่อง บุคคล ชุมชน และสังคมแห่งการเรียนรู้
การวิจัยดังกล่าว ได้เลือกพื้นที่ที่เป็นตัวแทนทุกภาคของประเทศไทย ภาคละ 2 จังหวัด ๆละ 1 ชุมชน โดยแต่ละภาคจะคัดเลือกชุมชนที่อยู่ในโครงการนำร่องการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน 1 ชุนชน และชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในโครงการนำร่องอีก 1 ชุมชน สำหรับกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลคัดเลือกมาชุมชนละ 16 คน รวม 128 คน ประกอบด้วยบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน กรรมการชุมชน และตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการศึกษา และได้ทำการศึกษาใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1. หลักการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ 2. แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ 3. มาตรการในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ 4. เกณฑ์การประเมินความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และ 5. เกณฑ์การยกย่อง บุคคล ชุมชน และสังคมแห่งการเรียนรู้
เลขาธิการกกศ. กล่าวว่า การศึกษาในครั้งนี้ ได้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ ดังนี้ ประเทศไทยควรกำหนดนโยบายการส่งเสริม/ การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ชัดเจน ครอบคลุม และให้กระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบและต้องประสานความร่วมมือไปยังทุกจังหวัด โดยมีการจัดทำสื่อที่แสดงถึงหลักการและขั้นตอนในการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ การรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนถึงความจำเป็นของการศึกษาตลอดชีวิต ตลอดจนนำความรู้ข้อมูลข่าวสารไปเผยแพร่ต่อ รวมทั้งการกำหนดพื้นที่ดำเนินการในทุกระดับ ซึ่งสามารถกระทำได้ 2 แบบ คือ เริ่มจากบุคคลที่ประชาชนให้ความศรัทธา เช่น ครู ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือหน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียนเป็นผู้ริเริ่ม
นอกจากนี้ ควรมีการจัดตั้งกรรมการหรือองค์กรดำเนินงาน และหาวิธีที่จะขยายแนวคิดให้เป็นที่ยอมรับ และการพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้มีการวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน การจัดทำแผนชุมชนและกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน การวิเคราะห์ศักยภาพของหุ้นส่วน และการกำหนดที่ตั้งของแหล่งกิจกรรม รวมทั้งแบ่งปันหน้าที่ความรับผิดชอบว่า หน่วยงาน องค์กรหรือหุ้นส่วนไหนรับผิดชอบการจัดกิจกรรมใด และให้นำหลักการในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้มาใช้ เช่น ด้านผู้จัดกิจกรรมใช้หลักความร่วมมือแบบหุ้นส่วน คือ ร่วมลงทุน ร่วมวางแผน ด้านประชาชนผู้รับบริการ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมและแสดงความคิดเห็น ด้านการจัดกิจกรรม ให้ยึดหลักความหลากหลาย ยืดหยุ่นสัมพันธ์กับวิถีชีวิต เข้าถึงง่าย เสมอภาค และมีความต่อเนื่อง
ส่วนประเภทของกิจกรรมที่ควรจัด ควรจัดให้ครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้ 1. การศึกษาพื้นฐาน ได้แก่การอ่านออกเขียนได้ การศึกษาที่เทียบเท่าระดับชั้นต่างๆ ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน 2. ด้านอาชีพ ได้แก่ ทักษะในการประกอบอาชีพต่างๆ ทักษะทางการตลาด การทำ SME การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ การเกษตร ฯลฯ 3. ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ ภาษาต่างๆ การใช้คอมพิวเตอร์ อาหาร ศาสนา กีฬา ฯลฯ สำหรับลักษณะในการจัดกิจกรรม จัดในรูปแบบการสัมมนา นิทรรศการ กลุ่มอาชีพ ศูนย์การเรียนรู้ กระดานข่าว การฝึกอบรม สัปดาห์ตลาดแรงงาน เมืองหลากหลายภาษา เป็นต้นโดยการติดตามประเมินผลควรทำเป็นระยะๆ เพื่อนำมาปรับปรุง และประยุกต์ใช้กับสังคมอื่นต่อไป
ขณะเดียวกัน ควรมีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานเป็นระยะ การนิเทศโดยผู้บริหาร การจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน มีการเปรียบเทียบดูการพัฒนาของแต่ละระยะ พร้อมควรหาวิธี มาตรการส่งเสริมให้กิจกรรมการเรียนรู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นี้ดำเนินการต่อเนื่องตลอดไป