สำหรับผมเห็นว่าขณะนี้สังคมโลกยังขาดองค์ความรู้ หรือ ภูมิต้านทานโลกาภิวัตน์ที่ดี นอกจาก อิสลามเท่านั้น อิสลาม เป็นวิถีชีวิตเดียว หรือแนวทางเดียว เท่านั้นที่กล้าท้าทาย กล้าเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์ในสังคมโลกปัจจุบัน อิสลามเป็นวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ คุณธรรม จริยธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ฯลฯ เป็นแนวทางหรือวิถีชีวิตที่สมดุล เช่น ความสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ ความสมดุลระหว่างโลกนี้และโลกหน้า ฯลฯ

มุสลิมเผชิญหน้ากับโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร           

           เมื่อสังคมมุสลิมต้องเผชิญหน้ากับโลกาภิวัฒน์ดร.ยูซุฟ     กอรฎอวีย์  ได้จำแนกมุสลิมออกเป็น 3 กลุ่ม  ดังนี้

             1.       กลุ่มที่ยอมรับและมีความคาดหวังอย่างสูงต่อลัทธิโลกาภิวัตน์  พวกเขาคือ กลุ่มคนที่ว่ายน้ำบนกลีบเมฆ  และดำเนินธุรกิจแบบไร้พรมแดน  กล่าวคือ เป็นกลุ่มคนที่ไร้จุดยืนหรือขาดความเป็นตัวของตัวเอง  ดั่งที่ท่านศาสนดาได้กล่าวว่า พวกเหล่านี้จะก้าวตามกลุ่มคนอื่นคืบต่อคืบ  ศอกต่อศอก  วาต่อวา  เมื่อเขาเข้ารูแย้พวกเขาก็จะตามเข้าไปในรูแย้เช่นเดียวกัน  ...

           2.       กลุ่มที่ต้องการหลีกหนีจากการเผชิญหน้าและมีความรู้สึกว่าเพียงพอกับการดำรงอยู่ และ กรอบความคิดของตน  บางที พวกนี้ไม่รู้ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง   ด้วยซ้ำไป   คนกลุ่มนี้มักปิดหู  ปิดตา  ไม่รับรู้ปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกนี้  ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม  สิทธิมนุษยชนและอื่น ๆ กลุ่มนี้ไม่กล้าเผชิญหน้าและคบค้ากับกลุ่มบุคคลอื่น ๆ  กลุ่มคนเหล่านี้ คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยม และ จารีตนิยม  ซึ่งมักมีทัศนะต่อต้านกับปรากฎการณ์ใหม่ ๆ  อยู่เสมอ

             3.       กลุ่มที่มีแนวคิดสายกลาง  คือ กลุ่ม ที่มีแนวคิดเปิดกว้างต่อกระแสโลกาภิวัตน์  และมีท่าทีที่ระมัดระวังตัวและพร้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์   กลุ่มมุสลิมพวกนี้จะมีทัศนคติเป็นของตนเองและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งมุสลิม  สำนึกต่อพันธกิจและยึดมั่นในศาสนาที่ตนเองนับถือ   เชื่อในความเป็นสากลนิยม  และอารยธรรมแห่งประชาชาติ    มุสลิมกลุ่มนี้  จะไม่หลีกหนีจากกระแสการเผชิญหน้าทุกรูปแบบ  และกล้าที่จะสนทนาแลกเปลี่ยน(Dialoque) ความรู้  ประสบการณ์  และแนวคิดอย่างสันติกับทุกกลุ่มของลัทธิโลกาภิวัฒน์  ซึ่งแน่นอนที่สุด  พวกนี้มีทัศนะที่เปิดกว้างและมีจุดยืนที่เข้มแข็ง  ปราศจากแนวคิดที่สุดขั้วหรือตกขอบ

                    ศ.นพ.ประเวศ   วะสี  ราษฎรอาวุโสของไทย  พูดว่า  ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้วที่เราจะมาต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตก   เพราะเราไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้อีกแล้ว  ผมเองเห็นด้วยกับความคิดของ ศ.นพ.ประเวศ   วะสี  เพราะว่าเราไม่มีอำนาจ  ขาดแคลนองค์ความรู้  ขาดแคลนปัจจัยทางการเงิน  ฯลฯ ที่จะไปต่อต้าน การรุกรานของโลกาภิวัตน์ได้    ดังนั้นเราจึงควรที่จะเรียนรู้เพื่อทำความรู้จักกับโลกาภิวัตน์  เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกับมัน  และเผชิญหน้ากับมัน  โดยที่ยังรักษาอัตตลักษณ์ความเป็นมุสลิม  (เสมือนกับความคิดที่ 3 ที่ได้นำเสนอแล้ว)

 แนวทางในการเผชิญหน้ากับสังคมโลกาภิวัตน์          

                    สำหรับผมเห็นว่าขณะนี้สังคมโลกยังขาดองค์ความรู้  หรือ ภูมิต้านทานโลกาภิวัตน์ที่ดี  นอกจาก อิสลามเท่านั้น  อิสลาม เป็นวิถีชีวิตเดียว หรือแนวทางเดียว เท่านั้นที่กล้าท้าทาย  กล้าเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์ในสังคมโลกปัจจุบัน  อิสลามเป็นวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ  คุณธรรม จริยธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ  สังคม การเมือง การปกครอง ฯลฯ   เป็นแนวทางหรือวิถีชีวิตที่สมดุล เช่น ความสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ  ความสมดุลระหว่างโลกนี้และโลกหน้า    ฯลฯ                

                  ในเมื่ออิสลามเป็นแนวทางหรือวิถีชีวิตที่สมบูรณ์เช่นนี้   แล้วทำไมอิสลามถึงยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับลัทธิหรือแนวคิดโลกาภิวัตน์ได้    นี่คือโจทย์ที่ใหญ่มากสำหรับมวลมุสลิมทั้งหลายที่จะต้องร่วมกันแก้ปัญหาข้อนี้   โจทย์ข้อนี้อาจจะมีหลายคำตอบ  หลายมิติ  หลายมุมมอง  แต่สำหรับผมมั่นใจว่า  ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า   มุสลิมยังขาดองค์ความรู้    และมีเข้าใจอิสลามที่ไม่ถูกต้อง  เช่น  การเข้าใจอิสลามที่ไม่ครอบคลุม  ไม่รอบด้าน  หรือพูดได้ว่า ปัญญาชนมุสลิมส่วนหนึ่งเข้าใจอิสลามในด้านความเชื่อ  และ  พิธีกรรม  ในเชิงลึก  แต่ ขาดความเข้าใจอิสลามในแง่อุดมการณ์  หรือ อิสลามที่เป็นวิถีชีวิต   ในขณะที่มุสลิมอีกบางส่วนมีความเข้าใจอิสลามในเชิงกว้าง  เข้าใจว่าอิสลามคือระบอบแห่งดำรงชีวิต  หรือแนวทางในการดำรงชีวิต    แต่ขาดความเข้าใจเชิงลึกในด้านความเชื่อมั่น                  

                ดังนั้นผมเห็นว่ามีการศึกษาเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้        แต่เมื่อมาพิจารณาในด้านการจัดการศึกษาของสังคมมุสลิมในเมืองไทยกลับพบว่าการจัดการศึกษาของมุสลิมในเมืองไทยมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจำนวนมากมายแต่ขาดความเข้มแข็ง   ทั้งนี้เพราะโรงเรียนเหล่านี้ยังจัดการศึกษาภายใต้อิทธิพลแนวคิดแบ่งแยกศาสนาออกจากวิถีชีวิต (secularism) จึงทำให้การศึกษาของสังคมมุสลิมไม่สามารถสร้างมุสลิมที่เข้าใจอิสลามทั้งในเชิงลึกและกว้างได้   การจัดการศึกษายังมุ่งหาผลประโยชน์ให้กับเจ้าของกิจการ   การจัดการศึกษายังขาดอุดมการณ์ในการสร้างมุสลิมที่สมบูรณ์                

                  ผมจึงใคร่ขอนำเสนอความคิดเห็นในบทความชิ้นนี้ว่า   มีแนวความคิดหนึ่งที่จะสามารถวางรากฐานในการจัดการศึกษาที่ดีให้แก่โรงเรียนเหล่านี้ได้  นั่นคือ  แนวคิดอิสลามานุวัฒน์กับองค์ความรู้ (Islamization of Knowledge) ของ ศ.ดร.อิสมาอีล   อัลฟารูกีย์  ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในสังคมมุสลิมทั้งหลายควรศึกษา  เรียนรู้  และทำความเข้าใจแนวคิดดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในสังคมมุสลิมต่อไป 

                ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า  แนวทางที่จะเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์ได้นั้น  มีอิสลามเพียงเท่านั้นที่จะเป็นแนวทางในการเผชิญหน้ากับโลกาภิวัน์  และผลิตผลทางความคิดหนึ่งของปราชญ์มุสลิมร่วมสมัยที่จะปลูกฝังความคิดอิสลามที่สมบูรณ์ได้ นั่นคือ แนวคิดอิสลามานุวัฒน์กับองค์ความรู้ (Islamization of Knowledge) ของ ศ.ดร.อิสมาอีล   อัลฟารูกีย์