ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว ถึงวิธีการตามรอยสถูปใต้ดินของพระเจ้าอโศก ซึ่ง อาศัยการฟังจากทุกแหล่ง แล้วนำมาประมวลด้วยปัญญา. ไม่ด่วนสรุปไปก่อนล่วงหน้า ก่อนที่จะได้พิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยปัญญาเสียก่อน

เรื่องตำนานก็ดี คำพยากรณ์ก็ดี ก็เป็นคำบอกเล่าประเภทหนึ่ง จะแต่งขึ้นด้วยเหตุอะไรนั้น มันก็มีเป็นไปต่างๆ. มีจริงบ้าง เท็จบ้าง คละเคล้ากันไป. อันนี้ไม่สำคัญ รับเอาไว้ก่อน พิจารณาก่อน ถี่ถ้วนดีแล้ว หากไม่สมจริง จึงทิ้งไป.

จะกล่าวไปใยถึงตำนานหรือคำพยากรณ์. ที่แท้แล้ว แม้แต่พระไตรปิฎกที่เราศึกษากันอยู่นี้ ก็ไม่พ้นการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นสิ่งที่แต่งขึ้น เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสั่งสอนคนให้เป็นคนดีเท่านั้น คือ โดยที่แท้แล้ว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็นอุดมคตินั้น ไม่มีอยู่จริง. ตั้งแต่พระไตรปิฎกนี้ เขายังคิดกันได้.

ในขณะที่คนอีกส่วนหนึ่ง ก็เชื่อมั่นแน่นแฟ้นทีเดียว ว่า พระไตรปิฎกนี้ ไม่ใช่เรื่องแต่งมาหลอกเด็ก เขาเชื่อว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง และทำให้สำเร็จได้จริง.

นี่ ลองนำไปเทียบกับเรื่องราวต่างๆในโลกนี้ดูสิ ไม่มีสิ่งไหนปรากฏต่างกันเลย. แม้แต่คำพยากรณ์และตำนาน ก็ปรากฏคล้ายกัน คือ คนกลุ่มหนึ่ง พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ และมาจากมูลอันเป็นจริง. แต่อีกกลุ่มหนึ่งว่า เป็นเรื่องแต่งขึ้นมาหลอกให้คนทำความดี.

มาดำเนินเรื่องต่อไป

หลังจากที่ข้าพเจ้าศึกษาพระไตรปิฎกได้ระยะหนึ่งแล้ว ในครั้งนั้น ประมาณปี 2542 ข้าพเจ้ากำลังสนใจเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของพระพุทธศาสนา ที่ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก.

ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ข้าพเจ้าได้พบกับหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดย รหัสยญาณ สำนักพิมพ์ลานอโศกเพรสกรุ๊ป , หนังสือชื่อ "พระศรีอารย์เจ้าโลก". เป็นหนังสือเล่มบางๆ ปกสีน้ำเงินเข้ม มีรูปเทพบุตรศรีอาริย์ สิงห์และลูกโลกที่หน้าปก.

ในช่วงนั้น ข้าพเจ้าอ่านพระสูตรและอรรถกถาบางส่วน จนพอที่จะรู้จักบ้างแล้วว่า พระศรีอาริย์คือใคร? จึงได้สนใจใคร่รู้ว่า เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จะกล่าวถึงพระศรีอารย์ว่าอย่างไร จะเหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้เคยอ่านพบในพระไตรปิฎกหรืออรรถกถาบ้างหรือไม่?

เมื่อเปิดอ่านแล้ว ปรากฏว่า เรื่องราวเป็นอีกส่วนหนึ่ง ต่างไปจากที่เคยได้อ่านพบมา คือ ในหนังสือกล่าวว่า เป็นตำนานที่บันทึกไว้ในใบลาน มีอยู่ในทั้งไทย พม่า ลาว. และแม้แต่ใน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เอง ก็มีเรื่องราวตำนานที่บันทึกไว้คล้ายกันนี้. เป็นลักษณะคล้ายคำพยากรณ์ถึงพระศรีอารย์ที่จะปรากฏในท่ามกลางพระพุทธศาสนา.

นอกจากหนังสือชื่อพระศรีอาริย์เจ้าโลก เล่มนี้แล้ว ก็มีอีกเล่มหนึ่ง เขียนโดย ส. พลายน้อย, รู้สึกว่า หนังสือจะชื่อ "พระศรีอารย์" ก็กล่าวถึงเนื้อเรื่องคล้ายๆกับหนังสือพระศรีอารย์เจ้าโลกนั้น. คือ กล่าวถึงคำบันทึกในใบลาน ซึ่งถือเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้าน เพราะไม่ปรากฏแพร่หลาย เขาจึงว่า เป็นเรื่องส่วนท้องถิ่น นิยมอยู่เฉพาะในท้องถิ่นนั้นๆ แต่ไม่นิยมนับถือในที่ทั่วไป. คือ คนทั่วไปว่างมงาย แต่คนพื้นถิ่นนี้ เชื่อว่า จะเป็นไปได้จริง.

เนื้อความโดยสรุป กล่าวว่า พระศรีอารย์นั้น จะลงมาเกิดในช่วงกึ่งกลางอายุพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นพระราชาจักรพรรดิ(ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า) แล้วจะเชิดชูพระพุทธศาสนา ทำพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองไปทั้งโลก ซึ่ง ภาษาถิ่นบางแห่ง ก็ใช้คำว่า มาเลิกศาสนาของพระพุทธโคดม. (เลิก = ปัดฝุ่น,ชำระให้บริสุทธิ์เช่นเดิม) แต่ ก่อนที่จะเป็นพระราชานั้น พระศรีอารย์ในตำนานนี้กล่าวว่า ท่านจะมาเกิดเป็นคนยากจน รูปลักษณะไม่สวยงามก่อน เพราะต้องบุพพกรรม, ภายหลังจึงจะมีรูปงาม เมื่อได้กินมะม่วงลอกคราบจากพระอินทร์.

ในเบื้องต้น ข้าพเจ้าอ่านแล้ว รู้สึกต่อต้าน. คิดแต่ว่า เป็นไปไม่ได้ๆ อย่างเดียวเท่านั้น. คือ ถือเอาตามเรื่องพระมาลัยขึ้นไปถามพระศรีอารย์บนสวรรค์นั้นเป็นเกณฑ์. ซึ่ง ในตำนานพระมาลัยนั้นเอง ไม่มีกล่าวเลยว่า พระศรีอารย์จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์ในช่วงกึ่งกลางพระพุทธศาสนานี้. อีกอย่างหนึ่ง ก็ถือเอาตามที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวไว้ด้วย ท่านว่าพระศรีอารย์ไม่ลงมาเกิดหรอก หากจะมีก็มีแต่ภาษีอาน. สิ่งเหล่านี้มันฝังหัวอยู่ก่อน.

แต่ต่อมา ข้าพเจ้าก็พิจารณาว่า นี่ไม่เป็นธรรมเลย กับการที่ปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก่อนที่จะได้พิจารณาตรวจสอบดูด้วยปัญญาของตนเองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อไปตามปากของคนอื่น จึงลองเพิกความยึดมั่นถือมั่นในสุตตะอันก่อนนั้น แล้วลองเปิดใจให้กว้าง เปิดรับเข้ามา แล้วพิจารณา ว่า จะมีเหตุผลกลใด ที่จะทำให้มันเป็นไปได้อย่างนั้นบ้างไหม? ใช้คาถาสมเด็จโต "พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหาพิจารณา..."

ที่เปลี่ยนความคิดมาคิดในแบบหลังนี้ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะว่า ความถือตัวเองว่าเป็นคนที่เรียนมาในความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่ง ไม่ยอมปฏิเสธอะไรหรือยอมรับอะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิจารณาไตร่ตรองจนเห็นแจ้งชัดกับตนเองเสียก่อน จึงจะน้อมใจไป.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะเคยอ่านพระสูตรที่พระพุทธเจ้าอบรมชาวกาลามะ เรื่องความเชื่อนั้น แล้วน้อมเข้ามาเตือนตน. อิทธิพลหนึ่ง ที่ทำให้ระลึกถึงกาลามสูตร ก็เพราะเคยอ่านผ่านๆตาในผลงานของหลวงพ่อพุทธทาส. ซึ่ง ก็ยอมรับว่า มันเป็นลักษณะการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์.

ข้าพเจ้าก็คิดว่า ตนเองเป็นคนสมัยใหม่ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ต้องเปิดใจให้กว้าง หาเหตุหาผลมาว่ากัน ไม่ใช่ดึงดันหัวชนฝา. เรื่องนี้เป็นอย่างนี้

เนื้อความตำนานพระศรีอาริย์กึ่งพระพุทธศาสนานี้ แสดงในความเห็นถัด
ไป