การประชุมแบบ retreat
ผมไปเสนอแนะต่อ ม. สงขลานครินทร์ ว่าสภามหาวิทยาลัยน่าจะมีการประชุมแบบ retreat สักปีละครั้ง เพื่อให้สภาฯ ได้มีโอกาสพิจารณาภาพใหญ่ ภาพอนาคต พิจารณายุทธศาสตร์ ขององค์กร รวมทั้งตรวจตราหรือประเมินการทำงานของสภาฯ เองด้วย
คุณประไพ เบญอาหลี เจ้าหน้าที่ของ มอ. ส่ง อี-เมล์ ถามว่า การประชุมแบบ retreat เป็นอย่างไร ทำให้ผมตระหนักว่าคนมหาวิทยาลัยไม่คุ้นเคยกับการประชุมแบบนี้ จึงคิดว่าน่าจะเขียนบันทึกใน บล็อก เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นของผม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเห็นที่ถูกต้อง
ผมลองค้นด้วย Google ด้วยคำค้น “การประชุมแบบ retreat” จึงได้คำไทยว่า “การประชุมแบบไม่เป็นทางการ” ไม่มีวาระประชุม บางคนเรียกว่า “การประชุมแบบระดมสมอง” และผลของการค้นนั้นก็พบบันทึกของผมที่เอ่ยถึงการประชุมแบบ retreat อยู่ด้วย ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/151244
จากผลการค้นด้วย Google อีกนั่นแหละ ผมได้ เว็บไซต์นี้ http://www.itie.org/eqi/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1545&view=previous ซึ่งก็คัดลอก บล็อก ของผมนั่นเองมาลง ถ้าทนอ่านให้จบก็จะเห็นได้ว่า ทำไมสภามหาวิทยาลัยจึงควรมีการประชุมแบบ retreat สักปีละครั้ง
จุดอ่อนที่พบบ่อยที่สุดของสภามหาวิทยาลัย และกลไกกำกับ (Governance) หน่วยงานทั้งหลาย คือโดนเรื่องด่วนและเรื่องงานประจำดึงดูดเวลาไปหมด ไม่มีเวลาพิจารณาเรื่องที่สำคัญจริงๆ ทำให้กลไกกำกับดูแล ดูแลแต่เรื่องด่วนและเรื่องงานประจำ ไม่ได้ดูแลเรื่องที่สำคัญจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำคัญต่อความก้าวหน้าและความมั่นคงระยะยาวขององค์กร จึงต้องการการประชุมที่หนีหรือฉีกแนวไปจากวิธีการประชุมเดิมๆ ให้คณะกรรมการมีเวลาและสมองพิจารณาเรื่องสำคัญ เรื่องเชิงยุทธศาสตร์ หรือเชิงอนาคต มักจะใช้สถานที่ที่ไม่ใช่ ห้องประชุมสภา เพื่อลดความจำเจ อาจไปใช้สถานที่ที่มีธรรมชาติร่มรื่นสวยงามเพื่อกระตุ้นสมองซีกขวา ที่จริงผมกำลังจะไปประชุมแบบ retreat ของคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๖ ธ.ค. ๕๐ ที่หัวหิน การประชุมนี้มีการกำหนดวาระประชุม แต่จะเน้นเอาวาระที่เป็นยุทธศาสตร์ และเน้นระยะยาว แต่ SCB ได้รวบเอาเป้าหมายอื่นๆ เข้าไว้กับการเดินทางไปประชุมต่างจังหวัดด้วย
ผมคิดว่า การประชุมแบบ retreat ไม่มีรูปแบบตายตัว เป็นการประชุมที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิด creativity เป็นสำคัญ
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ธ.ค. ๕๐
ครับ ใช่ครับ
ในวันอาทิตย์ ชาวคริสต์จะนัดกันไปโบสถ์ แต่ถ้า พวกเขาเดินทางไปต่างประเทศที่ๆ ไม่มีโบสถ์ พวกเขาก็จะรวมกลุ่มกันขึ้นง่ายๆเลือกเอาวันที่ว่างๆ ตรงกัน ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นวันอาทิตย์ แล้วก็ร่วมกันระลึกถึงพระเจ้า
เค้าก็เรียกว่า วันนี้ มี retreat นะ ที่บ้าน คนนี้ๆ
การทำ retreat เป็นการประชุมเล็กๆ แบบไม่เป็นทางการ ที่ทุกคนมั่นใจว่า จะเกิดสิ่งดีๆ ขึ้น
ถ้าเป็นการเจรจา ต่อรองทางธุรกิจ หรือ การรวมกลุ่มเพื่อคุยกันเรื่องผลประโยชน์ จะใช้คำว่า retreat ไม่ได้ ต้องเรียกว่า meeting หรือ conference แทน
- นัดกัน 2 คน ยังไม่เรียกว่า retreat นะครับ
เรียนอาจารย์วิจารณ์ที่เคารพ...
เห็นด้วยครับที่คนไทยเราน่าจะทำความคุ้นเคยกับการประชุมแบบ retreat
แต่อ่านแล้วก็ยังกังวลว่า คนจะเข้าใจว่าประชุมแบบไม่เป็นทางการ เพื่อผ่อนคลาย และเน้นไปทางบันเทิง โดยหวังในใจลึกๆว่าจะเกิดปัญญาหรือความคิดอันเฉียบคมขึ้นมาได้
จากที่ผมทำงานในองค์กรฝรั่ง ขอแบ่งปันความเห็นเล็กน้อยครับว่า ผมไม่ค่อยพิสมัย retreat ซักเท่าไหร่ เนื่องจากประชุมแบบนี้ยิ่งทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งอาวุโสหรือตำแหน่งสูงๆที่มีความรับผิดชอบเยอะๆ ยิ่งเครียดครับ เพราะจุดประสงค์ที่หวังว่าจะเป็นผลผลิตจากการประชุมแบบนี้มักมีผลต่อการขับเคลื่อนองค์กร...
นอกจากนี้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากที่ฟังอาจารย์ที่ผมเคารพเล่าให้ฟัง บางครั้งเราอาจเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ผู้เข้าประชุมบางท่านอาจร้องขอสิ่งที่เขาคิดว่าจะทำให้ผ่อนคลาย เช่น เหล้า... เบียร์... ไวน์... อาหารมื้อดึก... ซึ่งอาจมิได้รวมอยู่ในสิ่งที่เตรียมไว้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการประชุม... ทั้งที่สนับสนุนโดยองค์กรในประเทศหรือต่างประเทศครับ :)