GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

วรรณคดี ในอีกมุมหนึ่ง....ของวรรณคดีสโมสร

พระมหากษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชทานโอกาสให้ประชาชน วิพากษ์ วิจารณ์ กิจการบ้านเมืองทางหนังสือพิมพ์ได้อย่างเสรี

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ให้คำจำกัดความ  วรรณคดี  ว่าคือ  "หนังสือที่แต่งดี"  ตามความหมายดังกล่าว  หลายท่านอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจ  ว่า  แล้วใครล่ะที่เป็นผู้ยกย่องและที่ว่าแต่งดีนั้น  แต่งอย่างไรจึงว่าดี  ดีสำหรับใคร  เพราะอะไร  ไม่เช่นนั้นแล้วหนังสือหลายเล่มที่ดี  มีประโยชน์ที่ผู้เขียนชอบ  เพราะอ่านสนุก  ตรงใจผู้เขียน  ผู้เขียนก็ว่าแต่งดี  จึงบันทึกเอาไว้เป็นวรรณคดี

            จากข้อข้องใจดังกล่าว  เมื่อได้ศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น  ตามหลักฐานที่ปรากฎเป็นลายลักษณ์เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพระองค์ได้ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองทั้งด้านการปกครอง  เศรษฐกิจ  คมนาคม  สาธารณสุขโดยเฉพาะการศึกษา  พระองค์ได้ส่งคนไปศึกษายังประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรป  และอเมริกา  และได้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นตามแบบตะวันตก  โดยแยกออกจากวัด  ซึ่งเป็นระบบการศึกษาดั้งเดิมของไทย  และยุคนี้เองเป็นยุคที่ไม่เฉพาะแต่กุลบุตร  กุลธิดา  ของราชวงศ์  ขุนนาง  ราษฎร  ทั้วไปก็มีโอกาสได้เล่าเรียนอย่างเสมอภาค  ต่อมายุคสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองต่อจากพระราชบิดาได้ทรงปรับปรุงการศึกษาทุกระดับ  เห็นได้จากการจัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  คนไทยได้ไปศึกษาต่างประเทศมากขึ้น  ตลอดจนคนที่ศึกษาจบแล้ว  ก็มีโอกาสนำความรู้มาทำงาน  ปรับปรุง  และพัฒนาบ้านเมือง  คนกลุ่มนี้เองที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาส่งผลให้วรรณคดีเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องจากรัชกาลที่แล้วโดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านรูปแบบ  และเนื้อหา  ที่สำคัญพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระราชทานเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองแก่ประชาชน  นับเป็นครั้งแรกในประวัติการปกครองของไทย  ที่พระมหากษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระราชทานโอกาสให้ประชาชน  วิพากษ์  วิจารณ์  กิจการบ้านเมืองทางหนังสือพิมพ์ได้อย่างเสรี  ต่อมาพระองค์ได้ทรงตราพระราชบัญญัติจัดตั้งวรรณกรรมของชาติ  เมื่อ  พ.ศ.๒๔๕๗

            ผู้เขียนขอยกข้อความในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวรรณคดีสโมสร  ลงวันที่  ๒๓  กรกฎาคม  ๒๔๕๗ ซึ่งมีข้อความเป็นพระราชปรารถ  ว่า

            "พระบาทสมเด็จพระจุลเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีพระราชประสงค์ที่จะทรงอุดหนุนทำนุบำรุงการแต่งกาพย์กลอน  และเรื่องความเรียงร้อยแก้วในภาษาไทยให้ดีขึ้น  แต่ยังหาทันได้ทรงจัดการใดไม่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยเสีย  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชดำริว่า  พระบรมราโชบาย  และพระราชดำริของสมเด็จพระบรมชนกนาถดังกล่าวมานี้เป็นการสมควรยิ่งนัก  ด้วยทุกวันนี้  ผู้แต่งหนังสือ  และผู้อ่านหนังสือ  ก็มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนทั้งสองจำพวก  แต่ฝ่ายข้างผู้แต่งยังไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อภาษา  พยายามแต่งเรื่องอันประกอบด้วย  คุณวิชาสาระประโยชน์  มักแต่แต่งเอาอย่างผู้อื่นตาม ๆ กันไป  ที่แปลจากภาษาต่างประเทศก็มักแปลแต่หนังสือ  ซึ่งเป็นเรื่องอย่างเลว ๆ ในภาษานั้น ๆ  และมักชอบหันเหียนเปลี่ยนวิธี  เรียบเรียงภาษาไทยไปตามประโยคภาษาต่างประเทศ  ด้วยความโง่เขลาสำคัญว่า  โวหารอย่างนั้นเป็นของเหมาะเจาะสมควรแก่สมัย  มิได้รู้ว่าการที่ทำอย่างนั้น  เป็นการทำลายภาษาของตนเองให้เสียไป  ส่วนผู้อ่านที่อยากจะอ่านหนังสือ  ก็พบแต่หนังสือที่กล่าวมานี้มากขึ้นทุกที  บางคนจนถึงไปนิยมว่าภาษาและวิธีแต่งหนังสือ  เมื่อการเป็นดั่งนี้  ทรงพระราชดำริเห็นว่า  สมควรจะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง  อุดหนุนวิชา  แต่งหนังสือภาษาไทยให้ดีขึ้น  และพ้นจากการเข้าใจผิดทั้งผู้แต่ง  และผู้อ่านดังกล่าวมาแล้วทำนองดั่งที่สมเด็จพระบรมชนกนาถ  ได้ทรงบำรุงการศึกษาโบราณคดีมาแต่ก่อน  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตั้งโบราณคดีสโมสรขึ้น"

            ในมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้  กำหนดหนังสือไม่ว่าเรื่องใด  จะเป็นหนังสือ โบราณบัณฑิตแต่งไว้ก็ดี  หนังสือปัจจุบันแต่งขึ้นใหม่ก็ดี  ในประเภทเหล่านี้ได้แก่

            ๑.  กวีนิพนธ์  คือ  โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน
            ๒.  ละครไทย  คือ  แต่งเป็นกลอนแปด  มีกำหนดหน้าพาทย์  ฯลฯ
            ๓.  นิทาน  คือ  เรื่องราวอันผูกขึ้น  และแต่งเป็นร้อแก้ว
            ๔.  ละครพูด
            ๕.  คำอธิบาย  แสดงด้วยศิลปวิทยา  หรือกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง  (แต่ไม่ใช่ตำรา  หรือแบบเรียน  หรือความเรียงเรื่องโบราณคดี  มีพงศาวดาร  เป็นต้น) ให้นับว่าเป็นหนังสือที่ควรพิจารณาในวรรณคดีสโมสรตามพระราชกฤษฎีกานี้

            ในมาตร ๘  กำหนดหนังสือ  ๕  ประเภท  ซึ่งกล่าวมาข้างต้นว่า  เรื่องใดเป็นหนังสือดี  มีคุณวิเศษณ์บริบูรณ์ คือ
            ๑. เป็นหนังสือดี  กล่าวคือ  เป็นเรื่องราวที่สมควร  ซึ่งสาธารณชนจะอ่านได้โดยไม่เสียประโยชน์  คือ  เป็นเรื่องสุภาษิต  หรือเป็นเรื่องที่ชักจูงความคิดผู้อ่านไปในทางอันไม่เป็นแก่นสาร   หรือ  ซึ่งจะชวนให้คิดวุ่นวายไปในทางการเมือง  อันจะเป็นเครื่องรำคาญแก่รัฐบาลอของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ดังนี้เป็นต้น
            ๒. เป็นหนังสือแต่งดี  ใช้วิธีเรียบเรียงอย่างใด ๆ ก็ตาม  แต่ต้องให้เป็นภาษาไทยอันดีถูกต้องตามเยี่ยงที่ใช้ในโบราณกาล  หรือไม่ปัตยุบันดาลก็ได้  ไม่ใช่ภาษาซึ่งเลียนภาษาต่างประเทศ  หรือใช้วิธีผูกประโยคประธานตามภาษาต่างประเทศ  (เช่น ใช้ว่าไปจับรถไฟ  แทน  ไปขึ้นรถไฟ  หรือโดยสารรถไฟ และ มาสาย แทน  มาช้า  หรือมาล่า  ดังนี้เป็นตัวอย่าง)  ดังนี้ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้หนังสือเรื่องนั้นได้รับประโยชน์จากวรรณคดีสโมสรตามสมควร

             ข้อความในมาตรา ๘  ที่กล่าวถึงการกำหนดหนังสือ  ๕  ประเภท  ว่าเรื่องใดเป็นหนังสือดีตามข้อ ๑ ทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยอีกคำรบหนึ่ง  และยังคลางแคลงใจเรื่อยมา  ว่าหนังสือที่ชักชวนชวนให้คิดวุ่นวายไปในทางการเมืองกระนั้นหรือ  และหรือหนังสือทางการเมืองอย่างไร  ทิศทางใด  ที่ทำให้เกิดความรำคาญแก่รัฐบาลได้  ในเมื่อหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์ปรากฎในหนังสือ  แบบเรียน  ยังกล่าวถึงการเปิดโอกาสให้ราษฎรสามารถ  วิพากษ์  วิจารณ์  การทำงานของรัฐบาลได้อย่างเสรี.....
             อย่างไรก็ตาม  ผู้เขียนขอสรุปเกี่ยวกับเรื่อง  หนังสือ  ที่วรรณคดีสโมสรยกย่องตามพระราชกฤษฎีกา  คือ  หนังสือที่แต่งดี  ไม่ว่าโบราณบัณฑิต  หรือปัจจุบันบัณฑิตแต่งขึ้น  และจำกัดประเภทหนังสือที่ดี  และแต่งดี  ไว้เป็น  ๕  ประเภท  ดังกล่าวมาข้างต้นดั่งนี้ก็จะต้องเข้าใจว่า  หนังสือที่แต่งขึ้น  และเขียนหรือตีพิมพ์เป็นเรื่องแล้ว  ย่อมเรียกได้ว่าเป็นวรรณคดี  แต่หนังสือที่วรรณคดีสโมสรยกย่อง  สมควรได้รับประโยชน์  คือ หนังสือที่มีลักษณะตามที่กำหนดเงื่อนไขไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น  ส่วนหนังสืออื่น ๆ ซึ่งไม่เข้าอยู่ในข่ายแห่งข้อความในพระราชกฤษฎีกา  ก็จะต้องถือว่าเป็นวรรณคดีด้วยเหมือนกัน

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 15273
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ว้าวๆๆ พี่นก เขียนในนี้กันหล่าว หุๆ

ความรู้แน่นเอี๊ยด แหล่มค่ะ จุ๊บุๆ