GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ถ่ายเลือดองค์กร ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

องค์กรวิจัยและพัฒนา ถ้านึกถึงประโยชน์ของลูกค้า (สาธารณะ) จริง ๆ ต้องยอมให้พนักงาน 10 -15% ออกไปอยู่กับภาคเอกชน

ฟ้าครับ

Robert Yang หรือที่พวกเรามักเรียกกันว่า Bob Yang เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจากการทำงานให้ Industrial Technology Research Institute (ITRI) ของไต้หวันมาเกือบยี่สิบปี สามารถผลักดันให้ ITRI ขึ้นมาอยู่ในแนวหน้าของโลกในบรรดาองค์กรวิจัยสาธารณะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ฺBob Yang

ความสามารถของเขาทำให้เร็ว ๆ นี้เขาถูกเชิญให้ไปเป็น CEO ของหน่วยงานอีกแห่งหนึ่งที่มีพันธกิจคล้าย ๆ กันคือ Applied Science and Technology Research Institute (ASTRI) ของฮ่องกง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Bob Yang มาเมืองไทยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด หลาย ๆ อย่างที่เขาพูดล้วนน่าสนใจ แต่มีข้อหนึ่งที่สร้างความแปลกใจไม่น้อย

เขาบอกว่า "Truly customer-focused R&D institutions should lose 10 to 15 percent of its researchers to the industry." - องค์กรวิจัยที่มุ่งประโยชน์ลูกค้าจริง ๆ ควรจะต้องเสียนักวิจัยร้อยละ 10 ถึง 15 ให้กับภาคอุตสาหกรรม

ฟังความได้ว่า สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิจัยและัพัฒนา (เทคโนโลยี) การผูกมัดให้คนอยู่กับองค์กรนาน ๆ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ได้

วิธีที่ดีที่สุดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากหน่วยงานวิจัยภาครัฐออกไปให้ภาคเอกชนก็คือ ให้คนไปนั่นเอง

ฟังดูเผิน ๆ เหมือนกับเป็นการเสียสละของต้นสังกัด แต่ที่จริงอาจจะไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะการ "ถ่า่ยเลือด" หรือ "บริจาคเลือด" องค์กรเป็นประจำน่าจะช่วยกดให้อายุเฉลี่ยของพนักงานต่ำ มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ความคิดไม่ย่ำอยู่กับที่

ถ้าเราคิดแบบนี้ได้ นี่ก็อาจเป็นการปฏิรูปวิธีคิดในเรื่องการสร้างคน บริหารคน ของหน่วยงานภาครัฐเลยทีเดียว เพราะนักเรียนทุนที่เรียนเก่ง ๆ มักจะมีข้อผูกมัดให้อยู่กับราชการนาน ๆ

ทั้ง ๆ ที่เมื่อผ่านไป 20 ปีในองค์กรเดิม นักเรียนทุนคนนั้นคงไม่ใช่คน ๆ เดียวกับนักเรียนจบใหม่ไฟแรงคนนั้นก็เป็นได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 15213
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

อยากจะขอเพิ่มเติมสักนิดนะครับเพื่อไม่ให้เข้าใจผิด ที่นำมาเล่าให้ฟังก็เพราะว่าสมัยก่อนมักได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่าหน่วยงานรัฐมัก "สูญเสียคนเก่ง ๆ ดี ๆ ไปให้ภาคเอกชน" แต่สมัยนี้ดูเหมือนแนวโน้มจะเปลี่ยนไปเป็น "คนที่มีความสามารถควรออก (จากองค์กรสาธารณะ) ไปสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเอกชน" ก็คือเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมมากกว่ากีดกัน ย้ำอีกทีว่าเป็นเรื่องที่พูดถึงองค์กรสาธารณะครับ

แถมอีกนิด Bob Yang เล่าให้ฟังด้วยว่า แต่ก่อนนี้ไต้หวันเคยมีระบบนักเรียนทุน (แบบทุนก.พ.) เหมือนกันแต่เลิกไปนานแล้ว

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ   และควรมีการวิจัยเป็นระยะๆ ว่าคนเหล่านั้นไปทำอะไรในบริษัท   ไปทำ R&D แค่ไหน   มี R&D achievement อะไรบ้าง

วิจารณ์ พานิช

ขอบคุณคุณหมอวิจารณ์มากครับที่ร่วมแสดงความคิดเห็น และผมยังได้อ่านบันทึกที่คุณหมอนำบทความของ นพ. อำพล ที่เล่าเรื่องไต้หวันมาลงไว้ จึงขออนุญาตนำมาอ้างอิงไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

เรียนรู้พุทธมหายาน : บทความของ นพ. อำพล (1)

ขอบคุณครับ