คาดเศรษฐกิจปี หนูไฟมีโอกาสฟื้นตัว 4-5% หากภาครัฐเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ปีนี้ โตแค่4.5% หลังการลงทุน การบริโภคชะลอตัว นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2551 ว่า แนวโน้มจะขยายตัวดีขึ้นกว่าปี 2550 โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวในปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 4% ถึง 5% เนื่องจากคาดว่าการลงทุนภาครัฐและเอกชนจะขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีจะเริ่มเห็นการลงทุนในโครงการ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และปิโตรเคมี เพราะที่ผ่านมาโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2550 มีมูลค่ารวมกว่า 5.3 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 213% ขณะที่คาดว่ามูลค่าการส่งออกในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 10% ลดลงจากปี 2550 ที่คาดว่าการส่งออก     จะขยายตัวที่ 16% ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าเกินดุล 9.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดดุลการค้าเกินดุล 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.0-3.5% เป็นผลมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น  ไม่ว่ารัฐบาลอะไรจะเข้ามาบริหารประเทศเชื่อว่าจะต้องเข้ามาสานต่อโครงการลงทุน เช่น รถไฟฟ้า การวางระบบน้ำ การผลิตเอทานอล การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรือ อีโคคาร์ เพราะถือเป็นโครงการที่สำคัญที่จะช่วยใช้เศรษฐกิจไทย ในปีหน้าขยายตัวที่ระดับ 4-5% ได้นายอำพนกล่าว นอกจากนี้ นายอำพน ยังได้แสดงความเห็นถึงกรณีที่พรรคการเมืองบางพรรคเสนอนโยบายให้รัฐบาล  เพิ่มงบขาดดุลในปี 2551 เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจว่า การขาดดุลที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เสมอไป เพราะนำเงินที่ได้จากการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นนำไปลงทุนในโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่นประชานิยม หรือการใช้หนี้เก่า ก็เท่ากับว่าไม่ช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากนัก   นอกจากนี้ ยังเห็นว่ายอดการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีไม่ควรสูงกว่า 2-3% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นายอำพน กล่าวว่าปี 2550 เศรษฐกิจไทยน่าอยู่ที่ระดับกว่า 4.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 4.5-5% โดยการส่งออกถือเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงปีที่ผ่านมา แม้จะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งคาดว่ามูลค่าการส่งออก ทั้งปีจะขยายตัว 16% สูงกว่าที่ คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 12-13% โพสต์ทูเดย์  กรุงเทพธุรกิจ  แนวหน้า  มติชน