ในการไปร่วมงานแบ่งปันความรู้ โรงเรียนชาวนา ปี 49 เมื่อ วันที่ 9-10 ก.พ. 49 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยทีมงานของอ.เนาวรัตน์  คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  โดยนำคุยอำนวย และคุณกิจของโรงเรียนชาวนาทุกเครือข่ายในภาคกลางมาแลกเปลี่ยนบทเรียนข้าวกลุ่ม เพื่อนำสู่ยุทศาสตร์การขับเคลื่อนโรงเรียนชาวนาที่ยกระดับขึ้นไปอีก

                ที่จะเล่าวันนี้ไม่ใช่ เป้าหมายของงาน แต่เก็บตกความรู้ได้นอกเวที

ระหว่างทานอาหารเช้าวันที่ 10 มีโอกาสไถ่ถามสารทุกสุขดิบกับนักเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี นั่นก็คือ พี่นิพนธ์ คล้ายพุกที่เราคุ้นเคย แต่น้อยโอกาสที่เราจะได้มานั่งคุยกัน เลยถือโอกาสไถ่ถามกันว่าช่วงนี้เป็นอย่างไร นาปีนี้ได้ข้าวเยอะไหม

                พี่นิพนธ์ (ซึ่งที่จริงแล้วแกเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผักสวนผสม ทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เอง ไม่ได้มีที่นา หรือทำนาแต่อย่างใด ที่เข้ามาเรียนรู้ในโรงเรียนชาวนาก็เพราะเป็นคนชอบการเรียนรู้ด้วนตนเอง) บอกว่าปีนี้โรคเยอะ เนื่องจากฤดูหนาวยาวนานกว่าปกติ พี่นิพนธ์แกเป็นคนชอบคุยนิดหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าแก่มีเรื่องให้คุยแกถึงคุยได้ แกเลยเล่าประสบการณ์ของแกที่ช่วยเพื่อนชาวนาพ้นจากวิกฤตได้

                เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อฤดูการทำนาที่ผ่านมา เพื่อนนักเรียนชาวนาของเราคนหนึ่งชื่อ สมพร เคยเข้ามาเรียนในโรงเรียนชาวนาพักใหญ่แต่ด้วยปัญหาส่วนตัว (เมียไม่เห็นด้วย) ทำให้ไม่ได้เข้ามาเรียน 3 เดือนแล้ว แต่ก็ยังยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ โดยหลังจากหว่านข้าวได้อายุ 1 เดือนก็พบว่าข้าวของตน เกิดเน่าเหลืองไปทั้งแปลง ก็ตื่นตระหนกมากเพราะนาข้างๆ เขายังเขียวชอุ่ม (เพราะใช้สารเคมี) พี่สมพร แกไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร เมียก็กลัวทั้งบ่นทั้งด่า ว่าไม่เอาแล้วไอ้ชีวภาพ มันเป็นแบบนี้ก็สั่งให้ไปจ้างรถมาไถทิ้ง แต่พี่สมพร  ยังมีเพื่อนนักเรียนชาวนาที่ชื่อนิพนธ์ ไปตามมาดูอาการกันที่แปลงนา พี่นิพนธ์แกก็ดึงรากขึ้นมาดู เห็นรากสีดำก็คิดว่าแย่แน่ๆ เจอทั้งเชื้อไวรัสที่มาจากเพลี้ยกระโดดจากนาข้างๆ ที่ใช้สารเคมี มันก็หนีมาที่นาของพี่สมพร อีกทั้งยังเจอเชื้อราหลังจากเกิดหมอกมากในฤดูกาลที่ผ่านมา

                สองคนเพื่อนชาวนา จึงช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรกันดี บังเอิญพี่นิพนธ์สังเกตเห็นว่า แม้ว่าข้าวในนาจะเหลืองเน่าไปเยอะ แต่ก็เห็นว่า ยังมีบางกระหย่อมที่ยังเขียว และมีบางต้นที่แม้ใบเลี้ยงสามสี่ใบจะเหลืองร่วง แต่พบว่า ใบแกนตรงกลางยังเขียวอยู่ ก็สันนิฐานเบื้องตนว่า ตอนใส่จุลินทรีย์จะกวนไม่ทั่วทำให้เกิดกรดอินทรีย์ พี่นิพนธ์ ใจถึงขอเวลาเพื่อน 7 วันถ้าไม่ดีขึ้นจะช่วยออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ให้ไปบอกเมียพี่สมพร ว่าให้ใจเย็นรอก่อน

                ส่วนวิธีการของพี่นิพนธ์ เขาก็ใช้ฮอร์โมนรกหมู ฉีดกระตุ้นการแตกยอดใหม่ของกอข้าว หลังจากนั้นก็ปล่อยน้ำเข้านาดันหมัดออกไปจากแปลงนา ให้น้ำท่วมเกือบมิดต้นข้าว พี่นิพนธ์บอกว่า โดยสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิตจะต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเมื่อน้ำท่วมต้นข้าว ข้าวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็พยายามดันกายภาพของมันขึ้นให้พ้นน้ำไปรับแสงรับอากาศ เพียง 7 วันผ่านไป ข้าวสูงขึ้นกว่า 1 นิ้ว คราวนี้เอง แปลงนาข้างเคียงที่ใช้สารเคมีก็มารุมดูกันใหญ่เพราะหลังจากนั้นข้าวก็เริ่มออกรวง แต่ปรากฎว่านาของพี่สมพร และนาของชาวนาที่ใช้สารเคมีออกไม่พร้อมกัน นาใช้สารเคมีออกรวงก่อน แต่เจอโรคจู๋ก่อน (เรียกว่าจู๋ใหญ่ เพราะเจอตอนที่ข้าวออกรวงแล้ว ) ส่วนพี่สมพร เจอโรคจู๋เล็ก แถมยังแก้ปัญหาได้ทัน นาของชาวนาที่ใช้สารเคมีแม้ออกรวงก่อน แต่ล้มละเนระนาด ยืนต้นตายเป็นกระหย่อมๆ ส่วนนาอินทรีย์ของพี่สมพร ออกรวงเหลือง ก็เป็นที่ไถ่ถามกันใหญ่ว่า  เองใช้ยายี่ห้ออะไรว่ะ ไอ้สมพร)

                นี่เป็นเรื่องเล่าเร้าพลังของ พี่นิพนธ์ ที่สามารถช่วยเพื่อนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยเกษตรอินทรีย์ทัน นับเป็นความภาคภูมิใจของแก  น้ำเอามาถ่ายทอดให้ฟัง  

ที่สำคัญพี่นิพนธ์นั้น แม้ตนเองจะเป็นเกษตรกรปลูกผัก แต่ระหว่างเป็นนักเรียนชาวนาก็แกพยายามจัดสรรพื้นที่ที่มีอยู่เพียง 3 ไร่ของแกมาทดลองทำเกษตรอินทรีย์บนแปลกผัก คิดดูว่าแกจะบ้าบิ่นปานใด นั่นเป็นข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดถามว่าตอนนี้พี่นิพนธ์ปลูกข้าวหรือเปล่า กี่ไร่ ได้ข้าวเท่าไหร่ แกบอกว่าเรื่องกี่ไร่ไม่ต้องมาถาม เพราะตอนนี้แกซึ่งมีที่ดินน้อยนิด ก็พยายามไปขอที่นาที่เขาทิ้งแล้วได้มา 4 ไร่ขอเขาทำนา ก็ทำแบบอินทรีย์นี่แหละค่ะ ตอนนี้4 ไร่ของแก

                นอกจากจะทำนาแบบอินทรีย์ล้วนๆ แล้ว แกยังทดลองสูตรการทำนาของแกด้วยคือ

หว่าน หยอด ดำ ย้าย 3 อย่างแรกคงพอนึกกันออก แต่การทำนาแบบ ย้าย นี่ซิน่าฉงน เมื่อถามก็ได้คำตอบว่า นาย้ายก็หมายถือการหว่านข้าวปลูกในนานี่แหละ แต่ไม่ต้องหว่านทั้งแปลง หว่านในพื้นที่ 1 ส่วน 4 เมื่อได้กล้าข้าว ก็คัดเลือกต้นกล้าในแปลงนานั้น เลือกเฉพาะต้นที่แข็งแรงต้นเดียวเท่านั้นใน 1 กอ มาดำในแปลงนั้นเลย ส่วนต้นข้าวที่ไม่ต้องการก็ถอนทิ้งไป ที่สำคัญต้องเว้นระยะ ดำประมาณ 1 ฝ่ามือ

                วันนี้ การทำนาบนพื้นที่ 4 ไร่ของคนอื่นที่ใจดีนี้ทำให้พี่นิพนธ์ไม่ต้องซื้อข้าวกินไปอีก 1 ปีและถ้าเขาให้ใช้ที่ดินต่อไป พี่นิพนธ์เกษตรกรปลูกผัก ก็ไม่ต้องซื้อข้าวกินไปตลอดชีวิต