โครงการ : พี่ตาดีช่วยน้องตาบอด
สมาชิก : โรงเรียนพณิชยการสุโขทัย (เครื่องแบบน่ารักดี)
กลุ่มเป้าหมาย : น้องตาบอด โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ (แยกตึกชัย)
...
ทำกิจกรรมกันไปแล้ว
- สอนแอโรบิก 5 วัน
- เล่นเกม (เหยียบลูกโป่ง) แจกขนม เลี้ยงข้าว 1 วัน
รวม 6 วัน
แนนไปวันแรกกับวันสุดท้าย 555+
ตอนทำกิจกรรมเหมือนจับปูใส่กระด้งจริงๆ พี่ก็ตะโกนใส่ไมโครโฟน น้องก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่น้องคุยกันทุกคน เสียงก็เลยดังอื้ออึง ไม่ได้ยินกันไป
(ทำให้กลับมาวนจุดเดิม พี่ตะโกน - น้องฟังนิดหน่อย - น้องคุยกัน - เสียงอื้ออึง - น้องไม่ได้ยิน - พี่ตะโกน)
ไม่ทันได้เห็นตอนสอนแอโรบิก แต่เห็นตอนเล่นเกมแล้วก็พอเข้าใจ (คงวนอยู่ในวงจรการตะโกน --ไม่ต่างกัน)
เกมที่พี่ตาดีเลือกมาให้เล่น มีเหยียบลูกโป่งเป็นเกมหลัก และรีรีข้า่วสาร เป็นเกมสำรอง
ฟังตอนแรก ลังเลว่าน้องเค้าเล่นได้จริงเหรอ -*- ก็เหยียบลูกโป่งน่ะ จะเหยียบได้ก็ต่อเมื่อเห็นลูกโป่งของฝ่ายตรงข้าม ...ถ้าคิดแบบนี้แนนก็พลาดแล้ว
เพราะทุกอย่างที่น้องตาบอดทำในชีวิตประจำวัน ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องมอง ต้องเห็น ทั้งนั้น... แนนลืมไป ...
อีกเหตุผลที่ทำให้พี่ตาดีเลือกเหยียบลูกโป่ง คือ เห็นกลุ่มอื่นให้น้องเล่นตอนมาติดต่อกับอาจารย์ ..เออ เป็นเหตุผลที่ดี(มั้ง) เห็นคนอื่นทำได้ เราก็เลยทำบ้่าง
- มองมุมแรก ดีว่ะ มีคนทำเป็นตัวอย่างแล้ว เกมนี้น้องเล่นได้ เพราะฉะนั้นพอเราทำ น้องก็น่าจะเล่นได้ ไม่มีปัญหาอะไร
- มองอีกมุม โอเคเราเชื่อว่าน้องเล่นเกมนี้ได้ แต่เหมาะหรือเปล่า ถ้ามีเกมอื่นให้เลือก น้องจะยังอยากเล่นเหยียบลูกโป่งอีกไหม แล้วถ้าทุกกลุ่มที่เข้ามาทำกิจกรรม เห็นว่าน้องเล่นเหยียบลูกโป่งได้ ก็ให้เล่นอยู่อย่างนั้น -*- น้องตาบอดจะต้องเล่นเกมเหยียบลูกโป่ง ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน
ทำไมแนนคิดแบบนี้วะเนี่ย--
เอาน่า.. เกมก็คือเกม ทำให้คนเล่นสนุกเป็นใช้ได้ เพราะวัตถุประสงค์หลักที่สุดของเกม ถ้าไม่ได้ตั้งใจใส่เนื้อหาวิชาการ ก็คือให้สนุก ผ่อนคลาย หายเบื่อหายเซ็ง ไม่ใช่เหรอ
ระหว่างเล่นเกม สังเกตได้ว่ามีน้องตาบอดบางส่วนยืนเฉยๆ ไม่ก็นั่งเฉยๆ เข้าไปถามจึงได้รู้คำตอบว่า "หนูกลัวเสียงลูกโป่ง" "ไม่อยากเล่นครับ" นั่นไง สิ่งนี้มาแล้ว
การแก้สถานการณ์ของกลุ่มพี่ตาดีคือ ไม่บังคับ ใครไม่เล่นก็ได้ และ(พยายาม)แยกน้องที่ไม่เล่น มาไว้อีกส่วนของพื้นที่ แต่ก็ไม่วายโดนเพื่อนที่เล่นเกมอยู่เข้ามาสะกิด คิดว่ามีลูกโป่ง
ที่ยังไม่ค่อยเต็มที่... ทีมงานพี่ตาดียังดูแลน้องไม่ค่อยทั่วถึง อาจเป็นเพราะน้องเยอะ พี่น้อย (สัดส่วน 10 ต่อ 1 ได้ละมั้ง)
ในช่วงอื้ออึงจะดูวุ่นวายมาก แต่พอร้องเพลงหรือเปิดเพลงเมื่อไหร่ น้องตาบอดก็พร้อมจะกระโดดโลดเต้นกันทันที ราวกับว่า นี่เป็นจังหวะสนุกหนึ่งในไม่กี่จังหวะที่พวกเขามีและสัมผัสได้...
เล่นเกมเสร็จ แจกรางวัล (อื้ออึง+เสียงลูกโป่งแตกมีมาให้ฟังเป็นระยะๆ) จากนั้นพาไปกินข้าว --ช่วงนี้คุณครูมาดูแลต่อ เพราะต้องจับน้องที่เป็นเด็กประจำทุกคนมาเข้าแถว
หลังมื้อเย็น แจกขนมและนม
น้องตาบอดคนนึงกินข้าวไปนิดเดียวก็อิ่ม น้องบอกว่าถ้ากินข้าวเข้าไปอีกอาจจะอาเจียน --พี่ก็รีบเก็บ ไม่คะยั้นคะยอ
แต่พอแจกขนม คิดว่าน้องคงกินไม่ไหว แต่น้องบอกว่า "ผมแยกกระเพาะกันได้ครับ" --เป็นไงล่ะ อึ้งไปเลย 555+
ช่วงที่น้องกินขนม น้องคนนึงพยายามถามว่า พี่เอาขนมอะไรมาแจกเหรอ ขนมถุงนี้รสอะไร (เป็นซีเรียลรสน้ำผึ้ง) คุยกันอยู่นานถึงเข้าใจ --ขนมมันไม่อร่อย ผมจะขอเปลี่ยนได้ไหม 555+
ดีจัง น้องขอเองซะขนาดนี้ ไม่ให้เปลี่ยนไม่ได้แล้ว (เปลี่ยนเป็นซีเรียลรสโกโก้ อร่อยกว่าเยอะ)
ขนมถุงที่น้องบอกว่าไม่อร่อยนั่นน่ะ พี่เอามากิน ให้คนอื่นกิน เค้าก็บอกไม่อร่อย เพราะฉะนั้นน้องทำถูกแล้ว
(ขอบคุณมากที่แสดงความรู้สึกจริงๆออกมา)
ระหว่างกินข้าว-ขนม-นม จะมีบางคนคอยเก็บแก้วน้ำ เดินกันไปเป็นคู่
คุณครูบอกว่าเป็นการแบ่งหน้าที่ประจำวัน
ระยะทางระหว่างโต๊ะอาหารกับอ่างเก็บแก้วน้ำ ไม่ห่างกันมาก แต่น้องก็ยังเดินชนโต๊ะ ชนเสา หลายครั้งกว่าจะถึง
ที่เห็นก็คือ --น้องไม่ลังเล
ถ้าเป็นเราถูกปิดตาอยู่ สิ่งที่จะทำถ้าต้องเดินไปไหนซักที่ คือเอามือปาดป่ายไปเรื่อยๆ ก้าวแต่ละก้าวจะระวังไม่ให้สะดุด ค่อยๆก้าวทีละน้อยเพื่อความมั่นใจ
ที่เห็นก็คือ --น้องไม่กลัวอะไร เดินชนเสาก็หาทางอื่นที่เดินได้ แล้วเดินต่อไป เดินชนโต๊ะก็เลี่ยงทางที่โต๊ะตั้งอยู่ แล้วเดินต่อไป
เราล่ะ
ขนาดมองเห็นยังลังเลไม่รู้เท่าไหร่
.
เราล่ะ
ได้ลองหลับตาเดินไม่เกิน 5 นาทีก็ท้อใจ
.
.
น้องตาบอดเข้มแข็งมากจริงๆ
ขอมองน้องๆไว้เป็นตัวอย่าง
.
.
มาวันนี้ คำตอบที่สงสัยมานานก็ได้รู้
เรียก "ตาบอด" สั้น เข้าใจง่าย พูดถึงเค้าแบบนี้ไม่เป็นไร
เมื่อเทียบกับ "ผู้พิการทางสายตา" เป็นการรักษาความรู้สึก เกรงใจ แต่ผู้ฟังเข้าใจ
เพราะฉะนั้น เรียกคนตาบอดก็ได้ ไม่ต้องยืดยาว
.
.
อ้อ คุณครูเล่าว่า น้องๆจะมีศัพท์พิเศษ (คล้ายคำแสลง)
บางทีตาบอด เค้าจะพูดว่า ตาบา, พูดถึงคนตาดี จะพูดว่า ตาดา ... ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ค่ะคุณครู
.
.
ใจจริงอยา่กให้กลุ่มนี้(พี่ตาดี)ทำกิจกรรมต่อ
เพราะการช่วยให้น้องตาบอดได้กระโดดโลดเต้น ถูกทางบ้างไม่ถูกทางบ้างตามใจน้อง ก็ยังดีกว่าที่พอตกเย็นมา ไม่รู้จะทำอะไร (หรือที่จริงเค้ามีเรื่องต้องทำแต่เราไม่รู้เอง)
อีกอย่าง การสร้างสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาแค่ 5 วันเห็นผล เป็นไปไม่ได้
ถ้ากิจกรรมต่อเนื่องซัก 1 เดือน แล้วกลับมาติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายน้อง ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ การยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความเมื่อยล้า ความจุปอด ฯลฯ อะไรไม่รู้อีกเยอะแยะตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา
เนี่ยๆ อาจจะได้ตัวแบบกิจกรรมสำหรับคนตาบอดที่ดี อีกทางก็ได้
แล้วสมาชิกแต่ละคน(ส่วนใหญ่)ก็พร้อม --พี่เห็น และเชื่ออย่างนั้น
วันนั้นยุ่งมากหนูมาเป็นคนสุดท้ายเพราะว่าฝึกงานเป็นวันสุดท้ายด้วย พอมาถึงเห็นเพื่อนๆกำลังเตรียมลูกโป่งกันอยู่เราก็เข้าไปช่วยจนเล่นเสร็จ………………………..อยากจะบอกพี่แนนว่าใจจริงก็อยากจะทำต่อเนื่องเหมือนกันแต่ช่วงนี้ช่วงฝึกงานและเป็นช่วงการทำโปรเจค แต่ไม่ต้องห่วงเพราะอาจารย์บอกว่ามาช่วยอ่านหนังสือ เล่านิทาน เลี้ยงข้าว ให้น้องก็ได้ถ้าวันไหนว่าง