ทำให้คิดว่าถ้าส่วนกลางมากำหนดตัวชี้วัดให้เขา และไปประเมินเขาตามตัวชี้วัดที่ตนเองกำหนดแบบเหมาโหล เหมือนที่ผ่านมา เราคงไม่เห็นตัวชี้วัดที่มีชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้น

      คนไทยเราเวลาจะมองหรือตัดสินสิ่งใดที่เราไม่สามารถวัดด้วยตัวเลขเชิงสถิติได้  ก็มักจะใช้การอนุมาน  หรือคาดการณ์โดยอาศัยตัวแทนจากปรากฎการณ์ที่พบเห็น  เช่น  เกิดเห็นคนผมหงิกหน้าก้อ  คอสั้น  ทำอะไรที่ไม่ค่อยดี ก็อนุมานว่า คนลักษณะนี้ทั้งหมด เป็นคนคบไม่ได้   เห็นผู้หญิงแก่หน้าตาน่าเกลียด  เนื้อตัวสกปรก กินของดิบๆสุกๆ  ชอบเก็บตัว  ก็อนุมานว่า  เป็นผีปอบ  เป็นต้น
     ตอนหลังเราก็ใช้หลักการอนุมานเพื่ออธิบายเชิงประเมินเรื่องต่างๆให้เป็นวิชาการมากขึ้น ที่เราเรียกกันว่า
ตัวชี้วัด  เช่น  ตัวชี้วัดคนดี  ตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียน เป็นต้น  ในยุคหนึ่งเราเคยกำหนดตัวชี้วัดความจำเป็นพื้นฐานของประชากรที่เราจำติดปากกันว่า  จปฐ. แล้วใช้เป็นเกณฑ์เพื่อประเมินและพัฒนาคุณภาพประชากรทั่วประเทศ  เพื่ออธิบายระดับ จปฐ.ในภาพรวมทั้งประเทศ  ซึ่งตัวชี้วัดบางตัวของ จปฐ.ที่ส่วนกลางกำหนด อาจไม่ใช่ จปฐ.ที่แท้จริงของบางพื้นที่ก็ได้
      มีตัวอย่างจริงเรื่องการกำหนดตัวชี้วัดเรื่อง
ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ของชาวบ้านตำบลหนองสาหร่ายอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี  ที่ชาวบ้านเขาร่วมกันกำหนดขึ้นมาเองจากมิติที่จะทำให้สังคมมีสุขร่วมกัน(ตัวชี้วัดของส่วนกลาง)ในมิติเรื่องการมีสุขภาวะที่ดี  ครอบครัวที่อบอุ่นฯลฯ 
     
ผมเห็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ชาวบ้านนี้เขากำหนดกันขึ้นมาว่า  "ทำตัวไม่ให้เหม็น”ผมอ่านเจอแล้วขนลุกเลย  ทำให้เห็นภาพเลยว่า  คนที่นี่อาจจะไม่ค่อยดูแลร่างกายให้สะอาด เขาจึงเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาวะที่ดีของตำบลเขา ทำให้คิดว่าถ้าส่วนกลางมากำหนดตัวชี้วัดให้เขาและไปประเมินเขาตามตัวชี้วัดที่ตนเองกำหนดแบบเหมาโหล เหมือนที่ผ่านมา  เราคงไม่เห็นตัวชี้วัดที่มีชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้น 
     
แม้ตัวชี้วัดนี้จะดูเชยๆในทางวิชาการแต่มันให้ความรู้สึกที่สะท้อนสภาพปัญหาความต้องการจำเป็นของเขา  ที่มีพลังต่อการขับเคลื่อนของเขาอย่างยิ่ง
       จึงเป็นข้อสังเกตว่า  การใช้ข้อมูลเชิงอนุมานแบบติดยึดแล้วอธิบายตีขลุมไปทุกสถานการณ์ ทุกพื้นที่  เราอาจได้ข้อมูลที่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้