ชีวิตที่พอเพียง : 408. วันที่สามในนิวยอร์ค ดูละครบรอดเวย์


วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 22 ต.ค. 50 ลูกเขยไปทำงานตั้งแต่ 6.30 น. ที่จริงเขาเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนเย็นวันอาทิตย์แล้ว คือใช้อินเทอร์เน็ตติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดเงินของโลกส่วนที่ “ตื่น" จากการพักผ่อนสุดสัปดาห์ก่อน เป็นวันแรกที่เราวางแผนจะเที่ยวกันเอง โดยภรรยาเป็นผู้วางแผนว่าจะไปชมตรงไหนบ้าง เป้าหมายอยู่รอบๆ Central Park แต่วันจันทร์พิพิธภัณฑ์เกือบทั้งหมดปิด ที่เปิดคือพิพิธภัณฑ์ Modern Art ซึ่งเราดูไม่เป็น อย่างเมื่อวานเราชม Picasso Collection ของ Nelson Rockefeller ก็ไม่เห็นความงาม เห็นแต่ความแปลก

เมื่อคืนลูกสาวไปทำงานที่บริษัทตอนประมาณ 1 ทุ่ม และกลับบ้านตอนตีสอง โดยหัวหน้าไล่กลับ (หมายความว่าคนอื่นยังอยู่) และหัวหน้าบอกให้ลาพักในวันนี้เพราะตอนไปสัมภาษณ์สมัครงาน (เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) ลูกสาวเคยบอกเขาไว้ว่าจะลาเพราะพ่อแม่มา และหัวหน้าของเขาอยู่ที่สิงคโปร์ ทำงานร่วมกับลูกน้องที่อยู่ที่นิวยอร์ค

ลูกสาวพาไปเที่ยวชมโบสถ์ St. Patrick, Rockfeller Center, Central Park กินอาหารร้านจีน แล้วกลับมานอนพัก ตกกลางคืนไปดูละครเพลงเรื่อง Phantom of the Opera

ขาไปเราขึ้นรถใต้ดิน ไปกัน 4 คน ลูกสาวคนเล็ก (ใต้) เป็นคนนำและสปอนเซ่อร์ ไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี 33rd Street แค่ 3 ป้ายก็ลงที่สถานี 51st Street (ตัดกับ Lexington) เดินไปสักครู่ก็ถึง St. Patrick's Cathedral ซึ่งอยู่บน 50th Street ตัดกับ 5th Avenue สถาปัตยกรรมเป็นศิลปะ Gothic ซึ่งเป็นที่นิยมในยุโรปสมัยคริสตศตวรรษที่ 13 – 15 เริ่มสร้างก่อนสงครามกลางเมือง และมาเสร็จเอา ค.ศ. 1879 มีความสูง 101 เมตร จุคนได้ 2,400 คน ภายในตกแต่งงดงามอลังการ เขาอนุญาตให้ถ่ายรูปและใช้แฟลชได้

ตรงกันข้ามฝั่งถนนของ 5th Avenue คือ Rockefeller Center อันงดงาม เราเดินเข้าไปถ่ายรูปภายนอกเท่านั้น หน้าอาคารเขาทำลานสเก๊ตน้ำแข็งให้คนมาเล่น ฤดูกาลมันผิดเพี้ยน ตามปฏิทินควรจะหนาวแล้ว แต่อุณหภูมิยังสบายๆ แถวๆ 60 องศา (ฟาเรนไฮต์) เขาเตรียมเล่นกีฬาฤดูหนาวตามความเคยชิน และแม้ยังไม่หนาวเทคโนโลยีก็ช่วยให้มีลานน้ำแข็งได้

แล้วเราก็เดินไปตาม 5th Avenue อันศักดิ์สิทธิ์ด้านแฟชั่น ผ่าน MOMA (Museum of Modern Art) โดยไม่คิดเข้าไปชมเพราะเจียมตัวว่าดูไม่เป็น เดินไปจนถึง Central Park ซึ่งเริ่มต้นที่ 59th Street เดินเข้าหน่อยเดียวก็เหมือนอีกโลกหนึ่งที่เงียบสงบ เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย สระน้ำและฝูงเป็ด เข้าไปหน่อยเดียว มีลานสเก๊ตน้ำแข็งอีกแล้ว

เดินเล่นใน Central Park แบบไร้จุดหมายจนหิว ใต้จึงพาขึ้นแท็กซึ่ไปร้านอาหารจีน จึงได้รู้ว่าวันนี้รถแท็กซี่สไตร๊ค ผมก็เพิ่งได้คิดว่า สไตร๊คมีได้หลายแบบ แบบที่เขาใช้กันคือขึ้นราคาค่าโดยสาร ไม่ใช้มิเตอร์ ใช้วิธีตกลงราคากับผู้โดยสาร ซึ่งก็เป็นการเรียกเกินราคาปกติไปมาก ผู้โดยสารใช้วิธีต่อรอง ถ้าไม่ได้ราคาที่เหมาะสมก็ไม่ไป เป็นการไม่สะดวกด้วยกันทั้งฝ่ายคนขับและผู้โดยสาร เป็นการสร้างความไม่ปกติขึ้นเพื่อบอกภาครัฐว่าไม่พอใจระบบที่กำลังจะบังคับใช้ คือให้แท็กซี่ติด GPS เพื่อทางการจะได้ติดตามได้ กับบังคับให้ติดตั้งระบบรูดบัตรเครดิต ซึ่งโชเฟอร์ไม่ชอบเพราะถูกหักเปอร์เซ็นต์จากบริษัทบัตร โชเฟอร์รถแท็กซี่ไม่ชอบระบบใหม่จึงนัดสไตร้ค 1 วัน เท่ากับใช้การสไตร้คเป็นเครื่องมือบอกความต้องการของกลุ่มตนต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ ผมจึงได้เรียนรู้วิธีต่อสู้เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะแบบที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน คือวิธีสไตร๊ค

ภัตตาคารที่เราไปกินอาหารเที่ยงอยู่ที่ถนน 53 ชื่อ Shanghai อาหารอร่อย เวลาจะเสริฟเขาถามว่าจะกินเป็นคนๆ หรือกินแบบ family style คือแชร์กับข้าวกัน และเมื่อสั่งข้าวเขาก็ถามว่า White or brown? แสดงว่าเวลานี้ข้าวกล้องเป็นที่นิยม

ระหว่างเดินอยู่แถว 5th Avenue มีคนจูงหมาถึง 3 ตัว ลูกสาวบอกว่าคนนิวยอร์คมีชีวิตที่เหงา จึงนิยมเลี้ยงหมา แต่ก็ทำงานยุ่งจนไม่มีเวลาพาหมาออกเดินเล่น ถ้าหมาไม่ได้ออกมาเดินเล่นมันจะเหงาและกัดทำลายข้าวของ จึงต้องจ้างคน “เดินหมา" (walk the dog) คนที่จูงหมาหลายๆตัวพร้อมกันเป็นที่รู้กันว่าเป็นนักเดินหมา

แล้วขึ้นรถใต้ดินกลับบ้าน ใต้เห็นทางลงที่ถนน 53 ก็ลงไป ปรากฎว่าต้องลงไปเดินใต้ดิน เพื่อไปขึ้นรถที่สถานี 51st Street Station เป็นทางเดินที่ไกลทีเดียว

นอนเอาแรงเตรียมไปดูละคร แล้วกินข้าวและไปดูละครโดยนั่งแท็กซี่ไป ใต้ช่วยพาไปหาแท็กซี่ตอนทุ่มหนึ่ง พบมูราลี่ (ลูกเขย) ที่รีบกลับบ้านเร็ว จึงไปช่วยกันต่อราคาค่าโดยสาร โดนโก่งราคาในระดับ 3 เท่าของราคาปกติ มูราลี่ต่อได้ในราคา 2 เท่า

โรงละครชื่อ Majestic Theater อยู่ที่ถนน 44th Street ตัดกับ 8th Avenue คนที่มีตั๋วแล้วเข้าคิวรอเข้าแถวยาวมาก เรามีตั๋วแล้วโดยใต้จองให้เขาจึงบอกให้ตั้งแถวใหม่อยู่ตรงหน้าทางเข้านั้นเอง รออยู่จน 19.30 น. เจ้าหน้าที่ (คนดำท่าทางดี) ก็มาบอกให้คนที่อยู่ไกลเดินเข้ามาใกล้ๆ คนอเมริกันเข้าคิวจนเป็นนิสัย โดนบอกให้แตกแถวก็รีรอ เจ้าหน้าที่ก็พูดประชดประชันว่าคนไหนหูไม่ดีเดี๋ยวในโรงมีเครื่องช่วยฟังบริการ ผมจึงเข้าใจว่าการพูดประชดน่าจะเป็นกลไกปลดปล่อยการเก็บกดทางอารมณ์อย่างหนึ่ง คนดำในอเมริกาน่าสงสารมาก ที่ฐานะทางสังคมไม่เท่าเทียม ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นตัวชะลอ ความเจริญของสหรัฐอเมริกาอย่างแรง

ระหว่างรอผมซื้อหนังสือเบื้องหลังการทำละครเรื่อง Phantom of the Opera นี้ ที่มีขายอยู่หน้าโรง ราคา $10 จึงรู้ว่าเป็นละครที่เล่นยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ละคร ทำรายได้ถึง 2.3 พันล้านเหรียญแล้ว ผมบ่นกับใต้ภายหลัง ว่าเขาคุยแค่ว่าแสดงยาวนานที่สุด แต่ไม่บอกว่าเริ่มแสดงเมื่อไร ใต้บอกว่าให้ค้นจาก Wikipedia จะเห็นว่า โลกสมัยปัจจุบัน เขาไม่เน้นให้ fact กันแล้ว เพราะหาได้จาก internet สิ่งที่เขาให้กันคือ emotion stimulant เพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้ทำตามที่เขาต้องการ

ที่เจ้าหน้าที่ให้คนเข้ามาชุมนุมใกล้ตัวเขาก็เพื่อประกาศ (ไม่มีเครื่องขยายเสียง) ว่าอีกสักครู่จะเปิดให้เข้า เขามีอะไรบริการบ้าง ห้ามอะไรบ้าง ได้แก่ ห้ามถ่ายภาพ ห้ามบันทึกเสียง ขอให้ปิดโทรศัพท์มือถือ ละครเล่น 2 ½ ชม. โดยมีพักคั่นกลาง 10 นาที (มีห้องน้ำอยู่ทางไหนบอกหมด)

ตรงประตูเข้าเขาตรวจตั๋วโดยใช้ bar code scanner พอเข้าไปก็มีเจ้าหน้าที่มาดูตั๋วและบอกให้เดินไปทางไหน ตั๋วของเราเป็น Orchestra seats ที่นั่งแถว E เจ้าหน้าที่อายุขนาดคุณยายแต่งตัวสวยเช้งบอกให้เรารอก่อน ยังเข้าไม่ได้ เราจึงไปเข้าห้องน้ำเตรียมพร้อม รอสักครู่คุณยายก็พาาเข้าไปชี้ที่นั่งและแจกเอกสาร Play Bill ของ Majestic Theatre คนละเล่ม ที่เต็มไปด้วยโฆษณา และมีส่วนแนะนำตัวผู้แสดง

โรงละครจุคนได้ประมาณ 1,500 คน เท่าๆ กับโรงละครรัชดาลัยที่กรุงเทพ ลักษณะภายในโรงก็คล้ายๆ กัน มีวงดนตรีเล่นอยู่ข้างหน้าใต้พื้นเวทีเช่นเดียวกัน ละครเป็นเรื่องของคณะละครอังกฤษสมัยโบราณ ที่มีตำนานลึกลับเกี่ยวกับโคมไฟเพดาน และเกี่ยวข้องกับความรักระหว่างนางเอกกับพระเอกสองคน คนหนึ่งเป็นพระเอกละคร อีกคนหนึ่งคล้ายๆ เป็นผี จึงเรียก phantom ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือเป็นมายา ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนให้นางเอกเล่นละครเก่ง

เราได้ดูละคร บรอดเวย์ เป็นครั้งแรกในชีวิตพร้อมกันสามคน หลังจากได้ดูที่โรงละครรัชดาลัย ซึ่งเป็นละคร บรอดเวย์ เหมือนกัน แต่แสดงโดยคนไทย เป็นภาษาไทย ใต้บอกว่าเขาไม่ใช้เครื่องขยายเสียง ไม่มีไมโครโฟนติดตัวผู้แสดงแต่ละคน อาศัย acoustic ของโรงทำให้เสียงก้องไพเราะ

ขากลับหาแท็กซี่ยากหน่อย ถึงบ้านห้าทุ่ม มูราลี่ยังทำงานอยู่ที่บ้าน ใช้คอมพิวเตอร์ดูข้อมูลและใช้โทรศัพท์พูดกับหัวหน้า

St. Patrick Cathedral ของจริงใหญ่กว่าในภาพมาก

St. Patrick Cathedral

ภายใน St. Patrick Cathedral

กระจกสีอันงดงาม

อีกมุมหนึ่งที่สวยงามภายในวิหาร St. Patrick

ลานสเก๊ตน้ำแข็งหน้า Rockefeller Center

หน้า Central Park

ความงามของธรรมชาติแบบนี้มีทั่วไปถ้าเรามองเห็น

งามสงบ ทั้ง 2 ภาพถ่ายใน Central Park

กลุ่มตัวละคร Phantom of the Opera ถ่ายจากหนังสือ

ฉากหนึ่งในละคร ถ่ายจากหนังสือ

วิจารณ์ พานิช
22 ต.ค. 50
นิวยอร์ค

หมายเลขบันทึก: 147546เขียนเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2007 09:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 เมษายน 2021 08:57 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี