|
คณะพาณิชยศาสตร์และการบันเทิง
อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways จำได้ว่าครั้งแรกได้ยินชื่อนี้ คือตอนกำลังเข็นพื้นเวทีขนาดใหญ่ ที่เรียกติดปากว่าสเตจควาย ในหอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ เมื่อหลายสิบปีก่อน ผมได้ยินประโยคเรียกนามคณะประหลาดคณะนี้ หลังจากยกมือไหว้รุ่นพี่คนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากรัสเซีย ท่ามกลางเรื่องราวถามไถ่ถึงการไปเที่ยวและไปเรียนต่อหลายปี เป็นครั้งแรกซึ่งจดจำได้ขึ้นใจ ถึงคณะวิชาประหลาดคณะนี้ ในท่ามกลางความงุนงง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่คนนี้ที่กำลังอมยิ้ม ขณะบอกเล่าเรื่องราวของเวที ที่กำลังออกแบบฉากหรือปรับแต่งพื้นเวที ว่าจะให้แสดงดนตรีหรือปรับเป็นละครเวทีได้อย่างไรบ้าง รุ่นพี่คนนี้เพิ่งกลับจากรัสเซีย หลังจากไปเรียนงานออกแบบและไปเที่ยว พร้อมเสียงกระซิบว่าแอบไปเรียนบัลเล่ต์แถมมา สร้างความงุนงงให้กับชีวิตผมมากขึ้น พร้อมคำเรียกขานนามคณะนี้ ที่กลั้วเสียงหัวเราะของรุ่นพี่ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวผม นานหลายปีผมก็ยังคงจดจำได้ดี ผู้ชายบ้าคนหนึ่งที่เรียนจบบัญชี ไม่แน่ใจว่าเอกบัญชีหรือเอกการตลาด แต่หลังเรียนจบ เข้าเริ่มต้นทำงานในเอเจนซี่โฆษณา เริ่มงานเป็นฝ่ายสร้างสรรค์ กระทั่งค้นพบจุดตันของชีวิตช่วงหนึ่ง จึงได้โอกาสหาข้ออ้างเพื่อเดินทางไกล ไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่รัสเซียช่วงหนึ่ง กระทั่งกลับมาเริ่มต้นชีวิตในเมืองไทยใหม่ หลังจากค้นหาที่ทางของตนเองได้ เพียงพอจะกลับมาทำอะไรบางอย่าง เช่นทำละครเวที ออกแบบงานแสดงดนตรี หรือออกแบบเวทีบันเทิง คำถามตอนเด็กแบบง่ายง่าย ยามผู้ใหญ่ถามไถ่ว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องเรียนอย่างนี้ ถ้าบัญชีจะได้เป็นเถ้าแก่ หรือหลงใหลราชการก็ไปทำงานสรรพากร เรียนสถาปัตย์ได้นั่งออกแบบบ้าน เรียนวิศวะได้ก่อสร้างตึก ก่อสร้างถนนหนทาง ทุกอย่างของการเรียนรู้ในโลกวัยเด็ก และคำแนะแนวแนะนำแบบดั้งเดิม ล้วนบอกประโยคท่องจำเช่นนี้ กระทั่งชีวิตมหาวิทยาลัยเริ่มต้น ผมกลับได้รับคำตอบมากมายกว่านั้น งอกและเพิ่มพูนขึ้น เมื่อเห็นตัวเองและผู้คนรอบข้าง หลังจากการพ้นรั้วมหาวิทยาลัย ต่างคนต่างค้นหาที่ทางชีวิต ผู้คนในแต่วิชาชีพต่างอธิบายทางชีวิตไปมากมายกว่ากรอบที่เห็น เพื่อนคนหนึ่งเรียนจบรัฐศาสตร์ กลับมาเป็นช่างภาพอาชีพ คนหนึ่งเรียนบัญชีกลับไปทำงานละครเวที คนหนึ่งเรียนจบโบราณคดี กลับมาทำงานสร้างสรรค์ บางคนเรียนวารศาสตร์แต่ดันกลับบ้าน ไปปลูกมะขามหวาน และอีกมากมายหลายคนในชีวิตผม ซึ่งต่างค้นหาที่ทางแห่งชีวิต ได้รับได้รู้คำตอบของชีวิตด้วยตนเอง มากกว่าตอบคำในเส้นทางชีวิต จากเพียงวิชาที่ร่ำเรียน
นานหลายปีผ่านไป กว่าผมจะเข้าใจโลกอันสนุกสนาน ว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเอง ด้วยกรอบคิดอันตายตัว ชีวิตและความรู้สึก จิตวิญญาณและการล่องลอยของชีวิต ต่างมีที่ทางแห่งอนาคตซึ่งขึ้นกับสิ่งอันแฝงเร้น และฝังอยู่ภายในใจ ไม่ใช่ใครจะกำหนดตายตัวได้ ไม่นับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ยิ่งบทเนื้อหาสำคัญจากโลกธุรกิจสมัยใหม่ ต่างกำกับมุมมองชีวิตไว้อย่างน่าฟังว่า กรอบทางวิชาการและการร่ำเรียน ไม่อาจจำกัดผู้คนในโลกอนาคตให้อยู่กับสิ่งหยุดนิ่งตายตัว และความมั่นคงได้ยาวนาน ชีวิตในโลกธุรกิจแห่งอนาคต คือชีวิตซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางการปรับตัวเปลี่ยนแปลง คือชีวิตซึ่งมีแรงกระตุ้น การเรียนรู้ พร้อมรับแนวโน้มอันเปลี่ยนไป และทัศนคติซึ่งพร้อมด้วยมุมบวกของชีวิต ที่เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ทางตันชีวิต ส่วนสำคัญที่โลกอนาคตกำลังเรียกหา จากทักษะสำคัญว่าชีวิตคือการเรียนรู้ตลอดเวลา ถามและคอยกระตุ้นเรา ทั้งในด้านตัวตนและจิตวิญญาณ คอยมองและเข้าใจเราเสมอว่า ในยามที่ชีวิตกำลังเดินไป เราต่างมิอาจรับรู้มั่นใจได้ว่า อนาคตจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวใดบ้าง บางครั้งเรื่องเล็กน้อยในชีวิต อาจทำให้เราต้องถึงทางตัน เรื่องบางอย่างในฐานะของความชื่นชอบชื่นชมของชีวิต อาจเป็นจุดแข็งที่นำพาเราก้าวพ้นจากวิกฤติ ความชอบในการแต่งเพลง อาจทำให้เราค้นพบว่า นอกเหนืองานบัญชี เรายังเรียบเรียงเสียงประสาน คิดทำนอง และเขียนเนื้อเพลงได้ เท่ากับที่เราพบว่า แม้จะจบวิศวะมา แต่เราอาจหลงใหลในกลิ่นอาหาร เครื่องเทศ และการลิ้มลองรสชาติ หรือจบการเมืองการปกครอง แต่ค้นพบว่างานออกแบบหนังสือ การจัดวางและศิลปะการตกแต่ง คือความสุขของชีวิต เรียนจิตวิทยาแต่กลับหลงรักการถ่ายภาพ เพียงนับจากวันที่ผมได้ยินชื่อ คณะพาณิชยศาสตร์และการบันเทิง เมื่อสิบกว่าปีก่อน นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมไม่เคยเชื่อมั่นในหลักสูตรทางวิชาการใดใด หรือกระทั่งเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งตายตัว จากด้านวิชาการใดในโลกนี้ ที่จะสามารถกำกับตัวตนความเป็นมนุษย์ไว้ได้ อาจทำได้เพียงสร้างเงื่อนไขปัจจัยอันยุ่งยาก ที่เราต้องห่วงหน้าพะวงหลัง กับฐานะชีวิตและภาระรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนรอบข้าง แต่หากความจริงของวิกฤติในชีวิตเริ่มต้นขึ้น การถามหาจุดแข็งจุดเด่น และความจุดยืนชีวิตจากการได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ ผมเชื่อมั่นว่า สิ่งเหล่านั้นคือหัวใจสำคัญ และจุดแข็งในการต่อรองของชีวิต ท่ามกลางศัพท์เทคนิคถึงประสิทธิภาพการแข่งขัน ของแต่ละบุคคล ที่ผมเชื่อว่าหัวใจและความรักความชอบของผู้คน คือจุดแข็งสำคัญในชีวิต ที่กำกับระยะการเดินทางหลังจากเราก้าวพ้นรั้วสถาบันการศึกษา ผมเชื่อว่าจุดแข็งสำคัญของผู้คน คือหัวใจแห่งความรักและความชอบ มากกว่ากระดาษที่ติดตัวเรามา
|
คณะพาณิชยศาสตร์และการบันเทิง
ความเรียง จากบทบันทึกความประทับใจ คำถามและคำตอบต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ กับชีวิต การเดินทาง ความรักความชอบในชีวิต วิธีคิด กรอบการปฏิบัติ และความหมายของชีวิต ซึ่งไม่ได้จำกัดด้วยศักยภาพของใบประกาศการศึกษา แต่มีบทสรุปที่ศักยภาพของชีวิต และวิธีคิดของผู้คน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ธีระพร ทองรอบ · 18 พ.ย. 2550
ธีระพร ทองรอบ · 18 พ.ย. 2550
Dr. Phichet Banyati · 18 พ.ย. 2550
คนแซ่เฮ · 18 พ.ย. 2550
kmsabai · 18 พ.ย. 2550
โรงเรียนวัดพระมหาธาตุ ต.ในเมือง · 18 พ.ย. 2550
