เอกสารต่อไปนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้บริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัย และของประเทศ และต่อผู้ต้องการสร้างตัวเป็นนักวิจัยระดับ “เจ้าสำนัก” แบบเดียวกับ อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ ผู้เล่าเรื่องนี้ ผมจึงขอนำมาเผยแพร่
สรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยาย
ในที่ประชุมคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายด้านสุขภาพ คณะที่ ๗
โดย นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์
(ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช เป็นประธานฯ) เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ ณ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
“เครือข่ายสถาบันวิจัยทางคลินิกที่เชื่อมโยงกับงานวิจัยพื้นฐาน”
ผมมีความฝันมานานแล้ว ที่อยากให้เรามีฐานงานวิจัยพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะทางการแพทย์ และสาธารณสุข สาเหตุเพราะมีความเชื่อมั่นว่าความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นจาก การวิจัยพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนปัญหาของเราเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถวางแผนและแก้ปัญหาทางสุขภาพ/ทางการแพทย์ได้อย่างแท้จริง สามารถทำให้เราเผชิญกับปัญหาโรค อุบัติใหม่ด้วยความมั่นใจและถูกต้อง เป็นการพึ่งพาตนเอง และอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศน้อยลง แต่สามารถเป็นผู้นำในการวิจัยพร้อมทั้งแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เราควรที่จะต้องสร้างฐานวิจัยให้แข็งแรง พร้อมที่จะรองรับนักวิจัยรุ่นใหม่ ให้เป็นนักวิจัยอาชีพ สามารถสร้างความรู้ที่แก้ปัญหาได้จริง
ผมเริ่มชีวิตโดยเป็นอายุรแพทย์ แต่เป็นอายุรแพทย์ที่ได้รับโอกาสในการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพื้นฐานโดยได้รับพระราชทานทุนจากมูลนิธิอานันทมหิดล หลังจากกลับจากต่างประเทศ นอกจากทำงานเป็นอาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแล้ว ยังได้เริ่มงานวิจัยพื้นฐานขนานไปด้วยเป็นเวลามากกว่าสิบปี ประสบการณ์ได้เพิ่มความมั่นใจให้กับความคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะที่ว่า งานวิจัยพื้นฐานมีความจำเป็น และน่าจะเป็นไปได้หากได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ผมได้รับความช่วยเหลือจาก ศาสตราจารย์ประเวศ วะสี และศาสตราจารย์ นที รักษ์พลเมือง คณบดีในขณะนั้นสนับสนุนสร้างห้องปฏิบัติการหน่วยอณูชีววิทยาการแพทย์ ขึ้นพร้อมทั้งอนุญาตให้สามารถทำงานเต็มเวลากับหน่วยใหม่ที่สร้างขึ้นโดยมีภาระงานวิจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยอาศัยเงินทุนจากแหล่งทุนต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งทุนวิจัยจากต่างประเทศ การที่ได้มีโอกาสทำงานในหน่วยใหม่และมีความคล่องตัว (อย่างพอควรในขณะนั้น) ได้ให้โอกาสในการสร้างเครือข่ายวิจัยมุ่งเป้าและต่อมาสามารถผูกงานวิจัยเข้ากับงานบัณฑิตศึกษาของคณะฯ และกับมหาวิทยาลัย
การเริ่มงานที่หน่วยอณูชีววิทยาการแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช เป็นระยะเวลาเดียวกันกับการมีการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยมหิดล และระบบการให้ทุนและสนับสนุนการวิจัยในประเทศ เหตุปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นมีความสำคัญ ที่ทำให้งานวิจัยและเครือข่ายสามารถขยายตัว และเป็นประโยชน์มาถึงปัจจุบัน เหตุปัจจัยดังกล่าวที่สำคัญประกอบด้วย :
๑. มีการสนับสนุนการให้ทุนวิจัยอย่างเป็นระบบ อย่างมีคุณภาพ และต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นต้น
๒. ศ.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ มหาวิทยาลัยมหิดลได้เริ่มโครงการ ผลิตอาจารย์แพทย์ หรือ Ph.D-M.D.Program ที่ชักนำนักศึกษาแพทย์ ให้รับทุนการศึกษา เปิดโอกาสให้ทำวิจัยพื้นฐานในระดับปริญญาเอกในระหว่างศึกษาแพทย์ศาสตร์ ก่อนที่จะจบเป็นแพทย์ โครงการนี้ทำให้เกิดบัณฑิตนักวิจัยที่มีคุณภาพ เข้ามาในระบบบัณฑิตศึกษาและงานวิจัยพื้นฐาน เป็นฐานในการเชื่อมโยงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยกับงานวิจัยนานาชาติและเตรียมอาจารย์แพทย์ที่เข้าใจวิทยาศาสตร์ พร้อมที่จะเป็นแพทย์นักวิจัยภายหลังจากที่จบการศึกษา ผลทางอ้อมก็คือการกระตุ้นบัณฑิตศึกษา ในคณะแพทย์ให้มีกิจกรรมเพิ่มขึ้น ปรับปรุงคุณภาพ และเชื่อมโยงกับระบบบัณฑิตของมหาวิทยาลัย และกับสภาบันต่างประเทศ
๓. การปรับปรุง ขยายงานและสร้างเครือข่ายของบัณฑิตศึกษาในคณะแพทย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผลกระทบจากการที่มีโครงการ Ph.D.-M.D. และมีการตั้งหน่วยวิจัยพื้นฐาน มีการเชื่อมโยงกับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย มีเครือข่ายการเรียนการสอนกับคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ภายในคณะฯ เองมีการเชื่อมโยงระหว่างภาควิชาปรีคลินิกและคลินิก มีความหลากหลายของหลักสูตร ทำให้อาจารย์ฝั่งคลินิก มีโอกาสมาเชื่อมโยงและร่วมงานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากขึ้น
๔. การมีการตั้งหน่วยวิจัยที่เป็นภาคีกับหน่วยงานของรัฐ นอกระบบมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการตั้งหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพการแพทย์ ที่เป็นภาคีระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สังกัด สวทช. มีการสนับสนุนกลุ่มนักวิจัยจากศูนย์พันธุฯ ให้ปฏิบัติงานเต็มเวลาที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเพื่อวิจัยมุ่งเป้า มีการบริหารจัดการ ภายใต้นโยบายที่กำหนดโดยคณะกรรมการฯ จากทั้งสองฝ่ายและบุคคลภายนอก ซึ่งช่วยดูแลนโยบาย และกำกับ/สนับสนุนงานวิจัย การมีหน่วยงานดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์พื้นฐานจาก สวทช. มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถในการทำวิจัยในเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชื่อมโยงกับงานวิจัยทางคลินิกและเป็นอีกฐานหนึ่งที่สำคัญในบัณฑิตศึกษา เพิ่มความหลากหลาย และคุณภาพให้กับนักศึกษา การที่มีระบบการบริหารจัดการบุคคลากร และวิชาการจากภายนอกมหาวิทยาลัยมาเป็นภาคีกับมหาวิทยาลัย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัย เร่งการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ให้กับทั้งสองฝ่าย
๕. ปัจจัยที่สำคัญที่จะละเลยไม่ได้คือ นโยบายที่ค่อนข้างคล่องตัวของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง ยอมรับหน่วยงานใหม่ที่อาจไม่ค่อยเข้ากับระบบเดิม การยอมให้บุคคลากรเปลี่ยนลักษณะงาน (job description) ยอมให้บุคคลากรมีตำแหน่งคร่อมสายงานย้ายจากภาคคลินิก มาทำงานชั่วคราวในหน่วยวิจัยฯ ยอมรับหน่วยงานและบุคลากรจากภายนอก และมีการลงทุนร่วมกับภาคีภายนอก
การหาเป้างานวิจัย
นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการหาเป้าของงานวิจัยให้ถูกต้อง และได้เปรียบ (niche) ทำให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่สามารถจะส่งผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง ทีมวิจัยของเราได้เลือกปัญหา ไข้เลือดออกเป็นเป้าในการสร้างงานวิจัยพื้นฐาน ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เริ่มต้นที่ตัวปัญหาเอง ไข้เลือดออกเริ่มระบาดในประเทศมาครึ่งศตวรรษ แล้วยังไม่มีทีท่าที่ลดลง แต่ทางตรงกันข้ามกลับเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และขยายไปครอบคลุมทั่วประเทศ โรคนี้ในอดีตมีการระบาดเฉพาะในเอเซียอาคเนย์ แต่ปัจจุบันได้ขยายตัวไปในทวีปอเมริกา และอินเดีย กลายเป็นปัญหาระดับโลก การที่ประเทศไทยอยู่กับตัวปัญหามานาน ทำให้มีความรู้สั่งสมและประสบการณ์ ฝังตัวอยู่ในหน่วยงานของรัฐ เช่น มหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข แพทย์ไทยได้สั่งสมความรู้ในการวินิจฉัย และรักษาโรคเป็นอย่างมาก เป็นที่ต้องการของวงการทั่วโลก โดยเฉพาะจากประเทศที่เผชิญกับปัญหาการระบาดใหม่ๆ ศักยภาพต่างๆ เหล่านี้มีคุณค่าสูง แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน และพัฒนาให้ใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เป็นศักยภาพซ่อนเร้นซึ่งเราเห็นเป็นโอกาส (niche) ที่จะพัฒนาได้ทุกด้าน
นอกจากฐานความรู้ทางการรักษาดูแลคนไข้ ไข้เลือดออก ยังมีฐานเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน ที่ศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ ได้สร้างเทคโนโลยีที่สามารถผลิตวัคซีนไข้เลือดออกตัวแรกของโลกเมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว ในปัจจุบันศูนย์ฯ มีความรู้ความชำนาญในการเลี้ยง ทดสอบและให้คำจำกัดความไวรัสไข้เลือดออกว่าเหมาะสมที่จะเป็นไวรัสที่มีฤทธิ์อ่อน (attenuated) ใช้เป็นวัคซีนได้หรือไม่ ปัจจุบันศูนย์ดังกล่าวยังคงทำหน้าที่ทดสอบ candidate vaccines ทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศไทยมีหน่วยวิจัยไข้เลือดออกซึ่งเป็นเครือข่ายร่วมมือระหว่าง AFRIMS (Armed Forces Research Institute for Medical Services) กับสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ที่สร้างความรู้พื้นฐานร่วมกันมามากกว่า ๕๐ ปี สานต่อความรู้ของแพทย์นักวิจัยอาวุโส โดยเฉพาะ พญ.สุจิตรา นิมมานนิตย์ และ ศ.นพ.ประสงค์ ตู้จินดา นอกจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขมีข่ายงานเฝ้าระวังไข้เลือดออกทั่วประเทศ มีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีห้องปฏิบัติงานเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ และที่กรมฯ มีห้องปฏิบัติการที่มีประสบการณ์ และเทคโนโลยีพื้นฐาน เพียงพอ
การที่มีโอกาสและเวลาที่จะศึกษา และเข้าใจข้อมูลพื้นฐานดังกล่าว ของไข้เลือดออก ดังกล่าวข้างต้น เป็นตัวอย่างของวิธีการหนึ่งที่กลุ่มนักวิจัยน่าจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางของงานวิจัย ใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นการตัดสินใจว่าน่าจะทำวิจัยอะไรหรือไม่ ที่จะได้ผลลัพธ์ที่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์ และเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนา และใช้ความรู้ต่อไปได้ (translational research ) กลวิธีดังกล่าวกลุ่มวิจัยของเราได้พยายามใช้มาตลอด ในระยะหลังมีการทำ “แผนที่” ของการวิจัยไข้เลือดออก โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์) และโครงการวิจัยโรคอายุรศาสตร์เขตร้อน (Thailand Tropical Diseases Research Program หรือ T2 ซึ่ง ประกอบด้วยองค์การอนามัยโลก (WHO), สกว. และ สวทช.) ตีพิมพ์เป็นเอกสารแจกจ่าย และใช้สำหรับการกำหนดทิศทางการให้ทุน โดยโครงการ (T2)
จากเอกสารของมูลนิธิสาธารณสุข สรุปได้ว่ามีข้อได้เปรียบ และมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนางานวิจัยไข้เลือดออกจัดอยู่ ๔ กลุ่มใหญ่ คือ
๑. งานวิจัยทางคลินิกและการระบาด
๒. งานพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการวินิจฉัย
๓. งานพัฒนาวัคซีน
๔. งานวิจัยทางกีฏวิทยา สิ่งแวดล้อม และไวรัสวิทยา
ความได้เปรียบที่ชัดเจนคือ การที่เราเข้าใจถึงตัว “คำถาม“ หรือ “โจทย์วิจัย” ที่แทรกในกลุ่มต่างๆ เช่น
๑) ทำไมไข้เลือดออกจึงเป็นกับเด็กที่ได้รับเชื้อไวรัสต่างสายพันธุ์ เป็นครั้งที่สอง
- ภูมิคุ้มกันต่อไวรัส น่าจะเป็นสาเหตุการก่อโรค มากกว่าการติดเชื้อไวรัสอย่างเดียว
- ได้การศึกษาภูมิคุ้มกันอย่างละเอียดในคนไข้ไทย น่าจะให้คำตอบได้ ไม่มีที่ไดในโลกที่จะให้คำตอบได้ดีเท่ากับประเทศไทย เพราะความชุกของโรค การที่เรามีสาธารณสุขพื้นฐานที่สามารถรองรับการวิจัย และห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพที่จะพัฒนาได้เป็นการได้เปรียบ
- การศึกษาการระบาดของโรค ให้เข้าใจถึงลักษณะภูมิคุ้มกันที่ไม่ก่อโรค (protective immunity) เปรียบเทียบกับ ภูมิคุ้มกันที่ก่อโรค จะทำให้เราเข้าใจและพัฒนาเครื่องมือที่สามารถแยกแยะสภาวะทั้งสองออกจากกัน เครื่องมือดังกล่าวเป็นที่ต้องการ และจำเป็นในการทดสอบวัคซีนไข้เลือดออกที่กำลังมีการลงทุน และแข่งกันพัฒนาในปัจจุบัน
- การที่เรามีพื้นฐานของการรักษา กระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยมีคุณภาพดีน่าจะพัฒนาให้เป็น clinical research units ได้โดยไม่ยากนัก เกิดเป็นโอกาสอย่างดีที่ประเทศจะเป็นผู้นำทางการวิจัยทางคลินิก ควบคู่ไปกับการวิจัยพื้นฐาน ยากที่ประเทศอื่นๆ จะแข่งได้ เนื่องจากปัจจัยในประเทศเหล่านั้น ไม่ครบถ้วนเท่าเรา
๒) การที่เราสามารถทำวิจัยพื้นฐานและคลินิก จะทำให้เรามีข้อมูลและ specimens ที่มีคุณภาพสูง ที่สามารถทำให้เราเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรค และที่สำคัญคือ ทำให้สามารถที่จะ “markers” ที่จะสามารถพยากรณ์และวินิจฉัย ก่อนที่จะมีอาการช็อค และเลือดออก ชุดทดสอบ (diagnostic tests) ที่มีคุณสมบัติพยากรณ์โรคเป็นที่ต้องการอย่างมาก ปัจจุบันยังไม่มีชุดวินิจฉัยไข้เลือดออกที่สามารถ พยากรณ์ว่าคนไข้ที่กำลังเป็นไข้ กำลังจะพัฒนาเป็นไข้เลือดออก หรือเป็นไข้ที่ไม่เกิดอาการช็อค (dengue fever) ซึ่งมีอันตรายน้อยกว่า (dengue hemorrhagic fever) การมีเทคโนโลยีดังกล่าว จะสามารถช่วยให้แพทย์สามารถคัดกรองคนไข้ โดยเฉพาะ การ identify คนไข้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา ในโรงพยาบาล และโดยผู้เชี่ยวชาญ แยกจากกลุ่มคนไข้ที่อาจไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
การที่จะพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ต้องอาศัยการวิจัยทางคลินิกที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะคุณภาพของข้อมูล database และ specimens เชื่อมโยงกับการวิจัยพื้นฐานที่มีคุณภาพสูงรวมกับการใช้เทคโนโลยีสูงสุดที่มีในโลก
๓) การที่เรามีฐานของเทคโนโลยีของการทดสอบวัคซีน เป็นข้อได้เปรียบของประเทศ ถ้าหากผสมผสานเข้ากับ ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ไทย ที่มีความรู้ทางไวรัส และห้องปฏิบัติการที่สามารถศึกษาไวรัสที่มี clinical และ epidemiology database ที่ได้มาจากการศึกษาทางคลินิกและระบาดวิทยาจะทำให้เราสามารถพัฒนาวัคซีนไวรัสไข้เลือดออก อีกชุดหนึ่ง พร้อมที่จะทดสอบต่อไป
“วัคซีนไวรัสไข้เลือดออก” เป็นวัคซีนที่พัฒนายาก เพราะจำเป็นต้องผสมไวรัส ๔ serotypes ในอัตราส่วนที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันพร้อมๆกันทั้ง ๔ ชนิด ถ้าหากภูมิคุ้มกันไม่ครบทั้งสี่ชนิดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้ผู้ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงที่จะเป็นไข้เลือดออกจากการติดเชื้อจากธรรมชาติ โอกาสที่วัคซีนที่กำลังพัฒนาในโลก จะล้มเหลวมีโอกาสสูง จำเป็นต้องมีการสำรองวัคซีนให้มีความหลากหลาย เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทย ใช้โอกาสและศักยภาพในการพัฒนาวัคซีน อีกชุดหนึ่ง จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่วงการการพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออกของโลก (ปัจจุบัน มูลนิธิ Bill and Melinda Gates สนับสนุนอยู่) เป็นการเพิ่มความมั่นใจกับชาวโลก ว่าจะมีวัคซีนใช้ในอนาคตอันไม่ช้านี้
เครื่อข่ายการวิจัยโรคไข้เลือดออกและไวรัสไข้เลือดออก
โดยใช้ “แผนที่” ของไข้เลือดออกดังกล่าวข้างต้นและการสนับสนุนเงินทุนจากโครงการ T2 และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ทีมวิจัยของได้สร้างเครือข่ายที่ประกอบด้วยสมาชิกต่อไปนี้ คือ
๑.ทีมวิจัยทางคลินิค
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น และสงขลา (แพทย์หญิง ศิริจิตต์ วาสนะวัฒน์ และแพทย์หญิง วรรณี ลิ่มปิติกุล) เป็นศูนย์กลางของการเก็บข้อมูลทางคลีนิค ของคนไข้ ไข้เลือดออก อย่างละเอียดพร้อมทั้งสิ่งส่งตรวจ (clinical database และ specimens) มีการควบคุมคุณภาพ ภายใต้ระบบ good clinical practice (GCP) เชื่อมโยงกับห้องปฏิบัติการ และทีมวิจัยพื้นฐาน
๒.ห้องปฏิบัติการกลาง โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล
หน่วยอณูชีววิทยาการแพทย์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช พยาบาล ผลิตข้อมูลพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการด้าน serology, virology และอื่นๆ ป้อนกลับให้กับกลุ่มวิจัยทางคลินิก พร้อมกับกำกับและควบคุมคุณภาพของฐานข้อมูล database เชื่อมโยงกับการเก็บspecimens อย่างเป็นระบบ ห้องปฏิบัติการกลางยังเป็นศูนย์เชื่อมโยงกับกลุ่มวิจัยพื้นฐานที่อยู่ที่ห้องปฏิบัติการ ห้องปฏิบัติการเครือข่าย (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) และเครือข่ายงานวิจัยต่างประเทศ (ที่มีหัวหน้าโครงการเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทย) ที่มหาวิทยาลัย Imperial college, Hammersmith Hospital, London, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, Pasteur Institute กรุงปารีส, Washington University ,St.Louis,USA.และมหาวิทยาลัยเกียวโต
๓.เครือข่ายโครงการวิจัยพื้นฐาน
หน่วยฯ ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ไปประจำห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ ข้างต้น โดยมีข้อตกลงจากสถาบันดังกล่าว ว่าจะให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทยเป็นผู้นำเอางานวิจัยไปทำ ณ ห้องปฏิบัติการดั่งกล่าว สถาบันฯ พร้อมที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ จากการวิจัย (share intellectual property rights) อย่างยุติธรรม เครือข่ายงานวิจัยพื้นฐานมีระบบในการหาทุนวิจัยอิสระ แยกจากแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุน clinical database (ปัจจุบันศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. เป็นผู้สนับสนุนต่อจากโครงการ T2)
๔.เครือข่ายห้องปฏิบัติการฯ ในประเทศ
ห้องปฏิบัติการศิริราชฯ ได้สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับห้องกับห้องปฏิบัติการอีกสองหน่วยคือ ที่ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , (รศ.นพ.นพพร สิทธิสมบัติ) และคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (รศ.ดร.วัชระ กสิณฤกษ์) กลุ่มปฏิบัติการทั้งสองได้รับการสนับสนุนเสริมจาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. ภายในหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์เป็นเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ (สวทช.)ห้องปฏิบัติการดังกล่าวทำวิจัยพื้นฐานทางไวรัสวิทยา ผลิต monoclonal antibodies ต่อไวรัสเด็งกีและวิจัยทางภูมิคุ้มกันวิทยา
งบประมาณที่สนับสนุนห้องปฏิบัติการเครือข่าย มากกว่า ๗๐% เกิดขึ้นจากเงินสนับสนุนโครงการวิจัยที่เสนอโดยนักวิจัยในโครงข่าย โดยได้รับทุนจากแหล่งทุนภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และต่างประเทศร่วมด้วย เช่น สกว. วช. สวทช. BIOTEC และ WHO เป็นต้น มีการบริหารจัดการเครือข่ายที่เป็นอิสระ จากระบบของมหาวิทยาลัย แต่ผสมผสานโดยการเป็นห้องปฏิบัติการที่ช่วยสภาบัน ในการผลิต อาจารย์ บัณฑิต และนักวิทศาสตร์ และช่วยการเรียนการสอนตามที่ได้รับอนุมัติให้ปฏิบัติ การที่มีหน่วยงานดังกล่าว พร้อมกับนักวิทยาศาสตร์ คุณภาพสูงจากหน่วยงานภายนอก และทำงานวิจัยมุ่งเป้าที่ถูกกำหนดโดยทุนวิจัยที่ได้จากการแข่งขัน ประสานกับบัณฑิตศึกษา ทำให้เกิด synergy ที่ทำให้เครือข่าย สามารถที่จะผลิตงานวิจัยมีคุณภาพ และมีความต่อเนื่อง และสถาบันได้รับประโยชน์จากบัณฑิตศึกษา การผลิตบุคคลากร และผลงานวิจัย
การใช้ห้องปฏิบัติการในต่างประเทศเป็นฐานวิจัยและผลิตบุคคลากร นักวิทยาศาสตร์
การที่เรามีฐานวิจัยพื้นฐาน ที่มีฐานอยู่กับตัวปัญหาที่อยู่ในประเทศ และฐานที่สามารถสร้าง database เทคโนโลยีspecimens, research questions, และที่สำคัญคือการที่มี critical mass ของนักวิจัย และบัณฑิตศึกษาที่มีคุณภาพและเป็น international ทำให้กลุ่มวิจัยสามารถต่อรองกับห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัย ชั้นนำของต่างประเทศ ให้มีการร่วมมือกันทำวิจัยพื้นฐาน โดยมีการลงทุนให้นักวิจัยจากไทยสามารถที่จะสร้างกลุ่มวิจัยไข้เลือดออกในสถาบันฯดังกล่าว ใช้ facility และเทคโนโลยีชั้นสูงทำวิจัยสามารถใช้ทุนวิจัยสนับสนันบัณฑิตศึกษา (นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล, เชียงใหม่ และอื่นๆ สามารถไปปฏิบัติงานในสถาบันเครือข่าย) มีการลงทุนและร่วมมือในการขอทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ และที่สำคัญคือการ share intellectual property ของการค้นพบ ปัจจุบัน เครือข่ายได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจาก Wellcome Trust Midical Research Council, U.K.,และ JSPS ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศ สำเร็จคือ คุณภาพของโจทย์วิจัย ที่มี ความ unique น่าสนใจและเป็นประโยชน์ประกอบกับคุณภาพและฐานของงานวิจัยภายในประเทศ ที่ได้พัฒนาถึงระดับ ซึ่งสามารถไปต่อยอดกับเทคโนโลยีชั้นสูง เชื่อมโยงกับความสามารถในการ ต่อรอง และบริหารจัดการทำให้สามารถที่จะเจรจาผลประโยชน์ให้เป็น two ways มีการลงทุนร่วมทั้งทุน และบุคคลากรโดยมีบัณฑิตศึกษาที่มีคุณภาพเป็นพื้นฐาน และสุดท้ายคือ การหาผู้ร่วมงาน ที่เข้าใจและ สมัครใจที่จะให้โอกาสร่วมวิจัย เป็นฐานของการพัฒนาที่จะนำเทคโนโลยี เข้าแก้ปัญหาที่เป็น emerging problems ทำให้แก้ปัญหาได้อย่างจริง และเป็นการพัฒนาบุคลรกรและเทคโนโลยีวิจัยให้กับประเทศที่กำลังประสบปัญหา
ศักยภาพของการวิจัยทางคลีนิคของโรงพยาบาลศูนย์ฯ กระทรวงสาธารณสุข
จากประสบการณ์ของการที่ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์ฯ ของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนตัวอยู่ โดยเฉพาะในบุคคลากรที่มีความสามารถและฉันทะสูง ที่พยายามที่ทำงานวิจัยทางคลีนิคประกอบกับสิ่งแวดล้อมที่สัมผัสใกล้ชิดกับตัวปัญหาทางสาธารณสุขและศรัทธาที่คนไข้มีกับโรงพยาบาล จะเห็นได้ชัดว่า ถ้ามีการสนับสนุนเพิ่มทางเงินทุน บุคลากร การบริหารจัดการที่มีคุณภาพ ศักยภาพดังกล่าวจะเผยให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากอดีต เมื่อมีโครงการจากต่างชาติเข้าไปใช้ facility ทำวิจัยในโรงพยาบาล นักวิจัยในพื้นที่สามารถที่จะสนับสนุน และผลิตงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่ว่าความสามารถดังกล่าวจะลดลงเมื่อการสนับสนุนจากโครงการหยุด เราไม่มีระบบที่ทำให้มีการต่อยอดงานวิจัยจากฐานที่ได้สร้างขึ้น
จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมวิจัยกับทีมขอนแก่นและสงขลาในโครงการวิจัยไข้เลือดออก พบว่าเกิดการตื่นตัวของบุคคลากรมีการร่วมมือสูงและมีฉันทะในการเรียนรู้ เกิดโครงการวิจัยในโรงพยาบาลเพิ่มเติมจากโครงการที่ร่วมมือกับส่วนกลาง ทั้งๆที่บุคคลากรดังกล่าว ยังมีภาระงานบริการสูง เกิดโครงการการใช้ ฐานข้อมูลทางคลินิกมาใช้ในการตัดสินรักษาคนไข้ การใช้ bed side ultrasound มาเป็นงานวิจัยและรักษาคนไข้ เกิดโครงการทดสอบประสิทธิภาพของชุดตรวจ วินิจฉัยไข้เลือดออกการศึกษา เกร็ดเลือดโดยใช้ flow cytometry เป็นต้น ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายปลายทางร่วมกัน คือการทำให้ การบริการรักษาคนไข้ไข้เลือดออกมีประสิทธิภาพดีขึ้นและเป็นระบบมากขึ้น ลดอัตราการ เสียชีวิต แต่ได้ผลทางวิชาการเป็นผลพลอยได้ โครงการได้รับความร่วมมือจากคนไข้ และญาติเป็นอย่างดี
เราน่าจะมีระบบเสริม ที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่สามารถใช้ศักยภาพแฝงที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์ ให้เกิดการสร้างความรู้ที่เพิ่มคุณภาพของการให้บริการ และเป็นพื้นฐานของงานวิจัยทางคลีนิคและพื้นฐานที่สามารถแก้ปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างแท้จริง ระบบเสริมคือการสร้างเครือข่ายหรือภาคี ระหว่างกระทรวงฯ มหาวิทยาลัยและแหล่งเงินทุน โดยเน้นที่การให้โอกาสกับบุคคลากรทั้งที่มีอยู่ในระบบของกระทรวงฯ และหรือบุคคลากรจากภายนอกที่อาจมาจากมหาวิทยาลัย หรือสายอิสระ ในการเลือกเป้าหมายของการวิจัย ณ โรงพยาบาลหรือท้องที่ ให้การสนับสนุนเงินทุน และบริหารจัดการให้เกิดการเชื่อมโยง และมุ่งเป้าอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือการใช้ระบบเครือข่ายในการสนับสนุนให้เกิดมีนักวิจัยรุ่นใหม่ ที่เสริมเข้ามาในระบบมีความต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาเป็นนักวิจัยอาชีพ เปิดโอกาสให้นักวิจัยอาชีพเหล่านั้น สามารถเลือกต้นสังกัดที่เหมาะสมอาจเลือกอยู่กับกระทรวงฯ มหาวิทยาลัย หรือเป็นอิสระ มีความคล่องตัวในการทำงานมุ่งเป้า ซึ่งอาจต้อง “ shuttle “ ระหว่างสถาบันหรือภาคี แต่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ การวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และมีการสนับสนุนระยะยาวจากแหล่งทุน โดยสรุปปัจจัยที่ “เสริม” ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรและศักยภาพของโรงพยาบาลศูนย์ ประกอบด้วย
- การเกิดภาคีร่วมระหว่างโรงพยาบาลศูนย์ (กระทรวงสาธารณสุข) มหาวิทยาลัย และแหล่งเงินทุน โดยมุ่งสร้างนักวิจัยอาชีพ (ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นนักวิจัยพื้นฐานเท่านั้น ครอบคลุมถึงวิจัยในการให้บริการและอื่นๆ ) “ เสริม “ เข้าไปในระบบทำให้เกิดความต่อเนื่อง และมีผลกระทบทางบวกกับการให้บริการและการวิจัย
- มีการบริหารจัดการที่หาเป้าหมายของงานวิจัยที่ตั้งอยู่บนรากของปัญหา ติดตามสนับสนุนเชื่อมโยงกับ “ ภาคี “ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย
- มีความต่อเนื่องของการสนับสนุนเพื่อให้ความมั่นใจที่จะสร้าง career path ใหม่ให้กับนักวิจัย ให้เกิดนักวิจัยอาชีพที่สามารถเลือกต้นสังกัด เกิดความคล่องตัวในการเปิดโอกาส
- ให้นักวิจัยสามารถทำงานได้ทั้งในภาคกระทรวงฯ มหาวิทยาลัยและหน่วยงานอิสระ โดยเน้นที่ผลงานและคุณภาพของงาน
การมีระบบ “เสริม” นี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ศักยภาพซ่อนเร้นที่อยู่ในระบบโรงพยาบาลศูนย์ ได้ถูกเผยตัวออก เปิดโอกาสให้การสร้างความรู้ที่มีผลกระทบทันทีกับการให้บริการ และการแก้ปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขของชุมชน และเปิดโอกาสที่ให้มหาวิทยาลัยสามารถที่จะใช้ทรัพยากรของนักวิจัยและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขได้อย่างแท้จริง ช่วยสร้างฐานความรู้ที่สามารถที่จะแก้ปัญหาและเป็นฐานต่อรองกับแหล่งวิจัยในต่างประเทศ ให้เกิดมีประโยชน์จริงและไม่เสียเปรียบเป็นการยกระดับของบุคคลากร นักวิจัยและของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของชาติ ทำให้วิทยาศาสตร์สามารถเป็นฐานของการพัฒนาอย่างแท้จริง
อ.นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์
ตุลาคม ๒๕๕๐
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ย. ๕๐