ดร. ถิรพัฒน์  วิลัยทอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยาย เรื่อง การบริหารงานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ แก่ผู้บริหารที่เข้าอบรมในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย รุ่นที่ 17  ไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับ ปัญหาสำคัญของการพัฒนาระบบการวิจัยของประเทศไทย คือ การขาดระบบการพัฒนาบุคลากรตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

          ผู้บริหารมหาวิทยาลัย  ควรจะผลักดันและเกื้อหนุนอาจารย์ในความดูแลให้มีเส้นทางอุดมคติที่ควรจะเป็น ตามแนวลูกศรสีแดงข้างซ้าย (รูปด้านล่าง) จนสามารถเป็นศาสตราจารย์ที่อายุประมาณ  45 ปี  ไม่ควรจะช้าเกินไปอย่างแนวลูกศรสีเหลืองข้างขวา ซึ่งกว่าจะเป็นศาสตราจารย์ก็อายุมากเกินไป 

         

          หลักการวางเป้าหมายและกลยุทธ์ คือ หลังจบปริญญาเอก

  • เป็น  ผ.ศ.  ภายใน 2-3 ปี ผลงานระดับ nation  2-3 paper
  • เป็น  ร.ศ.  ภายใน 2-3 ปี ผลงานระดับ international 1-2 paper + nation 3-4 paper
  • เป็น ศ.  ภายใน 10 ปี  ตำรา + ผลงานระดับ international 10 paper
    ต้องมี 2-3 paper ที่ตีพิมพ์ใน journal ที่มี IMPACT FACTOR (≥2 สำหรับฟิสิกส์)

          สิ่งต้องห้ามของอาจารย์ใหม่ ( 2 - 3 ปีแรก)

  1. หลีกเลี่ยงการเขียน (ตัดแปะ) ตำราเมื่อเริ่มทำงานในระยะแรก
  2. หลีกเลี่ยงการลงตีพิมพ์ในวารสารระดับคณะหรือมหาวิทยาลัย (คนไม่อ่าน ดูไม่ดีใน Biodata) ควรเป็นวารสารของสมาคมวิชาชีพ เช่น ScienceAsia เป็นต้น (การช่วยให้ได้ตีพิมพ์ง่ายๆ  ด้วยการให้ได้ตีพิมพ์ในวารสารระดับ third class จะทำให้ไปไม่ถึง first class)
  3. อย่าจับปลา  3  มือ   สอน     วิจัย     บริหาร/บริการ  (ทำให้เขาไม่มีเวลาสำหรับวิชาการ )
  4. หลีกเลี่ยงการใช้นักศึกษาทำงานแทนใน  2  ปีแรก ต้องทำวิจัยด้วยตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ให้รู้ก่อน
  5. หลีกเลี่ยงการทำมากกว่า  1  โครงการ (อย่าให้ทุนเขาน้อยเกินไป จนเขาต้องแตกโครงการ)
  6. หลีกเลี่ยงการเก็บเงินวิจัยไว้ในบัญชีส่วนตัว
  7. หลีกเลี่ยงการอมส่วนแบ่งผลงานวิชาการส่วนใหญ่เป็นของตัวเอง

          ดังนั้น ในบริบทของงานวิจัย ผู้บริหาร ควรเป็น facilitator มากกว่าเป็น commander หรือ social climber