เป็นประวัติศาสตร์ ที่ฝ่ายวิชาการจับมือองค์กรสื่อ หาทางสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ทางการเมือง ดังมีรายละเอียดคัดลอกจาก www.thaibja.org ต่อไปนี้
หมอประเวศแนะนายกคนใหม่เดินหน้า 10 นโยบายแก้วิกฤตชาติ เริ่มจากเรื่องภาคใต้ 6 องค์กรวิชาการ 2 องค์กรสื่อ จับมือภาคประชาชนร่วมพัน เปิด “ตลาดนัด” ขายนโยบาย 4 กลุ่ม ปัญญา-ปากท้อง-ปลอดภัย-สวัสดิการถึงมือพรรคใหญ่ ระดมคอมเม้นเตเตอร์ร่วม 5 เวที ติดดาวนโยบายพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง
วันที่ 5 พย.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “เครือข่ายขับเคลื่อนสังคมเพื่อประชาชนมีสุข” จากความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงาน “ตลาดนัดนโยบายภาคประชาชน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายแก้ทุกข์ประเทศ 4 ด้านหลักสู่สาธารณะ รวมถึงการติดตามตรวจสอบนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอ ซึ่งจะจัดกิจกรรมและเวทีต่อเนื่องตลอดเดือน พย.-ธค.จนกระทั่งเลือกตั้ง
ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “10 เรื่องชนะวิกฤตชาติ ที่นายกรัฐมนตรีใหม่ควรทำ” ว่า นโยบายที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปควรมีมุ่งมั่นและหามาตรการทำให้ได้จริง 10 เรื่อง คือ 1.สร้างสันติสุขชายแดนใต้และสันติภาพถาวร 2.ลดสถานะความเป็นประเทศคอร์รัปชั่น 3.แก้ความยากจนอย่างถาวร สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและเติบโตอย่างสมดุล 4.สร้างพระเจดีย์จากฐาน ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น 5.ปฏิรูประบบยุติธรรม 6.สังคมเข้มแข็ง ทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี 7.อภิวัฒน์การสื่อสาร 8.พลังงานพอเพียง และลดภาวะโลกร้อน 9.ปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพคนโดยเร่งด่วน 10.ปฏิรูปการเงินการคลัง
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งควรมีตลาดนัดนโยบายที่นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ภาคราชการ ภาคประชาสังคมที่ต้องการเสนอขายนโยบาย นำเสนอพรรคการเมือง ซึ่งจะซื้อหรือไม่ซื้อตามความสมัครใจ พรรคการเมืองอาจนำไปปรุงรสหรือมีลูกเล่นที่เป็นจุดเด่นเพื่อหาเสียง ถ้าช่วยกันทำตลาดนัดนโยบายอย่างสร้างสรรค์ อาจเป็นช่องทางให้ประเทศมีการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ ช่วยแก้ความติดขัดทางการเมือง ให้ประเทศยกระดับการพัฒนาได้
นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า เครื่อข่ายสถาบันวิชาการและภาคประชาชนได้จัด “ตลาดนัดนโยบาย” ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนผู้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งฉุกคิดที่จะตั้งคำถามกับพรรคการเมืองที่กำลังประกาศนโยบายกันอยู่ โดยเครือข่ายจัดทำชุดนโยบายตัวอย่างให้ประชาชนเปรียบเทียบกับนโยบายของพรรคการเมือง ประชาชนฉลาดขึ้นมากในปัจจุบัน เมื่อฟังการหาเสียงแล้วย่อมจะตั้งคำถาม เช่น นโยบายแบบ "ให้ฟรี" หรือ "ลดแลก แจก แถม" ทั้งหลายจะต้องใช้งบประมาณสักเท่าใด จะหาเงินมาจากไหน หรือจะปัดภาระหนี้สินไปให้กับคนชั้นลูกหลานในอนาคต ทั้งนี้ตัวอย่างนโยบายของเครือข่ายจะบอกจำนวนงบประมาณที่ต้องใช้ไว้ด้วย แต่นโยบายพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะไม่บอกประชาชน
“รัฐธรรมนูญ 2550 ได้กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐไว้แล้วในหมวดที่ 5 ไม่ว่าจะเป็นด้านการให้ประชาชนมีงานทำ การกระจายรายได้ หลักประกันยามชรา หลักประกันการศึกษา สุขภาพ และสังคม แต่หลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยากชวนให้ประชาชนเปิดดูรัฐธรรมนูญหมวดที่ 5 มาตรา 75-87 ประกอบ และเรียกร้องซักถามจากพรรคการเมืองว่าจะบริหารอย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ โดยไม่ควรตื่นเต้นไปกับนโยบายหวือหวาหรือนโยบายแจกแหลกที่ขาดพื้นฐานทางวิชาการ” นพ.สุภกรกล่าว
ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กล่าวว่า เครือข่ายฯ ได้นำเสนอ “4 กลุ่มนโยบายจากภาคประชาชน” ทุกเรื่องผ่านการศึกษามาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้พรรคการเมืองมีนโยบายที่ติดดินและปฏิบัติได้จริง ไม่เพียงแต่ขายฝันเท่านั้น กลุ่มที่ 1
“ปัญญาไทยไม่อ่อนแอ” เป็นนโยบายพัฒนาพลังปัญญาของชาติ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ทุกตำบลทั่วประเทศ กองทุนเพื่อพัฒนาเยาวชนและสังคม และกองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ กลุ่มที่ 2 “คนไทยต้องไม่หิว” เป็นนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง ได้แก่ ยางพารา, ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล, การปรับระบบบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการบูรณาการที่จังหวัด และนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินทั่วประเทศ กลุ่มที่ 3 “คนไทยปลอดภัย” เป็นนโยบายสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้แก่ ระบบรถสาธารณะ นโยบายผักและผลไม้ปลอดภัย กลุ่มที่ 4 “คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน” เป็นนโยบายด้านสวัสดิการประชาชน อาทิ กองทุนสวัสดิการเพื่อการชราภาพ, กองทุนสวัสดิการแรงงาน, กองทุนการชดเชยความเสียหายจากการบริการสุขภาพ
“เรื่องเหล่านี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งต้องแก้ที่ฐานราก ไม่ใช่ประชานิยม เพราะประเทศไทยต้องแข่งขันในระดับโลก และมีเงื่อนไขระดับโลกที่กำลังคุกคามอยู่ ถึงเวลาแล้วที่พรรคการเมืองจะหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายที่เป็นข้อเท็จจริงมีข้อมูลหลักฐานมากกว่าเล่นเกมการเมือง เชื่อว่าพรรคการเมืองที่ต้องการทำงานเพื่อประเทศจริงๆ จะเห็นความสำคัญและหยิบยกนโยบายที่ประชาชนเรียกร้องไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.ปิยะวัติ กล่าว
นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า เครือข่ายจะติดตามตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองผ่านการจัดเวทีอีก 5 ครั้ง มีลักษณะเป็น “เวทีติดดาว” ให้พรรคการเมืองมาแสดงวิสัยทัศน์ในหมวดนโยบายหลักๆ โดยสถาบันวิชาการ และองค์กรสื่อจะสับเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพ เริ่มจากวันที่ 16 พย. เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ว่าแต่ละพรรคการเมืองจะนำพาประเทศไทยไปทางไหน ตามด้วยเวทีนโยบายเศรษฐกิจ เวทีนโยบายสังคม เวทีการศึกษา และเวทีความมั่นคง ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง
นายเถกิง กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะมีการ ‘ติดดาว’ ให้กับนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอในแต่ละเวที โดยมีทีม “คอมเม้นเตเตอร์” เวทีละ 5 คน ประกอบด้วยตัวแทนนักวิชาการที่เชี่ยวชาญประเด็นนั้นๆ 2 คน ภาคสังคม 2 คน และสื่อมวลชน 1 คน ร่วมตั้งคำถาม และประเมินว่านโยบายที่พรรคการเมืองทำมามีคุณภาพถึงเกณฑ์หรือไม่ ให้คะแนนออกมาเป็นดาว
“ที่สำคัญประชาชนทั่วไปที่รับฟัง จะเป็นผู้ร่วมติดดาวให้นโยบายที่พรรคการเมืองเสนอด้วย จนสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จะสรุปรวมดาวที่แต่ละพรรคได้ไป และแม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไป แต่ทางเครือข่ายฯ จะยังไม่หยุดทำหน้าที่เกาะติดการทำงานของรัฐบาลหน้า เพื่อติดตามผลว่าได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนหรือไม่” นายเถกิง กล่าว
วิจารณ์ พานิช
6 พ.ย. 50