สำเนียงส่อภาษา ภาษาสะท้อนจิตวิญญาณ

ฮัมเบอร์โต มาตูรานา และฟรานซิสโก วาเรลา ศึกษาเรื่องการรับรู้ เรียนรู้ ของมนุษย์มาหลายสิบปี เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามนุษย์นั้น จะมีข้อจำกัดว่า "ไปได้แค่ไหน" ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนภาษาการรับรู้นั้นเอง

เมื่อมีสิ่งกระตุ้น เข้ามาหาสฬายตนะของเรา ยังไม่เกิดอะไรขึ้นมากมายนักยกเว้นกระแสไฟฟ้าระหว่างเซลล์กระโดดไปกระโดดมาอยู่ชั่วขณะ จวบจนกระทั่งสมองของเราได้ "ให้ความหมาย" ณ ระดับการรับรู้ต่างๆ ตั้งแต่ reflex หรือการรับรู้วงจรระดับไขสันหลัง ไปจนถึงระดับจำได้หมายรู้ ผสมผสานความทรงจำ ความรู้สึก อารมณ์ ออกเป็นสัญญาต่างๆ ก็ส่งผลไปยังพฤติกรรม กระบวนความคิด ความรู้สึก และจิต ได้ต่อเนื่อง การให้ความหมายระดับที่เรารู้ตัว ก็จะส่งผลต่อความคิด จินตนาการ และการให้เหตุให้ผล และต่อพฤติกรรมการแสดงออกในที่สุด

คนไข้ ญาติคนไข้่ พยาบาล หมอ ฯลฯ ต่างๆก็จะมีพฤติกรรมที่สอดคล้อม ต่อเนื่องเชื่อมโยง กับรหัสและสัญญาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

เมื่อวันก่อน ผมได้ไปเยี่ยมบ้านคนไข้ แถวบ้านช่างหล่อ หน้าโรงพยาบาลศิริราช คนไข้อายุ 97 ปี เป็นแม่ของลูก 6 คน ยายของหลานบ้านนี้อีก 4 คน ทวดของเหลนอีก 3 คน เลี้ยงดูลูกโดยลำพังเพราะสามีเสียชีวิตไปกว่า 50 ปีแล้ว ปรากฏว่าคุณทวดโชคร้าย เป็นสมองเสื่อมและสมองฝ่อมา 6 ปี ขณะนี้ช่วยตัวเองไม่ได้ นอนบนเตียงปั๊มลม แขนขาข้อติดแน่น ต้องมีคนช่วยเหลือทำทุกอย่าง ใส่สายให้อาหารทางจมูก 1 เส้น สายสวนปัสสาวะอีก 1 เส้น

คนไข้ที่นอนติดเตียงแบบนี้ ก็จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดแผลกดทับ เพราะขยับตัวเองไม่ได้ ปกติเวลาคนเรานอนหลับ ปุ่มกระดูกที่ก้นกบ ที่ก้น ที่สะโพก จะกดทับกับเตียง แต่ก็จะมีการพลิกตัว เปลี่ยนท่า ทุกบ่อยๆ เราก็ไม่มีแผลเกิดขึ้น (ถ้าคนไม่เป็นอัมพาตอัมพฤกษ์เกิดแผลกดทับ แสดงว่าต้องนอนนิ่งๆอยู่นานกว่าทัั่วไปนานทีเดียว) ขับถ่ายก็จะต้องทำกันบนเตียง กินก็บนเตียง เรียกว่าต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

ที่น่าสงสารอีกประการหนึ่งก็คือ คุณทวดยังครองสติอยู่ดี ลืมตา กระพริบตา เรียกว่าสามารถตอบคำถาม yes no ได้ดีทีเดียว

คุณทวดเป็นแม่ม่าย สามีเสียไปเกือบ 50 ปีแล้ว เลี้ยงลูก 6 คนเพียงลำพังโดยทำนาและขายผัก อยู่ในละแวกฝั่งธนบุรีมาตลอดศตวรรษ ตั้งแต่บางกรวย ตลิ่งชัน มาจนบ้านช่างหล่อ เมื่อ 6 ปีก่อนเริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรงลง มาเป็นมากก็ 2 ปีที่ลูกไปพบว่าเข่าอ่อน ทรุดอยู่ในห้องน้ำ และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่สามารถลุกได้อีกเลย

คุณทวดหงุดหงิดที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ด้วยความที่เป็นนักสู้มาทั้งชีวิต ปกติจะใส่บาตรทุกวัน ทุกวันพระจะไปปลีกวิเวกและถือศีลที่วัด ปกติเป็นคนอารมณ์ดี ไม่เคยดุด่า ไม่เคยตีลูกแม้แต่ครั้งเดียว แต่จะสอนว่าให้ทำตัวอย่างไร พอต้องมาเป็นอัมพฤกษ์เช่นนี้ก็เสียใจ บอกกับลูกๆว่าไม่อยากจะเป็นภาระของลูกเลย ลูกๆบอกคุณทวดว่า "ไม่เป็นไร คราวนี้ถึงเวลาที่ลูกจะต้องดูแลคุณทวดบ้างแล้ว คุณทวดมีทั้งลูก ทั้งหลาน ทั้งเหลน ทุกคนยินดีที่จะดูแลคุณทวดให้ดีที่สุด

ลูกๆซื้อเตียง AIR-MATTRESS อย่างดี มีลมปั๊มสลับตลอดเวลาให้คุณทวดนอน เตียงนี้ดีมากช่วยเปลี่ยนตำแหน่งกดทับตลอดทั้งตัว ไม่ใ้ห้ถูกกดนานเกินไป ป้องกันแผลกดทับได้ดี ราคาประมาณ 30,000 กว่าบาท วางอยู่บนโครงเตียงพิเศษแบบโรงพยาบาล ทำให้ปรับระดับขา ศีรษะ ได้  ปรับท่าให้นั่ง นอน ได้สะดวก บนเตียงมีผ้าขวางปูทับผ้าพลาสติกเพื่อความสะดวกในการพลิกตัว ทำความสะอาด คุณทวดใส่สายจมูกเพื่อให้อาหาร และใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อขับถ่ายปัสสาวะ ทุกวันลูกๆจะให้อาหารเสริมผสมแบบเหลวทางสายจมูก และวิตามิน ยาบำรุง ตอนกลางคืนหลานสาวจะนอนในห้อง และตื่นมาช่วยพลิกตัวเปลี่ยนท่าคุณทวดทุกสองชั่วโมง คือ เที่ยงคืน ตีสอง ตีสี่ หกโมงเช้สเสร็จแล้วก็ออกจากบ้านไปขายของ ตอนกลางวันลูกสาวคุณทวดเป็นคนดูแล ทุกสามวันต้องช่วยล้วงอุจจาระออกจากก้นคุณทวด ซึ่งอุจจาระจะค่อนข้างแข็ง คุณทวดไม่ถ่ายออกมาเอง ทุกๆวันลูกและหลานจะช่วยทำความสะอาดร่างกายคุณทวดโดยการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นและผ้าชุบหมาด ทำความสะอาดทุกที่รวมทั้งบริเวณขาหนีบ ขาพับ ที่ต่างๆทุกตำแหน่ง

ทุกเช้าบ้านนี้จะใส่บาตร ลูกสาวก็จะเอาอาหารที่จะใส่บาตรมาให้คุณทวดจบก่อน แล้วจึงนำไปใส่บาตร คุณทวดก็เหมือนกับได้ใส่บาตรทุกเช้า มีงานอะไร เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ก็จะจัดเลี้ยงพระ รวมญาติ มากราบไหว้ ขอพร มาให้คุณทวดเห็นหน้าค่าตา ที่บ้านนี้มีเหลนคุณทวดสามคน ทุกคนเริ่มเรียนรู้วิธีการดูแลคุณทวด และเริ่มให้ความช่วยเหลือคุณแม่ คุณป้า และคุณยาย ในการดูแลคุณทวด

ที่บ้านเคยพาคุณทวดไป รพ.เอกชนใกล้ๆบ้านเดือนละครั้ง เพื่อตรวจเช็คร่างกาย เจาะเลือด เอกซเรย์ ได้รับยาความดัน เหล็กบำรุงเลือด วิตามิน ตอนหลังก็ค่อยๆเลื่อนเป็นทุกสามเดือน พยาบาลจากโรงพยาบาลศิริราชมาเดินเยี่ยม ทำกิจกรรมแถวๆนั้นตอนแรกยังไม่ทราบว่าคุณทวดอยู่ที่นี่ แต่ลูกสาวเคยอยู่ร่วมกิจกรรม และบางครั้งบอกว่าเดี๋ยวจะกลับบ้านไปป้อนข้างแม่ ตอนแรกพยาบาลก็ไม่ได้คิดอะไร จนกะทั้งเพื่อนบ้านบอกว่าบ้านนี้มีคุณทวดนอนติดเตียงอยู่ พยาบาลจึงได้ขออนุญาตลูกสาวมาเยี่ยมบ้านทุกเดือน เพื่อตรวจร่างกาย วัดความดัน และถามไถ่ทุกข์สุข ตอนนี้ยาต่างๆก็ไม่ได้กินอะไรมากแล้ว

ตอนที่พวกเราพากันไปเยี่ยมคุณทวด ก็วาดภาพต่างๆนานา เพราะยังคิดไม่ออกจากเรื่องที่เล่าสั้นๆก่อนไปโดยพยาบาลว่าเป็นอย่างไร พอไปถึงบ้าน (ชื่อบ้านว่า "บ้านชินบัญชร") เป็นตึกปูน 3 ชั้น มีหลายห้อง คุณทวดอยู่ห้องชั้นในชั้นล่างสุด นอนหลับตาอยู่ ลูกสาวก็เรียกบอกว่ามีคนมาเยี่ยม คุณทวดก็ลืมตาดูพวกเรา หมอจากสารพัดทิศ จากหาดใหญ่ เชียงใหม่ ตาก สกลนคร แม้แต่จากสิงค์โปร์ กำลังมุงดูคุณทวดอยู่ ผิวคุณทวดขาว นิ่ม สะอาดสะอ้าน เราตรวจร่างกายพบว่าไม่มีแผลกดทับแม้แต่จุดเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าทึ่งมากสำหรับการดูแลที่บ้าน เราพูดคุยกับลูกสาวคนดูแลหลักอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง Dr Rosalie Shaw วิทยากร palliative care จาำก APHN (Asia-Pacific Hospice Network) ให้ผมบอกกับลูกสาวว่า "ไม่มีโรงพยาบาลที่ไหน จะสามารถดูแลคุณทวดได้ดีเท่าที่ที่บ้านนี้ทำอีกแล้ว" ลูกสาวคุณทวดยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ไหว้รับคำชมอย่างถ่อมตน

พวกเรากลับจากเยี่ยมบ้านมาที่ห้อง conference แล้วก็พูดคุยกัน

"ใครอยากจะทำอะไร เพิ่มเติมใน case นี้บ้าง?" ดร.ชอว์ถาม

"อืม.... สงสัยว่าเราต้องทำอะไรกับอาการ constipation ของคุณทวดไหมครับ?" ผมถาม

"อา.... เธอติดกับดักฉันแล้ว" ดร.ชอว์ยิ้มอย่างเมตตา ดวงตาเป็นประกาย "นี่ไม่ใช่ constipation แต่เป็น controlled passing stool ต่างหาก" (การถ่ายอุจจาระที่ควบคุมได้) "ในผู้ป่วยที่ Bed-ridden และช่วยตัวเองไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการก็คือ ท้องเสีย หรือถ่ายเหลว หรืออุจจาระที่นิ่ม เป็นยาสีฟัน เพราะคนไข้จะควบคุมไม่ได้ และเราก็จะสวนล้างได้ลำบากมากขึ้น มันดีกว่ามากที่เราสามารถแคะออกทุกๆ 2-3 วันแบบนี้ หรือประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้ง"

พอผมได้ยิน controlled passing stool ก็เข้าใจทันที และก็นึกประหลาดใจ อ้อ... เราคิดจะทำอะำไรกับ constipation (ท้องผูก) ก็เพราะคำๆนี้มันส่อความหมายว่า "ผิดปกติ" สำหรับหมอ พยาบาลแล้ว พอเราได้ยินอะไรที่ให้สัญญาไปว่าเป็นความผิดปกติ เราก็มักจะอยากจะัรักษา ไปแก้ไขตลอดเวลา แต่ในทันทีที่เรา "เปลี่ยนสัญญา" ไปเป็นอย่างอื่น มันก็ส่งผลถึงกระบวนความคิด และพฤติกรรมของเราไปตามนั้นๆ

"ทีนี้ พวกเราเห็นไหมว่าคนไข้นอนอยู่บนอะไร?" ดร.ชอว์ถามต่อ

"เตียงลมครับ, ค่ะ" นักเรียน (โค่ง) ตอบกันเซ็งแซ่ เพราะคำถามนี้น่าจะปลอดภัย ไร้กับดัก

"แล้วพวกเธอได้ยินไหมว่าหลานสาวคุณทวด เขาทำอะไรทุกคืน" ดร.ชอว์ถามต่อ

"เธอพลิกตัวคุณยายทุก 2 ชั่วโมง เที่ยงคืน ตีสอง ตีสี่ หกโมงเช้าครับ, ค่ะ"

"จำเป็นไหม?" ดร.ชอว์ถาม "สำหรับเตียงที่ปั๊มลม ราคา 30,000 บาทนี้์?"

"อืม.... ไม่น่าจะจำเป็นนะคะ เพราะเตียงนี้ออกแบบมาให้น้ำหนักเปลี่ยนจุด เปลี่ยนตำแหน่ง ตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งก็คือเหตุผลที่เราให้คนไข้พลอกตัวทุกๆสองชั่วโมงนั่นเอง" นักเรียน (ซึ่งทีจริงคืออาจารย์แพทย์) ตอบ

"งั้นเราควรจะทำอะไรดี?์" ดร.ชอว์ยิ้ม ถามพวกเรา

"เราควรจะไปอธิบายไหมคะ ว่าแกไม่ต้องพลิกตัวบ่อยขนาดนั้น เพราะมันไม่จำเป็น เหนื่อยก็เหนื่อย ทำทั้งคืนเลย"

"เอาล่ะๆ นี่คือประเด็น" ดร.ชอว์ยิ้ม และอธิบาย "แต่ชั้นคิดว่าอาจจะไม่ทำอย่างนั้นซะทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ทำแน่ๆสำหรับการเยี่ยมครั้งแรก เราจะไม่ไปเที่ยวบอกว่านี่ถูก นี่ผิด และใน case นี้ที่เราเห็นแล้วว่าบ้านนี้ทำงานได้สมบูรณ์แบบงดงามขนาดนี้"

"เป็นความจริงที่ว่าการพลิกตัวคนไข้รายนี้ทุกสองชั่วโมงเป็นการกระทำที่อาจจะไม่จำเป็น เพราะเขาซื้อเตียงลมราคาแพงมาใช้ แต่ที่เขาทำ คงจะเป็นเพราะหมอที่ รพ.แนะนำ แต่น่าจะหมายถึงถ้าไม่มีเตียงลม"

"แต่สองปีมานี้ หลานสาวได้มานอนเฝ้าข้างเตียงยายของเธอ ตื่นนอนทุกสองชั่วโมงพลิกตัวคุณยายของเธอ เพราะกลัวเกิดแผลกดทับ กิจกรรมนี้ไม่ได้่เป็นเพียง NURSING CARE เพียงอย่างเดียวซะแล้ว มันอาจจะเป็น ritual ประจำวันของหลานสาวคุณทวดแกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นจากเตียงลม หรือจากอะไร แต่การที่แกทำอย่างนี้มาตลอดและคุณทวดไม่มีแผลกดทับเลย นั้นเป็นสิ่งที่คนในบ้านจะรับรู้"

"เราอาจจะพูดคุยกับหลานสาวของแกก่อนว่า แกทราบไหมว่าเตียงลมนี้ทำงานอย่างไร มีผลอะไรบ้าง และแกรู้สึกเช่นไรที่ต้องตื่นนอนมาพลิกตัวคนไข้ทุกคืนและทั้งคืน เหนือยไหม อยากจะพักไหม ให้พวกเราทราบก่อนว่า "กิจกรรมที่เราเรียกว่าไม่จำเป็นนั้น สำหรับตัวหลานสาวเขารับรู้เช่นไร?"

บางครั้ง พฤติกรรม หรือความคิดของเรานั้นขึ้นอยู่กับ "สัญญา หมายรู้" ของเราเยอะมากทีเดียว พอเราเรียกอะไรเป็นโรค เป็นความผิดปกติ เราก็ต้องหาทางแก้ไข รักษา พอเราเรียกอะไรเป็นของไม่จำเป็น ของฟุ่มเฟือย ของไม่มีประสิทธิภาพ เราก็เกิดความอยากเปลี่ยนแปลง อยากทิ้ง อยากหยุด ไปตามที่เราเรียก ที่เรานิยาม

ดร.ชอว์ ได้ demonstrate ว่า บางที palliative care นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเอาทฤษฎี นำเอาประสิทธิภาพ มาถมช่องว่างให้เต็ม แต่เราอาจจะต้องดูและดูให้เข้าใจก่อนว่า ช่องว่างที่เรากำลังถมนั้น อาจะเป็นไปด้วยสิ่งอืนๆ ที่จิตเรายังหยั่งไม่ถึง รับรู้ไม่ได้ อย่างที่ผู้ป่วยและญาติเขาสามารถจะหยั่งถึงและรับรู้ได้ เรามีสิทธิอะไรที่จะไปถมช่องนั้นด้วยสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราให้สัญญาหมายรู้ว่าดี ให้เต็มไปหมดโดยไม่ได้พิจารณาถึงการรับรู้ และสัญญาหมายรู้ของผู้อื่น?