สรุปประเด็นสำคัญจากวันที่สองของการประชุมสมัชชาสุขภาพและการฟังปาฐกถาพิเศษจาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี

เมื่อ พ.ร.บ. สุขภาพ บังคับใช้กับคนไทย....ไม่มีบทลงโทษหากคุณไม่นำสาระของกฎหมายไปปรับเปลี่ยนแนวคิดและการปฏิบัติตนเพื่อสร้างสุขภาวะของตนเอง....หากคนไทยไม่พยายามมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตามบริบทของธรรมชาติและการเกิดโรค ก็ไม่แปลกเลยที่ "ทุกขภาวะทางสังคม" กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆๆ

เป้าหมายของกฎหมายนี้...เพื่อสร้างชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยคุณค่าและความสุขในสังคมสุขภาพ....ชีวิตของผู้คนหลากหลาย มีการเรียนรู้และสร้างพลังปัญญา ขยับเขยื้อนสุขภาวะทางสุขภาพและบริบทอื่นๆ ของสังคม ได้แก่ บทบาทในการเพิ่มทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (ที่แนวคิดกิจกรรมบำบัดเน้นอยู่เสมอ) บทบาทในการลดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรม

เราสามารถกำหนดแนวคิดและข้อปฏิบัติที่สอดคล้องกับระบบสุขภาพ (เฉพาะส่วนกลางและส่วนพื้นที่) โดยจัดรูปแบบการทำงานที่มีการสื่อสารและกระบวนการเรียนรู้ในประเด็นที่ชัดเจน เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น นโยบายสาธารณะ สื่อสาธารณะ เชื่อมโยงกลไกการสนับสนุน การมีส่วนร่วมทางสุขภาพสังคมแบบองค์รวม เรื่องเร่งด่วนของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (คนพิการ เด็กพิเศษ ผู้บริโภคที่เสี่ยง) สร้างเครือข่ายทุกภาคประชาชน ชุมชน และสังคม เป็นต้น

จากการประสมประสานความคิดของผม หลังจากฟังอาจารย์ประเวศ วะสี สรุปประเด็นได้อย่างน่าสนใจ

การจัดการองค์ความรู้เหล่านี้ ต้องมีความยืดหยุ่นทุกภาคส่วน มีการประชุมอย่างเป็นระบบและมีรูปแบบสันติวิธีถึงการมีส่วนร่วมแบบฉันทคติ....เป้าหมายต่อไปของนวัตกรรมสุขภาพนี้คือการเรียนรู้แนวคิดออกมาสร้างการปฏิวัติทางสังคม....มีการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมอย่างสันติ ซึ่งถือว่าเป็นอุดมการณ์สูงสุดของมนุษยชาติ

แต่ปัจจุบัน! เรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอุดมการณ์ของเศรษฐกิจเสรี....มนุษย์กำลังแข่งขันกันพัฒนาเศรษฐกิจ (ของตนเองมากกว่าของสังคม) แย่งชิงทรัพยากรของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เน้นอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคเงินนิยม เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เกิดความยากจนและความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ประเทศไทยเกิดความอ่อนแอ....เป็นตัวอย่างที่เราต้องพิจารณาว่าน่าจะมีสาเหตุจาก 1. คนไทยไม่เคารพคุณค่าของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่จนกว่า 2. ระบบการศึกษาของคนไทยเน้นคุณค่าของสถาบันมากกว่าการสอนให้รู้จักเคารพคุณค่าของคนและสิ่งแวดล้อม 3. สังคมมีโครงสร้างดิ่ง-เพิ่มช่องว่างระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ไร้อำนาจ...ทำให้เศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรมไม่ดี ไม่ให้โอกาสพัฒนาผู้ไร้อำนาจ ได้แก่ ระบบราชการเน้นการใช้งบประมาณมากเกินไปแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระดับชาติได้ เพราะเน้นพวกและเห็นแก่ตัว บริหารแบบแยกส่วนมากกว่าบริหารเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม

ท่านอาจารย์ประเวศ แนะนำเครื่องมือแก้ความติดขัดขององค์กร ชุมชน และประเทศไทยดังนี้

  • ใช้แนวคิดทางสายกลาง คิดอย่างเชื่อมโยง ไม่แยกส่วนความคิดหรือการปฏิบัติที่บวกหรือลบจนเกินไป
  • สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน เช่น การอยู่ร่วมกันอย่างมีสุขภาวะ
  • เชื่อมโยงความรู้ (สติปัญญา วิชาการสาธารณะ วิจัยลงจากหิ้ง) นำไปเผยแพร่และจัดการความรู้เพื่อประชาชนและสังคม ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงเพื่อให้ผู้บริหารองค์กร นักการเมือง ผู้สร้างนโยบาย/กฎหมาย ได้พัฒนาแนวทางหรือปฏิบัติการขับเคลื่อนพัฒนาสังคม (แก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและมีประสิทธิผล)