พระผู้เฒ่าอดีตโหราจารย์

   เรื่องของพุทธสาวกองค์แรกที่จะได้นำมากล่าวถึง คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านนี้ เนื่องจากท่านนับว่าเป็นสาวกองค์แรกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวของท่านมีอยู่ว่า

   พระอัญญาโกณฑัญญะ เดิมท่านชื่อว่า โกณฑัญญะ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลโทณวัตถุ เมืองกบิลพัศดุ์ เรียนจบไตรเพท เชี่ยวชาญในพยากณ์ศาสตร์ จึงเป็น 1 ใน 8 พราหมณ์ ที่ได้รับเชิญเข้าวังเพื่อทำนายพระลักษณะ และขนานนามเจ้าชายสิทธัตถะ ในบรรดาพราหมณ์ทั้ง 8 ท่านโกณฑัญญะหนุ่มแน่นกว่าใครเพื่อน

                             

  ที่มา http://www.intania82.com/uploads/post-15-1091040869.jpg

    ในขณะที่พราหมณ์อื่นๆทำนายเป็นสองคติว่า ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ครองเพศฆราวาส จะได้เป็นจักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่หากออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกในโลก พราหมณ์หนุ่มโกณฑัญญะเพียงผู้เดียวที่ยืนยันว่า พระองค์จะออกผนวชและจะได้เป็นศาสดาเอกแน่นอน ฟันธง!

                    

                     ที่มา http://www.watcherry.iirt.net/icon/17.jpg

    ครั้นเมื่อยามที่เจ้าชายเสด็จออกผนวช โกณฑัญญะจึงชวนบุตรของพราหมณ์ที่เข้าวังในครั้งนั้นออกตามเสด็จ โดยรวมได้ 4 คน ทั้งหมดตามไปบวชคอยเฝ้าปรนนิบัติพระองค์ โดยเชื่อมั่นในพระองค์ว่าจะเป็นพระบรมศาสดาอย่างแน่แท้

     ในสมัยนั้นเชื่อว่าการจะบรรลุจุดหมายปลายทางของชีวิตได้ ต้องดำเนินไปใน 2 ทาง คือ ทางที่หนึ่งเป็นการเสพความสุขทางเนื้อหนังมังสา อันเรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค อีกทางหนึ่งเป็นการทรมานตนเองด้วยตบะต่างๆ อันเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

                                  

                 ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/picture/p19.jpg

     พระพุทธเจ้าทรงผ่านทางแรกมาตั้งแต่สมัยอยู่ในพระราชวัง ทรงเห็นได้แน่แล้วว่าทางนั้นมิใช่หนทางสู่การบรรลุธรรมได้ มีแต่จะทำให้จมในห้วงแห่งทุกข์ต่อไป จึงเสด็จออผนวชแล้วไปบำเพ็ญทางจิต (ระบบโยคะ) กับดาบสทั้งสอง แต่ทว่าอาจารย์ทั้งสองก็มิได้นำพาให้ท่านบรรลุได้ พระองค์จึงทรงออกมาทรมานตนเอง จนถึงขั้นสูงสุดคืออดอาหาร

                                    

 ที่มา http://www.intania82.com/uploads/post-15-1091285010.jpg

     ในที่สุดพระองค์ก็ทรงเห็นว่าทางนี้ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน จึงทรงกลับมาใช้ระบบโยคะอีกครั้ง พร้อมได้พระสติว่า "ทุกอย่างต้องพอดีจึงจะดี" คราวนี้พระองค์จึงไม่ก้าวเลยไปถึงสมาบัติ 8 หากแต่เข้าสมาธิจนได้ฌาน 4 แล้ว ก็ทรงใช้ฌาน 4 นั้นเป็นบาทแห่งวิปัสสนา เมื่อทรงใช้วิปัสสนาในไม่ช้าก็ทรงได้ตรัสรู้

   กลับมากล่าวถึงพราหมณ์ทั้ง 5 ซึ่งรวมเรียกว่า ปัญจวัคคีย์ ที่หมายใจว่าพระองค์จะได้สำเร็จพระโพธิญาณ ครั้นทรงเลิกทุกรกิริยา หันมาเสวยพระกระยาหาร ก็พากันผิดหวัง โดยเฉพาะโกณฑัญญะผู้เคยเชื่อมั่นมาตั้งแต่ต้น ถึงกับประณามว่า พระองค์ทรง "คลายความเพียร เวียนมาเป็นคนมักมาก"

   โกณฑัญญะได้ชวนพรรคพวกหนีไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ป่าสวนกวาง) ซึ่งอยู่ห่างไปจากตำบลพุทธคยา สถานที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร

   เมื่อเหล่าพราหมณ์จากไปกลับเป็นผลดีต่อพระองค์ เพราะมีแต่ความสงบ สะดวกแก่การบำเพ็ญเพียรทางจิต ในไม่ช้าพระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงรำลึกถึงอุปการคุณของปัญจวัคคีย์ที่เคยรับใช้พระองค์มา ก็เสด็จมุ่งตรงไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อแสดงธรรมโปรด

   ทันทีที่เสด็จมาถึง ปัญจวัคคีย์อันมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า พูดกันว่า "มาแล้วผู้คลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมาก คงไม่มีใครดูแลสิท่า จึงบากหน้ามาหาเรา เราอย่าต้อนรับ ปูแต่อาสนะไว้ อยากนั่งก็นั่ง ไม่อยากนั่งก็ตามใจ"

   ครั้นพระองค์เสด็จมาถึงจริง ต่างก็ลืมสัญญาที่ให้แก่กัน ลุกขึ้นต้อนรับพระองค์ แต่ปากยังแข็งอยู่ เรียกพระองค์ว่า "อาวุโส โคดม" พระองค์ตรัสปรามว่า "อย่าเรียกเราเช่นนั้น เราได้ตรัสรู้แล้ว นั่งลง จะแสดงธรรมให้ฟัง" ท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ไม่เชื่อ ขนาดอดข้าวแทบตายยังไม่บรรลุ นี่กินข้าวจนอ้วนแล้ว จะมีทางบรรลุได้อย่างไรว่าอย่างนั้นเถอะ พระพุทธองค์ตรัสให้รำลึกว่า ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมามีครั้งใดบ้างที่ทรงตรัสคำนี้ ทำให้ปัญจวัคคีย์เริ่มเชื่อว่าน่าจะเป็นจริง จึงนั่งลงฟังธรรม

                              

                ที่มา http://www.buddhasd.se/images/bd12.jpg

   พระพุทธองค์ตรัสแสดงอริยสัจ 4 ให้ปัญจวัคคีย์ฟัง เนื้อหาเริ่มด้วยตรัสถึงทางสองทางที่ไม่ควรดำเนิน คือ การหมกมุ่นในกาม กับการทรมานตนเอง แล้วตรัสถึงทางที่ควรดำเนิน คือ มัชฌิมาปฏิปทา (คืออริยมรรคมีองค์ 8) เสร็จแล้วก็ทรงแสดงอริยสัจ 4 ครบวงจรโดยละเอียด

    สิ้นสุดพระธรรมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม คือ รู้เห็นตามเป็นจริงว่า " สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับเป็นธรรมดา" พระพุทธองค์ก็ทรงเปล่งอุทานเป็นภาษาบาลี ซึ่งถอดความได้ว่า (เนื่องจากไม่สามารถพิมพ์ภาษาบาลีได้) "ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ "

     โกณฑัญญะทูลขอบวช พระองค์ทรงบวชให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า " เอหิภิกขุอุปสัมปทา" เพราะตรัสสั้นๆเพียงว่า " จงมาเป็นภิกษุด้วยกันเถิด" ซึ่งการบวชด้วยวิธีดังกล่าว พระพุทธองค์เท่านั้นทรงใช้ และทรงใช้เพียงระยะหนึ่งก็ทรงเลิก จากนั้นประทานให้การบวชเป็นหน้าที่ของภิกษุสงฆ์ทำกันเอง ทรงใช้วิธีนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งบวชให้ สุภัททปริพาชก ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

     ท่านอัญญาโกณฑัญญะ กว่าจะได้บวชก็อายุมากแล้ว พระพุทธองค์ทรงยกย่องในเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทาง "รัตตัญญู" (แปลกันว่า ผู้รู้ราตรีนาน) หมายถึงผู้มีประสบการณ์มาก ผ่านเรื่องราวมามากมาย บางท่านว่า รัตตัญญูนี้เป็นตำแหน่งโหร ซึ่งย่อมาจาก "อโหรัตตัญญู" (แปลว่าผู้รู้ทั้งกลางวันและกลางคืน หมายถึงโหราจารย์)

      ต่อมาท่านทูลลาพระพุทธองค์ไปจำพรรษาอยู่ริมฝั่งนำมนทากินี ในป่าฉัททันต์ เชิงเขาหิมพานต์ นานๆจะมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ท่านมีหลายชายคนหนึ่ง นามว่า ปุณณะ บุตรของน้องสาวท่าน ท่านเห็นว่าจะเป็นกำลังให้พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี จึงนำมาบวชเป็นภิกษุ นามว่า ปุณณมันตานีบุตร ภายหลังได้เป็นพระธรรมกถึกชั้นยอด ทำงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาร่วมกับพระสาวกอื่นๆ

      พระอัญญาโกณฑัญญะมีอายุยืนยาวถึง 90 ปี จึงนิพพานที่เชิงเขาหิมพานต์ อันเป็นสถานที่ที่ท่านชอบอยู่ประจำ นัยว่าพระอนุรุทธเถระเป็นประธานในการจัดการเผาศพท่าน แล้วนำอัฐิท่านไปถวายพระพุทธองค์ที่เวฬุวัน พระพุทธองค์ทรงให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านไว้ ให้เป็นที่สักการะบูชาของประชาชนต่อไป    

    แหล่งอ้างอิง : พุทธสาวก พุทธสาวิกา โดย อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก (ราชบัณฑิต)