โอกาสดีที่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการจัดทำธรรมนูญสุขภาพร่วมกันทุกระดับของประชาคมสังคม ณ ห้องประชุมแอสแคป ฮอล์ล อาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ วันที่ ๑-๒ พ.ย. ๕๐

ผมจับประเด็นได้หลายเรื่องจากการเป็นตัวแทนวิชาชีพกิจกรรมบำบัด เข้าร่วมสมัชชาสุขภาพ หนึ่งในจำนวนผู้เข้าร่วม ๑,๔๐๐ คน ในเวทีขับเคลื่อนและร่วมเรียนรู้ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ ๒๕๕๐ (เป็นกฎหมายโดยประชาชนที่ใช้เวลานานถึง ๗ ปี)ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

เวทีเสวนา "พ.ร.บ. สุขภาพฯ จะมีน้ำยาจริงหรือ?" มีกลุ่มผู้วิพากษ์หลายระดับที่สร้างประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

  • น้ำยาของ พ.ร.บ. ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาถึง "ภาษาง่ายๆ ของพ.ร.บ. และการนำไปใช้ต่อเพื่อสร้างสุขสภาวะ...จากคนไทยสู่คนไทยในทุกระดับชุมชนที่สื่อสารได้อย่างเข้าใจและได้พลังของการมีส่วนร่วมด้วยใจ"
  • เราทุกคนต้องรู้เท่า รู้ทัน รู้ทั่ว ต้องเข้าใจในสิ่งที่ควรรู้ สิ่งที่พบ สิ่งที่เป็นแนวทางแก้ไขและกำหนดทิศทางได้ และต้องค่อยๆพัฒนาพ.ร.บ. ให้กำหนดเป็นข้อปฏิบัติต่อไปอย่างยั้งยืนและมีทิศทางเดียวกัน
  • การปรับทัศนคติและความคิดของคนไทยนั่นยาก....แต่เราสามารถใช้สื่อมวลชนให้เป็นเครื่องมือคุณภาพอย่างเหมาะสม
  • ภาคธุรกิจเอกชนก็กำลังพัฒนาระบบคืนกำไรสู่ความรับผิดชอบของสังคม แต่ต้องสร้างระบบการขับเคลื่อนและเรียนรู้ร่วมกับสื่อมวลชนและประชาคม (สื่อและนโยบายสาธารณะ)
  • ระบบการเรียนรู้สุขภาพของตนเอง คือกระบวนการที่ทุกคนต้องสร้าง มากกว่ารอซ่อมแซมสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์ ระบบของการบริการทางการแพทย์ต้องมีการปฎิรูปในทุกระดับให้กลายเป็นระบบการเรียนรู้สุขภาพสู่สุขภาวะของสังคม
  • เส้นทางของพ.ร.บ. สุขภาพเป็นเพียงกุญแจหนึ่งของการไขประตูที่เต็มไปด้วยปัญหาและสิ่งท้าทายของระบบที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง หากเราร่วมกันปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายเล็กๆ เฉพาะประเด็นหรือเฉพาะส่วนชุมชน อีกช่วงเวลาหนึ่งก็จะเกิดกระบวนการสร้างเส้นทางมากมายให้ตรงกับเป้าหมายใหญ่ของสังคม
  • เราทุกคนต้องสร้างความเข็มแข็งของสังคม การมีส่วนร่วมในทุกประชาคมทางสังคม และประมาณความคาดหวังของสังคมอย่างเหมาะสม.....ต่อต้านกลุ่มกินบ้านกินเมือง และพัฒนาวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (การแบ่งปันของคนไทย) ด้านสุขภาวะและธรรมชาติของสังคม ลดกรอบรักษาทางการแพทย์ แต่เพิ่มหลักสูตรพัฒนาตนเองในการมีพฤติกรรมทางโภชนาการ การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพอื่นๆ อย่างสมบูรณ์ ตลอดทุกช่วงวัย

คราวนี้ทุกท่านคงกลับไปคิดและทำการบ้านเพิ่ม....ว่าคนไทยน่าจะใช้ศาสตร์ทางกิจกรรมบำบัดในการดำเนินชีวิตให้มีสุขภาวะทางสังคมได้อย่างไร จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการรักษาระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการมากน้อยเพียงใด ลองร่วมเสนอความคิดเห็นกันเถอะครับ