เพลงพื้นเมือง

๑ พม่าเขว
        เพลงพม่าเขวชั้นเดียว  เพลงทำนองเก่าสำเนียงพม่า  ประเภทหน้าทับพม่ามี ๒ ท่อน ท่อนละ ๘ จังหวะ  จัดอยู่ในเพลงประเภทเพลงเกร็ด  เพลงนี้นายบุญยงค์  เกตุคง  นำทำนองไปแต่งเป็นเพลงเถา    เรียกชื่อใหม่ว่าเพลงชเวดากอง(เพลงนี้ท่านคงเคยผ่านหูมาบ้างที่เด็กเด็กร้องว่า”ช้าง ข้าง ช้าง ช้าง ช้าง  น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า?)

๒ เพลงพื้นเมืองภาคเหนือ
ประกอบด้วยเพลง
        ฤๅษีหลงถ้ำ เพลงนี้มีความไพเราะมากขนาดฤาษีที่ออกจากถ้ำ เมื่อฤๅษีได้ยินถึงกับหาทางกลับถ้ำของตัวเองไม่ถูก(เขาเล่าว่า)
        ล่องแม่ปิง เป็นเพลงทำนองเก่าของทางล้านนาที่จรัล  มโนเพช็ร  ได้นำทำนองเพลงนี้มาใส่คำร้อง
และขับร้องโดย  สุนทรี  เวชานนท์  ในชื่อเดียวกัน
        ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนที่มีชื่อเสียงของชาวล้านนา
ผู้แสดงจะฟ้อนเลียนแบบท่าทางการสาวไหมของหญิงสาวชาวล้านนา
(ไหมของชาวล้านนาคือฝ้าย)การแสดงชุดนี้กล่าวกันว่าเป็นเป็นการแสดงที่ดัดแปลงมาจากการฟ้อนเจิงหรือฟ้อนเชิงของผู้ชายแต่ดัดแปลงให้มีลีลาที่อ่อนช้อยมากขึ้น การแสดงชุดนี้ทางชมรมพื้นบ้านล้านนาได้รับการถ่ายทอดมาจาก แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์  ซึ่งได้เรียนเจิงสาวไหมจากพ่ออุ้ยกุย สุภาวสิทธิ์และได้ดัดแปลงให้อ่อนช้อยตามแบบผู้หญิงจึงเป็นต้นแบบของการฟ้อนสาวไหมที่จังหวัดเชียงราย นิยมฟ้อนประกอบเพลงสาวไหม ซึ่งเป็นเพลงที่นายโม ใจสม ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนให้กับแม่ครู ไม่เหมือนกับของทางนาฏศิลป์ที่ใช้เพลงปั่นฝ้ายซึ่งเป็นเพลงที่พ่อครูไชยลังกา เครือเสน ใช้ประกอบการขับซอ และมีท่อนสองซึ่งแต่งโดยเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ประกอบการแสดง ลีลาท่าฟ้อนก็แตกต่างไปจากของดั้งเดิมมาก

ภาพแสดง การฟ้อนสาวไหม(แบบเชียงราย)
(หมายเหตุ :
นอกจาการฟ้อนสาวไหมจะเป็นนาฏศิลป์แล้วการฟ้อนนี้ยังเป็นศิลปะป้องกันตัวอีกด้วยเพระได้แม่แบบการฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ เป็นต้น ใครมีแฟนที่ฟ้อนสาวไหมเป็นควรระมัดระวังเพราะเธอเป็นมวยนะครับ)
        ปราสาทไหว
ปราสาทไหว เพลงพื้นเมืองทำนองหนึ่งของล้านนา เครื่องดนตรีพื้นเมืองที่นิยมนำมาบรรเลงคือ เปี๊ยะ ซึง สล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนิยมใช้บรรเลงนำขบวนแห่ศพ
หากเป็นศพที่ใช้รถลากหีบศพจะนิยมทำเป็นปราสาทยอดแหลม เวลาลากรถจึงทำให้ปราสาทยอดแหลมสั่นไหวด้วยแรงสะเทือน จึงเรียกเพลงนี้ว่า "ปราสาทไหว"
ส่วนของทางล้านนาพอจะพบได้ว่าไม่มีการบรรเลงวงป๊าดประกอบการเทศน์ หรือถ้ามีวงจะบรรเลงก็จะใช้เพลงเพียงไม่กี่เพลง อาทิ เพลงมวย เพลงเก๊าฮะ เพลงใบไม้น้อย มอญลำปาง เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่จะใช้เล่นกันไม่กำหนดตายตัว เพราะคณะศัทธามุ่งบรรเลงเพื่อสลับช่วงตุ๊เจ้าพักเท่านั้น ไม่ได้หมายจะเล่นประกอบการละครใด ๆ

๓ เพลงพื้นเมืองภาคอีสาน
เซิ้ง คำว่า "เซิ้ง" นิยมใช้ในงานบุญบั้งไฟ การเซิ้งบั้งไฟเป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์เซิ้ง ลักษณะขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลองตุ้ม พังฮาด หรือในบางครั้งก็มีโทนประกอบ
        นิยมเซิ้งกันเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่ ๓-๔ คนขึ้นไป จะมีหัวหน้าเป็นคนขับกาพย์เซิ้งนำ แล้วคนอื่นๆ
จะร้องรับไปเรื่อยๆ อย่างเซิ้งในบุญบั้งไฟที่ว่า
       "โอ เฮา โอ ศรัทธา
เฮาโอขอเหล่าโทนำเจ้าจักถ้วยดักมายายหลานชายให้คู่ตายเป็นผีสินำมาหลอกคันให้แล้วหลายแก้วสิให้พรเลี้ยงควายดำให้เป็นโตเขาแก้ว
        ขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโอหวานจ้วยจ้วยต้วยปากหลานชายคันบ่คู่ตูข้อยบ่หนีออกจากบ้านสิหว่านดินนำเลี้ยวควายด่อนให้เป็นโตเขาคำเลี้ยงใหญ่แล้วกะคาดไฮ่คาดนา
ส่วนการที่มีความเข้าใจว่า เซิ้ง หมายถึงการฟ้อนของคนอีสานนั้นน่าจะมาจากการประดิษฐ์ท่ารำ
"เชิ้งกระติบ ขึ้น โดยนำเพลงมาจากหมอลำ และใช้ดนตรีประกอบด้วย กลอง แคน ซึง กรับ โปงลาง
ซึ่งในครั้งนั้นผู้แสดงทุกคนแต่งตัวนุ่งซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง และนำกระติบข้าวห้อยทางไหล่ขวา สาเหตุของการนำกระติบข้าวมาใช้ในการแสดง
        เพราะเห็นว่ากระติบข้าวเป็นสัญลักษณ์ของคนอีสาน การเซิ้งครั้งแรกนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมาได้มีการนำไปแสดงกันแพร่หลาย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เซิงกระติบข้าว" มีการดัดแปลงท่ารำอีกมากมาย เช่น เซิ้งสวิง
เซิ้งสาวไหม เซิ้งข้าวปุ้น เซิ้งกระด้ง เซิ้งกระหยัง เซิ้งสาละวัน เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เป็นต้น
         แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะเป็นลักษณะของการฟ้อนมากกว่าการเซิ้งดังที่ได้อธิบายมาแล้ว พิธีแห่ปราสาทผึ้ง ซึ่งมีความหมายเดียวกับจองพาราของภาคเหนือ ก็คือ ปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้าปราสาทผึ้งของ ภาคอีสานจะทำจากขี้ผึ้งหล่อขึ้นอย่างสวยงาม
        บุญออกพรรษานี้บางจังหวัดในภาคอีสานจะมี การละเล่นไหล เรือไฟด้วยโดยชาวบ้านจะนำหยวก กล้วย
หรือไม้ไผ่มา ทำเป็นรูปเรือรูปสัตว์ต่างๆ ประดับไฟอย่างสวยงามปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ
        บางตำนานก็ว่าทำเพื่อปลดปล่อยทุกข์ บ้างก็ว่าเพื่อ
บูชาแม่พระคงคาประเพณีไหลเรือไฟนี้ทำกันในทุก จังหวัดริมแม่น้ำโขงเช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย เลย แต่ที่ทำเป็นงานใหญ่คือ จังหวัด นครพนม
การทำปราสาทผึ้งของชาวอีสานมีการทำติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
       ซึ่งรูปแบบการทำได้มีการพัฒนาจากแบบดั้งเดิมที่ใช้ต้นกล้วยและก้านกล้วยมาทำเป็นโครงปราสาท แล้วนำขี้ผึ้งที่หล่อออกมาเป็นรวงผึ้ง ติดลงในโครงปราสาทก่อนจะประดับดอกไม้สดให้สวยงาม พัฒนามาเป็นต้นเทียนที่ประดับประดาด้วยเทียนรูปดอกไม้ที่ได้มาจากการนำผลสำมะลีพืชพื้นเมืองที่สุกจัด
        ซึ่งมีรูปร่างเป็นแฉกทรงกลมจุ่มน้ำเทียน จนมาถึงปราสาทผึ้งประยุกต์ที่มักมีรูปทรงคล้ายโบสถ์วิหาร ซึ่งร้อยเรียงต่อกัน ๓ ยอด ๕ ยอด หรือ ๗ ยอด ขึ้นอยู่กับการออกแบบของช่างแต่ละคน     

        โดยมีเรื่องราวทางพุทธศาสนามาประกอบ
เทียนสีหมากสุกเป็นสีหลักที่ถูกนำมาประดับตกแต่ง
โดยในระยะหลังการทำปราสาทผึ้งที่เน้นเรื่องความสมจริงมากขึ้นจึงมีสีหลังคาอย่างสีเขียวและสีแดงเข้ามาประกอบด้วย
         ปัจจุบันลวดลายไทยที่ประดับตกแต่งปราสาทผึ้งทั้งหมดไม่ได้มาจากการสลักเสลาลงบนเทียนโดยช่างผู้ชำนาญเหมือนสมัยก่อน แต่ใช้วิธีการทำแม่แบบด้วยดินน้ำมัน ก่อนจะใช้ซิลิโคนหล่อแบบขึ้นแล้วใช้น้ำเทียนหยอดเพื่อขึ้นรูป
        แม้จะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเข้าช่วยเหลือแล้ว
แต่การทำปราสาทผึ้งก็ยังต้องใช้เวลาร่วมเดือนกว่าส่วนประกอบต่าง ๆ จะได้รับการหล่อและประกอบจนเสร็จสิ้นขณะที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างนครพนมแม้จะมีการฉลองเทศกาลออกพรรษาเช่นเดียวกัน แต่ความที่เป็นจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ ริมแม่น้ำโขง ประเพณีออกพรรษาของที่นี่ จึงเปลี่ยนมาเป็นการไหลเรือไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแทน
แว่วเสียงโปงลางหรือหมากกลิ้งกล่อม เป็นทำนองสนุก
แหย่ไข่มดแดง
         เป็นเพลงทำนองเร้าใจแสดงความรู้สึกของชาวท้องถิ่นหนุ่มสาวที่ออกไปหาอาหารแล้วพบปะกันมีการเกี้ยวพาราสีกัน

๔ เพลงพื้นบ้านภาคใต้
        เพลงลากูดูวอ  เพลงลากูดูวอเป็นเพลงเต้นรำเท้า ๒ จังหวะ
เป็นเพลงครูหรือเพลงเอกของชาวมุสลิมนิยมใช้บรรเลงประกอบการเต้นรำมาแต่สมัยโบราณ  ลากูดูวอ
แปลว่า  เพลงสองจังหวะ  เนื้อเพลงมีความหมายว่า
ภูติพรายหน้าฉาบสีขาบข้น          สู่ดินดลหวังหมายทำลายสิ้น
ดอกจำปาสีน้ำเงินเป็นปีกบิน                อยู่ถิ่นนั้นหอมกลิ่นมาถิ่นนี้
เพลงบุหงารำไป  เป็นเพลงสำเนียงฝรั่งอย่างมาก  ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ
เพลงปราคำเปา   
เพลงปราคำเปาเป็นเพลงที่ใช้ประกอบการรำของชาวมุสลิมภาคใต้ของไทยเพลงหนึ่งหรือเรียกว่าเพลงรองเง็ง

๕ นกเขามาระปี
        เพลงประกอบระบำ เรียกว่าระบำนกเขามะราปี นายมนตรี ตราโมท
แต่งทำนองเพลงและบทร้องใช้เป็นระบำประกอบในละครเรื่องอิเหนาตอนประสันตาต่อนก
ชื่อเพลงเรียกนกเขามะราปีตามชื่อภูเขามะราปี ซึ่งเป็นสถานที่ต่อนกของตัวละคร
ละครเรื่องนี้จัดแสดงให้ประชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓

๖ รองเง็ง
        ร็องเง็ง มีวิวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวเสปนหรือโปรตุเกส
       ซึ่งนำมาแสดงในแหลมมลายู เมื่อคราวที่ได้มาติดต่อทำการค้าแต่เสื่อมความนิยมไปชั่วระยะหนึ่ง
       ใน พ.ศ.๒๔๙๔ ได้มีการรื้อฟื้นร็องเง็งขึ้นโดยท่านขุนจารุวิเศษศึกษากร ศึกษาธิการอำเภอเมืองปัตตานี ท่านได้นำเพลงรองเง็งดั้งเดิม ๒ เพลง คือ ลากูดูวอ
และเมาะอีนังชวามาปรับปรุงท่าเต้นขึ้นจากรองเง็งเดิม
เพื่อแสดงในงานปิดอบรมศึกษาภาคฤดูร้อนของคณะครูจังหวัดปัตตานี
        ปรากฏว่ารองเง็งกลายเป็นที่แปลกใหม่ และได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
        ต่อมาสมาคมงัตของชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ได้นำเพลงจินตาซายังปูโจ๊ะปีชัง เลนัง ฯลฯ จากมาเลเซียเข้ามาเผยแพร่ทำให้มีเพลงรองเง็งมากขึ้น
และมีผู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและประดิษฐ์ดัดแปลงท่าเต้นขึ้นใหม่ซึ่งรวบรวมได้ถึง ๑๓ เพลง

๗ ค้างคาวกินกล้วย
        เพลงอัตราจังหวะสองชั้น ทำนองเก่า ใช้ประกอบการแสดงละคร
    เป็นเพลงที่มีลีลาทำนองอัตราจังหวะกระชั้น รุกเร้า ชวนให้อารมณ์คึกคัก สนุกสนาน หรืออารมณ์ตลกขบขัน เพลงนี้มีสามท่อน เพลงนี้มีหลายชื่อเช่น แร้งกระพือปีกหรือ ลิงถอกกระดอเสือ