นโยบายเกิดจากผู้มีอำนาจแล้วนำไปสู่การวางแผน หรือโครงการศึกษาพ.ศ.2441 ก็วางเป็นแผนรูปธรรม แผนนั้นก็ดูสวยหรู โอโห..ดีเหลือเกินเพื่อจัดการศึกษาใน กท. ในหัวเมือง วางแผนการศึกษาสามัญ วิสามัญ เป็นระบบเพื่อส่งเสริมคนเข้าสู่การรับราชการ ปรากฏว่าพอมาทำจริงเจอปัญหาเพราะคนละบริบท มันก็เลยล้มเหลว พอล้มเหลวก็นำมาสู่การวางนโยบายใหม่ว่าในเมื่อนโยบายเดิมมันไม่สำเร็จ นำไปสู่การวางแผนแล้วล้มเหลว มันก็ต้องมีการทบทวน ประเมิน ปรับปรุงแล้วนำไปสู่การกำหนดนโยบายใหม่ ซึ่งนโยบายใหม่นี้ก็คือการนำไปสู่การวางแผนเพื่อทำโครงการศึกษาฉบับใหม่ อันนี้คือความสัมพันธ์กับนโยบายกับการวางแผน มันจะเป็นวัฏจักร

รายวิชานโยบายและการวางแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น โดย ดร.นิคม นาคอ้ายและนักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วันเสาร์ที่ 20 ต.ค. 2550

ชูศักดิ์ ผ่องแผ้ว

การวิเคราะห์โครงการศึกษา พ.ศ.2441
คุณชูศักดิ์  ผ่องแผ้ว  เป็นผู้รายงานและทำการวิเคราะห์ในหัวข้อนี้ไว้ดังนี้
            โครงการศึกษา พ.ศ.2441 เป็นแผนการศึกษาฉบับแรกที่ได้ประกาศใช้ พ.ศ. คือ พ.ศ.ที่ประกาศใช้ หลังจากที่ ร.5 เสด็จกลับจากประพาสยุโรป หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับจากประเทศยุโรปก็ไปเห็นความเจริญของประเทศยุโรป ก็มองย้อนกลับมาดูประเทศไทย ก็ได้พบกับความล้าหลังของการศึกษาของเราแล้วนักเรียนไทยที่ส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทดสอบพื้นความรู้แล้วได้ผลสัมฤทธิ์ต่ำ ไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน ต้องไปศึกษาพื้นฐานใหม่หลายปีกว่าจะไปเรียนต่อได้ตามปกติ จริง ๆ แล้วโครงการศึกษาฉบับนี้เหมือนเป็นแผนการศึกษาฉบับแรก โครงการศึกษา พ.ศ.2441 ได้แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาคที่ 1กล่าวถึงการจัดการศึกษาใน กทม.กล่าวถึงเรื่องในการศึกษา แผนการศึกษามีลำดับชั้นจัดให้มีการเล่าเรียนทั้งสามัญและการเล่าเรียนพิเศษ การเล่าเรียนพิเศษนี่ก็เป็นการเล่าเรียนเพื่อไปประกอบอาชีพ เป็นครู เป็นแพทย์ แล้วก็มีการศึกษาถึง 4 ระดับ คือ มูลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา มีการกล่าวถึงวิธีการสอบไล่ แล้วก็ว่าด้วยการประมาณจำนวนเด็ก อายุของเด็กที่จะเข้าเรียน ที่เป็นเนื้อหาของตัวโครงการศึกษา พ.ศ.2441 ที่นี้ก็มีในหมวด 1 ว่าด้วยแผนการศึกษา หมวด 2 ว่าด้วยการสอบไล่ หมวด 3 ว่าด้วยการประมาณจำนวนเด็ก หรืออายุที่จะเข้าเรียนและจำนวนโรงเรียนที่ต้องการให้เพียงพอต่อการศึกษาของเด็กในสมัยนั้น สถานศึกษาจัดเป็น 3 ชนิด คือ โรงเรียนหลวง โรงเรียนเฉลยศักดิ์ในบำรุง โรงเรียนเฉลยศักดิ์นอกบำรุง และหมวด 4 ว่าด้วยการที่จะให้นักเรียนมากขึ้นโดยการช่วยเหลือให้มากขึ้น แล้วก็มีหมวด 5 หมวด 6 หมวด 7 หมวด 8 ว่าด้วยโรงเรียนพิเศษ หมวด 9 ว่าด้วยการใช้จ่ายในการศึกษา ไปจนถึง หมวด10 ว่าด้วยการศึกษาของเด็กหญิง สำหรับภาคที่ 2 ของโครงการฯ จะว่าด้วยการศึกษาของหัวเมือง หัวเมืองของประเทศไทยสมัยก่อนก็แบ่งออกเป็น 6 มณฑล มณฑลกลางก็มี กรุงเทพฯ, กรุงเก่า, นครชัยศรี มณฑลเหนือก็มี นครสวรรค์ , พิษณุโลก, ลาวเฉียง มณฑลตะวันออก มีมณฑลนครราชสีมา, เพชรบูรณ์, ลาวพรวน, ลาวกาว มณฑลตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีมณฑลปราจีนบุรี , เขมร, จันทบุรี สมัยนั้นเขมรเป็นเมืองขึ้น แล้วมณฑลที่ 5 เป็น มณฑลตะวันตกเฉียงใต้ มีราชบุรี, ชุมพร, นครศรีธรรมราช และมณฑลสุดท้ายเป็นมณฑลตะวันตก เป็นภูเก็ต, มลายู, ไทรบุรี ที่นี้มาดูในทัศนะที่ไปค้นคว้ามา กล่าวถึงเป้าหมายในโครงการศึกษาฉบับนี้ กล่าวถึงการพัฒนากำลังพลเพื่อเข้ารับราชการ เพราะสมัยนั้นขาดแคลนข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือพัฒนาระบบการเมืองการปกครองเพื่อที่จะให้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ก่อนที่จะมีโครงการศึกษาฉบับนี้เป็นการศึกษาตามแบบอัธยาศัย บ้านใครบ้านมัน มีอาชีพอะไรก็สอนไปตามอาชีพของบรรพบุรุษ อีกอย่างก็คือการฝึกอบรมด้านศีลธรรมจรรยาเพราะสมัยนั้นใช้วัดเป็นโรงเรียน ที่นี้โครงการศึกษาฉบับนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะอิทธิพลของนักล่าอาณานิคม เช่นฝรั่งเศสล่าเมืองขึ้นกัน ยกเว้นประเทศไทยที่มาล่าไม่ถึง แต่ก็เอาชิ้นส่วนบางส่วนไปเช่น เขมร มลายู ที่นี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว จัดการศึกษาตามโครงการฉบับนี้ก็คือ ปัจจัยแรกก็คือ ในด้านการคุมคามของการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ประการที่ 2 เป็นปัจจัยด้านการที่ทรงได้รับการศึกษาสมัยใหม่ ต้องเข้าใจว่า ร.5 เป็นผู้ที่เรียนภาษาต่างประเทศเพราะว่า ร.4 ทรงจ้างแหม่มแอนนาเข้ามาสอน เมื่อพระองค์พูดฝรั่งได้ชัดเจน พระองค์ก็ไปศึกษาต่างประเทศ
ดร.นิคม นาคอ้าย
            นโยบายที่นำสู่การกำหนดแผนหรือโครงการศึกษานี้คืออะไร
คุณชูศักดิ์  ผ่องแผ้ว
            นโยบายของโครงการศึกษานี้คือ
            1. จัดคนเข้าสู่การรับราชการ  เมื่อคนเรียนจบแล้วต้องสร้างคนเข้าสู่ระบบราชการ
            2. จัดให้ทุกคนมีความรู้ เลิกเป็นทาส
            3. เพื่อส่งเสริมพุทธศาสนา เพราะสมัยนั้นโรงเรียนเกี่ยวข้องกับวัด
            4. จัดระบบการศึกษาเพื่อแผนใหม่
ดร.นิคม นาคอ้าย

            นั่นแสดงว่าก่อนมีโครงการต้องมีนโยบายก่อน แล้วทำไมต้องมีการจัดการศึกษาแผนใหม่ เพราะว่าปัจจัยที่กำหนดเพราะอะไร
คุณชูศักดิ์  ผ่องแผ้ว
            เพราะประเทศไทยสมัยก่อน หลังจากที่ ร.5 เสด็จประพาสต่างประเทศแล้ว  เห็นต่างประเทศเค้าเจริญขึ้นคือประเทศอังกฤษ แล้วอยากให้ประเทศไทยเป็นเหมือนเค้าบ้าง
ดร.นิคม นาคอ้าย
            เราจะพบว่าการกำหนดนโยบายมาจากผู้มีอำนาจ ถ้ามองสมัยนี้ก็คือนายกรัฐมนตรี สมัยก่อนก็คือพระมหากษัตริย์ ที่ไปเห็นอะไรบางอย่างแล้วอยากเอามาใช้ เพราะฉะนั้นนโยบายก็คือสิ่งที่เป็นแม่แบบหรือโมเดล ต่อไปถ้าจะทำต้องทำแบบนี้ ทีนี้รับมาจากอังกฤษแล้วสำเร็จหรือเปล่า
คุณชูศักดิ์  ผ่องแผ้ว
            การศึกษาตามโครงการศึกษา พ.ศ.2441 ลอกแบบมาจากอังกฤษจึงไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเพราะว่าอังกฤษกับไทยมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน ที่นี้เรามาดูว่าถึงแม้สมัย ร.5 จะมีแนวนโยบายในการพัฒนาชาติ แต่ในช่วงนั้นก็มีสิ่งที่เริ่มต้นดำเนินการได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะประสบกับอุปสรรค เช่น หน่วยงานคือ กระทรวงธรรมการเปลี่ยนเจ้านายบ่อย เมื่อก่อนเป็นพระยาดำรงราชานุภาพ พอมหาดไทยหรือการปกครองอ่อนแอก็ย้ายมาอยู่กระทรวงมหาดไทยซะ แล้วก็ไปตั้งเจ้านายที่พระองค์ไม่ชอบใจนัก ไปดูแลอีกกระทรวง แล้วอีกประการก็คืองบประมาณสมัยนั้นถ้าคิดถึงระดับประเทศรวมแล้วสมัยนั้นได้รับน้อยมาก คือ 1.5 – 1.6 ไม่พอที่จะพัฒนา จากอุปสรรคทั้งสองด้านที่กล่าวมาทำให้โครงการศึกษา พ.ศ.2441 พบจุดจบในเวลาต่อมา
ดร.นิคม นาคอ้าย
            เท่าที่คุณชูศักดิ์กล่าวมาเราคงพอจะมองเห็นภาพนะว่ามันเกิดจากนโยบายก่อนใช่ไหม นโยบายจากผู้มีอำนาจแล้วนำไปสู่การวางแผน หรือโครงการศึกษาพ.ศ.2441 ก็วางเป็นแผนรูปธรรม แผนนั้นก็ดูสวยหรู โอโห..ดีเหลือเกินเพื่อจัดการศึกษาใน กท. ในหัวเมือง  วางแผนการศึกษาสามัญ วิสามัญ เป็นระบบเพื่อส่งเสริมคนเข้าสู่การรับราชการ ปรากฏว่าพอมาทำจริงเจอปัญหาเพราะคนละบริบท มันก็เลยล้มเหลว พอล้มเหลวก็นำมาสู่การวางนโยบายใหม่ว่าในเมื่อนโยบายเดิมมันไม่สำเร็จ นำไปสู่การวางแผนแล้วล้มเหลว มันก็ต้องมีการทบทวน ประเมิน ปรับปรุงแล้วนำไปสู่การกำหนดนโยบายใหม่ ซึ่งนโยบายใหม่นี้ก็คือการนำไปสู่การวางแผนเพื่อทำโครงการศึกษาฉบับใหม่ อันนี้คือความสัมพันธ์กับนโยบายกับการวางแผน มันจะเป็นวัฏจักร