ครั้งที่ ๓ ภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตอนที่  1

          สำหรับช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมนำเสนอผล  การทบทวน  ถอดบทเรียน  และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำการจัดการความรู้ไปใช้พัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษา  ที่ได้จากประชุมกลุ่มย่อยเมื่อช่วงเช้า  โดยมี  ดร.สุกัญญา  ศรีโพธิ์  เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีตัวแทนกลุ่มทั้ง  ๖  กลุ่มมานำเสนอ  โดยผู้เขียนจะสรุปเป็นประเด็นตามคำถามที่  อ.สุวัฒน์   ได้ให้โจทย์ไว้  คือ

        ๑. ท่านมีความรู้และความคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้อย่างไร
         ๒. ท่านสรุปได้หรือไม่ว่าความรู้ความคิดตามข้อ  ๑  คืออะไร

         ผู้เขียนจะไม่สรุปประเด็นคำตอบของโจทย์ข้อที่  ๑  และ  ข้อที่  ๒  เนื่องจากโจทย์ทั้งสองข้อนี้  ต้องการให้ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนแนวคิดและความเข้าใจต่อการจัดการความรู้และเครื่องมือต่างๆ  ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนได้เข้าไปสังเกตการณ์ ก็เห็นว่า  ผู้เข้าร่วมแต่ละคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจใน  ๒  ประเด็นดังกล่าว  ร่วมกันเป็นอย่างดี  ทำให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนเกิดความเข้าใจในแนวคิดและเครื่องมือต่างๆ  ของการจัดการความรู้อย่างถูกต้องชัดเจนมากยิ่งขึ้น

         แต่สำหรับคำถามข้อที่  ๓  คือ  ถ้าท่านจะคิดย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่  ท่านจะปรับปรุงกระบวนการดำเนินการในเรื่องเหล่านั้นอย่างไร  ซึ่งเป็นคำถามที่ดีและน่าสนใจ  เพราะเป็นการกลับไปทบทวนการนำ  KM  ไปใช้  และเรียนรู้กับสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ  หรือทำแล้วแต่เดินไปผิดทาง  ซึ่งผู้เขียนขอสรุปประเด็นคำตอบของโจทย์ข้อที่  ๓ ดังนี้

         - จะวางแผนหัวปลาหรือประเด็นปัญหาไว้ตลอดทั้งปี  (ปัจจุบันเป็นประเด็นปัญหาของผู้บริการ)
        -  อยากจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของประเด็นปัญหา  
        -  อยากทำให้คนที่เข้าร่วมวง  รู้สึกว่าเป็นเรื่องของเรา  งานก็จะไปได้ดี
        - ต้องการให้ผู้บริหารปลีกเวลาเข้าร่วมวงตามขั้นตอน  และครบทุกขั้นตอน  เนื่องจากทุกคนเห็นว่า บทบาท  “คุณเอื้อ”  มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการนำ  KM  ไปใช้ในองค์กร  เพราะ  “คุณเอื้อ”  เป็นทั้งแรงดัน  แรงกระตุ้น    แรงขับเคลื่อน  และแรงดึง  แม้ว่า  จริงๆ  แล้วความยั่งยืนของ  KM  จะอยู่ที่ครูผู้ปฏิบัติงานก็ตาม
        - จะกำหนดหัวปลาเล็กๆ แล้วทำให้สำเร็จก่อน  จะได้ไม่รู้สึกท้อ
        -  อยากมีการสื่อสารสองทางมากขึ้น 
        - อยากกลับไปทบทวนและสร้างทีมแกนนำ  KM  ให้เข้มแข็งมากขึ้น  
        - อยากให้มีส่วนร่วมมาจากทีมงานในการกำหนดหัวปลา    
        - ทุกขั้นตอนควรมีการทำ  AAR  ตลอดเวลา  
        - ช่วยกันศึกษาและทำให้ชัดเจนมากขึ้น  ในการแต่ละขั้นตอน  โดยเฉพาะขั้นตอนการสกัดขุมความรู้และแก่นความรู้
        - ความรู้มีแต่ยังไม่เต็ม  ยังสับสนอยู่บ้าง  ถ้าทำได้ อยากเริ่มต้นใหม่
       - จะกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น  
       - จะจัดทำรูปแบบการประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง  “งานได้ผล  คนเป็นสุข  มีเครือข่าย”
       - อยากให้ครูเห็นถึงความสำคัญทุกขั้นตอน  (แต่หากขั้นตอนไหนยากและไม่เหมาะสมกับบริบทของเราก็ตัดทิ้งไปเลย)
       - หากย้อนได้  จะไม่พูดคำว่า  KM  กับครูที่โรงเรียน  เพราะทำให้ครูรู้สึกว่า  เป็นเรื่องยาก  เรื่องยิ่งใหญ่  และเป็นวิชาการมากเกินไป
       -  ฯลฯ

       หลังจากนั้น  ดร.สีลาภรณ์  บัวสาย  จาก  สกว.  ได้ช่วยสะท้อนมุมมองเพิ่มเติม  ดังนี้

        กิจกรรมเช่นนี้น่าสนใจมาก  และมีหลายคนบอกว่า  อยากให้ครูหรือผู้บริหารเห็นความสำคัญ  ซึ่ง  อ.สีลาภรณ์  ได้ตั้งคำถามกลับไปว่า  ตัวเราเองรู้สึกว่า  KM  มันดี คือช่วงไหน  กิจกรรมอะไร  หากเราคิดได้  จะช่วยทำให้เราขยายผลต่อให้ผู้อื่นได้
        อ.สีลาภรณ์  ยังย้ำด้วยว่า  ถ้าครูไม่หยุดการเรียนรู้  นักเรียนก็ไม่หยุดการเรียนรู้เช่นกัน  หากครูใช้  KM จนคล่อง  ครูจะรู้เองว่า  คนอื่นก็มีประสบการณ์ที่เข้าท่าเหมือนกัน  และเริ่มมองเห็นคุณค่าของความแตกต่างหรือความไม่เหมือนกันได้  หากใช้   KM  ไปนานๆ  จะรู้ว่า เราไม่อยากคุยกับคนที่ทำอะไรได้เหมือนเรา    แต่จุดสำคัญที่สุดในการเปิดเพดานบิน  (ความรู้)  ของคนเรา  คือ  การเปิดกรอบการไม่รู้ของเรา  ซึ่งจะต้องเปิดรับฟังมุมมองอื่นๆ  ที่แตกต่างไปจากความคุ้นชินเดิมของเรา  ตั้งคำถามบ่อยๆ  และเปิดใจเรียนรู้กับความไม่เหมือนกับของเรา  แล้วจะรู้ว่า  “ The  Sky  is  the  limit”
          การดำเนินโครงการฯ  นี้  ทำให้โรงเรียนกำลังเกิดการสั่นสะเทือน  ถ้าข้างบน หรือระดับนโยบาย  จับพลังการสั่นสะเทือนนี้ได้  และมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้   แข่งกันยกระดับ และยกย่องป่าวประกาศ   ให้มีแรงชื่นชมจากส่วนอื่นเพิ่มขึ้น  ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล  แต่ในทางกลับกัน  หากไม่จับพลังนี้ให้ดี  มันจะเกิดเป็นแผ่นดินไหวได้ 
         สุดท้าย  อ.สีลาภรณ์  ได้ให้ข้อเสนอแนะปิดท้ายว่า  เครื่องมือหรือวิธีการนำแนวคิด  KM  มาให้คนเรียนรู้นั้น  อาจจะต้องหาวิธีการที่สนุกและเข้าใจง่ายกว่านี้   ต้องหาวิธีเข้ากระแทกใจได้เร็วและมากขึ้น  และต้องทำให้  KM  เป็นการสะสมความรู้ขององค์กร  ไม่ใช่ความรู้ของบุคคล   

          สำหรับผู้เขียน  สิ่งที่ประทับใจในการนำเสนอช่วงนี้มากๆ  คือ  เป็นการนำเสนอเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันจริงๆ  แม้ในโจทย์ข้อที่  ๓  จะเป็นสิ่งที่เป็นปัญหา  หรือสิ่งที่โรงเรียนประสบปัญหาก็ตาม  แต่ทุกกลุ่มสะท้อนออกมาได้แบบเชิงบวก  เชิงเรียนรู้  เชิงบทเรียน  ไม่มีการนำประเด็นปัญหาหรืออุปสรรคที่พบ  มาวิพากษ์วิจารณ์  หรือบ่นเลย   

(โปรดติดตามตอนต่อไป)