ปราสาทผึ้ง

มูลเหตุที่เรียกว่าปราสาทผึ้ง

      ปรากฏในหนังสือธรรมบท ภาค 6 เรื่องยมกปาฏิหารย์ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาปีที่ 7 บนสวรรค์ ดาวดึงส์ชั้น 2 ประทับที่บัณฑูกัมพลสีลาอาสน์ ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกแก่พระมารดาดวงตาเห็นธรรม ครั้นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันมหาปวารณาออกพรรษา พระพุทธเจ้าตรัสอำลาพระอินทร์ เพื่อเสด็จลงสู่เมืองมนุษย์ พระ อิทร์จึงนิรมิตบันได 3 ชนิดคือ

                 -- บันไดทองคำอยู่เบื้องขวา เพื่อให้เทวดาลง

                 -- บันไดเงินอยู่เบื้องซ้าย เพื่อให้มหาพรหมลง

                 -- บันไดแก้วมณีอยู่ตรงกลาง เพื่อให้พระพุทธเจ้าเสด็จลง         

      โดยเชิงบันไดทั้ง 3 ตั้งอยู่ที่ประตูเมืองสังกัสสะนครถิ่นมนุษย์ หัวบันไดตั้งอยู่ที่ยอดเขาสีเนรราช บนสวรรค์ ดาวดึงส์ ก่อนเสด็จลง พระพุทธเจ้าประทับยืนบนยอดเขาสีเนรุนาททำยมกปฏิหารย์ โดยทรงแลดูเบื้องบนปรากฏ มีเนินเป็นอันเดียวกันถึงพรหมโลก ทรงดูแลข้างล่าง ก็ปรากฏมีเนินเป็นอันเดียวกัน ตอนนี้เองพวกเทวดา มนุษย์ พรหม ครุฑ สัตว์นคร ต่างมองเห็นเหมือนอยู่เฉพาะหน้า พระพุทธเจ้าทรงเปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกแห่ง ทั้งหมดเกิดจิตใจเลื่อมใสปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าหมอทุกคน ครั้งแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จลงทางบันไดแก้วมณีตรงกลาง ท้าวมหาพรหมกั้นเฉวตฉัตร ท้าวสุยามถือ พัดวาลวีชนี พวกเทวดาลงทางบันไดทองคำ เบื้องขวามีนักฟ้อน นักดนตรีติดตาม พวกมหาพรหมลงหางบันไดเงิน เบื้องซ้ายมีมาตุลีเทพบุตรคือดอกไม้ของหอมติดตาม ครั้นเสด็จถึงประตูเมืองกัสสะนคร ประทับพระบาทเบื้องขวา ก่อน และเรียกสถานที่นี้ว่า "อจลเจตียสถาน" สืบมา ประทับทรงดูรอบทิศอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 พวกเทวดา มนุษย์ นาค ครุฑ สัตว์นคร ต่างชื่นชมในพระบารมีพระพุทธเจ้า และเกิดความเลื่อมใสในบุญกุศลเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เอง เกิดจิตนาการมองเห็นปราสาทวิมานสวยงาม ใคร่อยากไปอยู่ จึงรู้ชัดว่า การที่จะไปอยู่ในปราสาทสวยงามได้นั้น จะต้องสร้างบุญสร้างกุศล ประพฤติปฏิบัติอยู่ในหลักธรรม ทำบุญใส่บาตรสร้างปราสาทกองบุญขึ้นในเมืองมนุษย์ เสียก่อน จึงจะไปได้ จากนั้นมาจึงพากันคิดสร้างสวรรค์ทำปราสาท ให้มีรูปลักษณะคล้ายปราสาทวิมานบนสวรรค์ มีเสา มีห้อง มีหน้าพรหม ช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ จตุรมุข บันได มียอด มีมณฑป ลวดลายวิจิตรสวยงามตามยุคตาม สมัยสืบต่อกันมา ความจริงคำว่าปราสาทนี้ ถ้าเป็นของชาวบ้านสามัญเรียกว่าบ้านของเศรษฐีเรียกว่า คฤหาสน์ ของ พระเจ้าแผ่ดินเรียกว่า ปราสาทราชวัง ของพระภิกษุเรียกว่า กุฎิ วิหาร ของผีเรียกว่า หอผี ของหลักเมืองเรียกว่า หอหลักเมือง อยู่บนสวรรค์เรียกว่า ปราสาทวิมาน เปรียบเทียบกับการกินข้าว คนสามัญเรียกว่า รับประทาน คนที่ บวชเป็นพระภิกษุเรียกว่า ฉัน 

อานิสงส์การสร้างปราสาทผึ้ง

        เอกัง สะมะยัง ยังมีในกาละคาบหนึ่ง สัตถา สัพพัญญเจ้าแห่งเฮาก็อยู่สำฮาน (สำราญ) เซตะวันเน ในป่า เซตวัน แห่งอะนาถปัญฎิกัสสะ มหาเศรษฐี สาวัตถิยัง อันมีที่จิ่มใกล้ เวียงสาวีดถีมีประมาณว่า ได้ 500 ชั่วขาธนู ก็มีแล อะถะในกาลเมื่อนั้น เอโก ราชา ยังมีพระเจ้าตนหนึ่ง มหานาโม ชื่อว่า มะหานามะ มักใคร่ จักถาม บุญญัง ซึ่งบุญแก่ สัพญญเจ้า ตนประเสริฐ โยโกจิ ปุคคโล อันว่าบุดดะละผู้ใด มากระทำมธุปาสาทังยังปราสาทเผิ้งให้เป็นทาน แก่สัพพัญญูเจ้า และภิกษุสังฆเจ้า ดังนั้น โสปุคคะโล อันว่าบุคคะละผู้นั้น เกิดมา ภาเว ในภาวะใดก็ดี ก็จักมี และอานิ สงฆ์ดังถา ก็ข้าจาสัตถา อันว่าสัพพัญญูเจ้าสุตตะวาได้ยิดแล้ว ดังวะจะนัง ยังคำแห่งพระยา หากถามดังนั้น เทเสสิ พระก็เทศนาแก่พระยามะหานามะ ว่าดุรามหาราช โยโกจิปุคคโล อันว่าบุคคะละผู้ได๋ อิถีว่าคือว่าผู้หญิงก็ดี ปุริโสวา คือผู้ชายก็ดี ภิกขุว่า คือนักบาชก็ดี มีไจ้ใสศรัทธาในศาสนา พระตะถาคตะแลได้สร้างแบบยังปราสาทเผิ้งให้แล้วไปด้วย ไม้แลด้วยใบตองขมิ้นก็ดี โสปคคโล อันว่า บุคคะละผู้นั้นจุตา คั้นว่าตายแล้วก็จะได้เสวยสุขในเมืองฟ้าและเมืองคน ได้เป็นพระยา จักกวัติราช เป็นอาจในทวีปทั้ง 4 ได้เสวยสมบัติในชั้นฟ้าแลวิมาน ทิพพายุโน มีอายุก็ทิพย์ มีปราสาทก็ ทิพย์มีโภชนาอาหารนั้นก็ทิพย์อันว่าสุขทั้งมวล คือว่า บ่ฮู้เฒ่า บ่ฮู้เข้า พยาธิโรคา ก็ดับเสียงยังทุกข์ในสงสาร มีวิมารคำ สัพพัญญูบ่ให้สะเหลดสะหลอสักอันแล อิทังผังลัง ด้วยพละนิสงฆ์สิ่งที่ได้สร้างโง่น (ช่อฟ้า) และหางหงษ์ลิงลายเคลือวัลย์ (สำหรับประดับปราสาท ผึ้ง) อันประดับประดาไปด้วยแล้ว แลคำให้เป็นทาน ด้วยใจเลื่อมใสในคุณพระพุทธเจ้านั้นแล้วดูรามหาราชจักกะวัติ ราช จัดได้เป็นพระยาจิตราชละถภะติ ก็จักได้ หัตถีระตะนัง ยังช้างแก้วตัวประเสริฐ นิสสายะ เหตุอันได้สร้างปราสาท เผิ้งให้เป็นทาน นั้นแล ธัมมิกะราชาจักได้เป็นพระยากายิกราชอิตถีระตะนังจักได้นางแก้วผู้ประเสริฐนั้นแล เทศนาปริโย สาเน ในเมื่อแล้วแห่งรสพระธรรมเทศนาแห่งสัพพญญูเจ้า พะหู ชะนาอันว่าคนทั้งหลายเป็นอันมากปาปุณีสุถ ได้เถงโส ดาปัติผะละ ตามบุญสะสมภารกตตธิฏฐาน พะหู อันตนได้หอบหับนับมาแต่บุรัมมะนาถ ชาติปางก่อนภายหลังก็มีแล มะธุปาสาทัง นิฏฐิตัง