นอกจากจะทำให้ข้อครหา หรือปัญหาเดิมๆ ที่ว่า งบไม่พอ / ทำไมต้องช่วยคนต่างด้าว / ฯลฯ หมดไปแล้ว ที่สำคัญยังเป็นการช่วยให้พวกเขาเห็นถึงศักดิ์ศรีของตนเองด้วย

จากที่ค่อยๆ เรียนรู้และได้รับคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ตรงในการจัดสวัสดิการชุมชน และการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนคนไร้สัญชาติ ในหลายๆ บันทึก โดยเฉพาะใน

http://gotoknow.org/blog/pilgrim/139557

ทำให้ได้เห็นภาพชัดขึ้นมาอีกพอสมควร จากเดิมเข้าใจแบบสุดขั้วว่า ถ้าจะต้องการให้คนไร้สัญชาติได้สิทธิบางอย่างที่รัฐยังไม่มีนโยบาย เราก็ต้องผลักดันนโยบาย หรือแก้ไขกฎหมายระเบียบคำสั่ง

หรือระยะหลังที่ค่อยๆ เห็นพ้องกับแนวทางการจัดสวัสดิการโดยชุมชน เพื่อชุมชน โดยไม่ต้องรอจากรัฐ

แต่ตอนนี้เข้าใจมากขึ้นว่า คงต้องไปด้วยกัน !!

เพราะเมื่อเทียบกับคนไทยทั่วไปที่ได้รับสวัสดิการด้านสุขภาพพื้นฐานจากรัฐอยู่แล้ว แต่จะมีสวัสดิการทางเลือกของชุมชนเป็นตัวเสริม อย่างที่ อ.ภีม แบ่งปันไว้

คนไร้สัญชาติ ยังไม่มีสวัสดิการสุขภาพพื้นฐานที่รัฐให้โดยตรง ดังนั้นจึงต้องร่วมกันศึกษารูปแบบความเป็นไปได้ในระดับนี้ อย่างที่ อ.แหวว กำลังหารือร่วมกับ สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) โดยอาจทำเป็นงานวิจัยเชิงปฎิบัติการ ที่มีพื้นที่นำร่อง เช่นที่เคยทำในงานสถานะบุคคล เพื่อความร่วมมือแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และอาจมีข้อเสนอในเชิงนโยบายด้วย

ส่วนสวัสดิการทางเลือกของชุมชน ก็คงต้องมีเพราะนอกจากจะเสริมเพิ่มเติมสวัสดิการของรัฐในด้านสุขภาพแล้ว ยังจะมีประโยชน์สำหรับชีวิตด้านอื่นๆ ที่คนไร้สัญชาติยังเข้าไม่ถึงสิทธิอีกหลายประการ ยิ่งถ้าไปถึงระดับกองทุนเมตตาธรรมแบบที่ อ.ภีม พูดถึงได้คงยิ่งดีใหญ่

ดังนั้น สำหรับคนไร้สัญชาติเหล่านี้ ที่พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม (ในการจ่ายภาษี) อย่างที่ อ.แหวว กล่าวไว้ในบันทึกก่อนหน้า คงต้องมีรูปแบบในการให้พวกเขามีส่วนร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย ซึ่งนอกจากจะทำให้ข้อครหา หรือปัญหาเดิมๆ ที่ว่า งบไม่พอ / ทำไมต้องช่วยคนต่างด้าว / ฯลฯ หมดไปแล้ว ที่สำคัญยังเป็นการช่วยให้พวกเขาเห็นถึงศักดิ์ศรีของตนเองด้วย

แต่จะเป็นรูปแบบใดนั้น คงต้องช่วยกันค้นหาต่อไป...