การบริหารเชิงกลยุทธ์ จากตำราพิชัยสงคราม

 โดย วัชรา  ขนิษฐบุตร            ปัจจุบันแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์เป็นสิ่งสำคัญทั้งในภาคธุรกิจ และการบริหารภาครัฐ แต่การบริหารเชิงกลยุทธ์มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในตำราพิชัยสงคราม ชื่อคัมภีร์กามมทกี โดยมีคำโคลงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า                                   

 สมเด็จจักรพรรดิรู้                        คัมภีร์                             

       ชื่อว่ากามมทกี                            กล่าวแก้                     

               พิไชยสงครามศรี                         สุราช    

                                ยี่สิบเอ็ดกลแล้                            เลิศให้เห็นกล

โดยยี่สิบเอ็ดกล ได้ผูกเป็นคำกลอนคล้องจอง เขียนเป็นตาราง ได้ดังนี้ 

ตารางที่ 1       ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี  21 กล

1. ฤทธี 10. ฟ้างำดิน 19. ฟ้าสนั่นเสียง
2. สีหจักร 11. อินทรพิมาน 20. เรียงหลักยืน
3. ลักษณ์ซ่อนเงื่อน 12. ผลาญศัตรู 21. ปืนพระราม
4. เลื่อนกำบัง 13. ชูพิศม์แสลง  
5. พังภูผา 14. แข็งให้อ่อน  
6. ม้ากินสวน 15. ยอนภูเขา  
7. พวนเรือโยง 16. เย้าให้ผอม  
8. โพงน้ำบ่อ 17. จอมปราสาท  
9. ฬ่อช้างป่า 18. ราชปัญญา  

             สำหรับ 9 กลแรก เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ เมื่อนำมาเขียนใหม่ จะเรียกว่า ผังนพบาทตรีโกณ โดยมีคำอธิบายประกอบ ดังนี้     

   ตารางที่ 2       ผังนพบาทตรีโกณ

1. ฤทธี(ยุทธศาสตร์ชาติ) 10. ฟ้างำดิน(ยุทธศาสตร์ทหารของชาติ) 19. ฟ้าสนั่นเสียง(แผนป้องกันประเทศ )
2. สีหจักร์(ยุทธศาสตร์ในยุทธบริเวณ) 11. อินทรพิมาน(การใช้ชัยภูมิตั้งรับข้าศึก) 20. เรียงหลักยืน(การทำสงครามนอกแบบ)(รุกรานข้าศึก)
3. ลักษณ์ซ่อนเงื่อน(การนำกำลังเข้าทำการรบ) 12. ผลาญศัตรูการทำสงครามตามแบบ(ป้องกันเมือง) 21. ปืนพระรามข้อพึงปฏิบัติของผู้นำ(ข้อเตือนใจผู้ปกครอง)

            สำหรับอีก 12 กลที่เหลือ เป็นยุทธวิธีในภาคปฏิบัติ โดยแบ่งเป็นฝั่งหยิน เราเป็นต้นเรื่อง และ      ฝั่งหยาง ข้าศึกเป็นต้นเรื่อง มีรายละเอียดในตารางที่ 3 

ตารางที่ 3       อุปเท่ห์  12  กล

ฝั่งหยิน (เราเป็นต้นเรื่อง) ฝั่งหยาง (ข้าศึกเป็นต้นเรื่อง)
4. เลื่อนกำบัง(ใช้กำลังน้อยชนะกำลังมาก) 13. ชูพิศแสลง(ซ้อนกลข้าศึก)
5. พังภูผา(โจมตีข้าศึกด้วยกำลังที่มากกว่า) 14. แข็งให้อ่อน(กำลังมากแต่แสดงว่ามีกำลังน้อย)
6. ม้ากินสวน(รุกรานศัตรู) 15. ยอนภูเขา(การป้องกันเมืองจากศัตรู)
7. พวนเรือโยง ทำให้ข้าศึกพ่ายแพ้เอง(เอาชนะด้วยการทูต) 16. เย้าให้ผอม ทำให้ข้าศึกพ่ายแพ้เอง(เอาชนะด้วยการลิดรอนอำนาจ)
8. โพงน้ำบ่อ ทำให้ข้าศึกอยู่ในความประมาท(ลวงทางการทูต) 17. จอมปราสาท เตรียมพร้อมไม่ประมาณศัตรู(สร้างความเกรียงไกรให้กับฝ่ายตน)
9. ฬ่อช้างป่า การโจมตีลวง(เราเป็นฝ่ายเข้าตี) 18. ราชปัญญา การตั้งรับศึก(ข้าศึกเข้าตี)

                ตัวอย่างในประวัติศาสตร์การรบของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา การตั้งรับพม่าใช้ยุทธศาสตร์ อินทร พิมาน หรือตั้งรับภายในกรุง เพราะปืนใหญ่พม่ายิงไม่ถึง รอน้ำเหนือไหลหลาก พม่าก็จะยกทัพกลับไปเอง แต่ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้ผล เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้พม่าประดิษฐ์ปืนใหญ่ที่ยิงได้ไกล จนทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องแตกครั้งที่ 1 ในระยะหลังเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกู้ชาติได้แล้วจึงปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็น สีหจักรคือเข้าโจมตีข้าศึกก่อน ไม่ได้ตั้งรับอยู่ในกรุงศรีอยุธยา          

  ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ใช้แผนกลยุทธ์ปรับเปลี่ยนเบาะที่นั่งให้นั่งสบายขึ้น สำหรับเส้นทางการบินที่มีระยะทางไกล เช่น บินไปยุโรป แม้การปรับเปลี่ยนเบาะที่นั่งจะใช้เงินลงทุนสูงในตอนเริ่มแรกก็ตาม แต่ลูกค้าก็นิยมใช้บริการมากขึ้น เพราะนั่งสบาย อาจกล่าวได้ว่า สิงคโปร์แอร์ไลน์ใช้อุปเท่ห์จอมปราสาทสร้างความเกรียงไกรให้กับตนเอง อยู่ในฐานะที่ไม่แพ้ โดยบริษัทสายการบินอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งเปรียบเสมือนเป็นข้าศึกทั้งหมด         

   จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยลึกล้ำและลึกซึ้ง ทั้งยังสามารถนำมาใช้ในวงการธุรกิจของโลกปัจจุบัน