เคยคิดบ้างไหมว่า จ้ำเขียว ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวหนังของเรา หรือที่บางคนเรียกพรายน้ำ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่ หรืออาจเป็นพรายที่สามารถเหยียบย้ำเข้าไปในชีวิตของคุณได้ อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับ...
คนที่กลัวมาก กังวลมาก ส่วนใหญ่แล้วมักจะรีบพบแพทย์ และมักจะรู้ตัวว่าเป็นโรคค่อนข้างเร็ว การรักษาพยาบาลจึงมักจะได้ผลดี และผลข้างเคียงจะน้อย ในขณะที่คนที่มีความวิตกกังวลน้อย
กว่าจะมาถึงมือแพทย์ก็มักจะค่อนข้างช้า บางทีก็ช้าจนกระทั่งรักษาพยาบาลไม่ได้ผลดี และเกิดผลข้างเคียงมาก
สาเหตุของจ้ำเขียวที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่ต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา ลำตัว หลัง นั้นมีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่ไม่มีอันตรายอะไร เกิดเพียงไม่กี่วันก็จางหายไป จนกระทั่งรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
มาลองดูตัวอย่างคนไข้กันดีกว่า เป็นผู้หญิงสูงอายุวัย 65 ปี มีอาการพูดคุยไม่รู้เรื่อง จ้ำเขียวตามตัวและแขนขา มีอาการปากเบี้ยวคล้ายกับคนเป็นอัมพฤกษ์ แพทย์บอกว่าเป็นโรคเกร็ดเลือดต่ำชนิดหนึ่ง โดยที่เป็นความผิดปกติของสารบางชนิดในน้ำเลือด
ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำเลือดหลายครั้งกว่าที่อาการดังกล่าวจะดีขึ้น และหายเป็นปกติในที่สุด แพทย์บอกว่าในบางรายหากรักษาไม่ทันท่วงที อาจมีอาการผิดปกติทางสมองอย่างถาวร และบางรายถึงขั้นเสียชีวิต หลายเดือนผ่านไปลูกสาวคนไข้ที่มีอายุ 30 ปี เกิดสังเกตว่าตัวเองมีจ้ำเขียวลักษณะคล้ายคลึงกับที่คุณแม่เป็น แต่เป็น ๆ หาย ๆ มาหลายเดือน มีความวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคเดียวกับคุณแม่ จึงรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจ จากการตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติอื่น ยกเว้นมีจ้ำเลือดบริเวณขา 2 - 3 แห่ง แพทย์ทำการตรวจเลือดพบว่าปริมาณเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ การตรวจการหยุดไหลของเลือดเวลาเกิดบาดแผลปกติ การตรวจนับปริมาณเกร็ดเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ การตรวจการแข็งตัวของเลือดปกติ สรุปว่าไม่มีอะไรผิดปกติในด้านของเกร็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือนในช่วงก่อนหรือหลังประจำเดือนอาจพบจ้ำเลือดในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ทั้งนี้ส่วนใหญ่ภาวะดังกล่าวตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ แต่ในบางรายก็พบว่ามีการทำงานของเกร็ดเลือดผิดปกติ
สำหรับผู้ป่วยรายนี้ตรวจไม่พบความผิดปกติจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใด ๆ
สาเหตุของการเกิดจ้ำเลือดขึ้นนั้นมีได้หลายประการ จำแนกคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้
เกิดจากความผิดปกติของเกร็ดเลือด
ความผิดปกติจากเกร็ดเลือดต่ำ พบได้หลายสาเหตุ คือ
ก. จากการได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ (Sulfonamides, trimethoprime/sulfamethoxazole), ยาเคมีบำบัด (ยารักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ), ยารักษามาเลเรีย (quinine), ยาขับปัสสาวะ (diazides) นอกจากนี้ในรายที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาเกร็ดเลือดต่ำได้เช่นเดียวกัน
ข. เกร็ดเลือดต่ำอันเกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก ซึ่งเป็นโรงงานที่ใช้สร้างเกร็ดเลือด เช่น โรคมะเร็งไขกระดูก โรคไขกระดูกฝ่อ
ค. เกร็ดเลือดต่ำอันเกิดจากการขาดอาหาร / วิตามินบางชนิดอย่างรุนแรง
ง. เกร็ดเลือดต่ำอันเกิดจากการถูกทำลายในกระแสเลือด เช่น โรคภูมิต้านทานผิดปกติ เช่น โรคเอส แอล ดี, โรค ไอ ที พี โรคมะเร็งบางชนิด หรือภาวะที่มีม้ามโต เช่น ภาวะตับแข็ง, โรคเลือดบางชนิด เช่น ทัลลาสซีเมีย
ความผิดปกติอันเกิดจากเกร็ดเลือดทำหน้าที่ผิดปกติ พบได้หลายสาเหตุ คือ
ก. จากการได้รับยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ (piperacillin, carbenicillin), ยาในกลุ่มของแอสไพริน, ยาโรคหัวใจ (calcium channel blocker), ยาแก้หอบ (theophylline), ยาทางจิตเวช (antipsychotics, antidepressant)
ข. เกร็ดเลือดผิดปกติอันเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด
ค. เกร็ดเลือดผิดปกติอันเกิดจากการสร้างผิดปกติ เช่น ภาวะมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน
เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด
ก. เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือด เช่น โรคภูมิต้านทานผิดปกติ (autoimmune disease หรือ connective tissue disease) รวมทั้งโรคที่มีดาราดังหลายคนเป็นคือ แอส แอล อี
ข. เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผนังหลอเลือดมีความผิดปกติ ทำให้เส้นเลือดเปราะ และมีการฉีกขาดง่าย เช่น ในคนสูงอายุ ซึ่งมักพบมากบริเวณหลังมือ ข้อมือ แขน มักมีขนาดใหญ่ แบนราบ กดไม่จาง และมีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อได้รับการกระทบกระแทกก็จะเกิดจ้ำเลือดง่ายแม้ว่าจะเป็นการกระทบเพียงเบา ๆ เท่านั้น จ้ำลักษณะดังกล่าวจะค่อย ๆ จางหายไปโดยไม่ต้องทำอะไร ซึ่งไม่มีอันตรายใด ๆ หรือในคนที่ขาดวิตามินซี ก็อาจทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีปัญหาได้
ค. ปฏิกิริยาอันเกิดจากการได้รับเลือด
ง. โรคติดเชื้อบางชนิดเช่น มาเลเรีย, ไข้เหลือง, โรคลิ้นหัวใจอักเสบ, วัณโรค, เชื้อตับอักเสบชนิดบี, โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ meningococcus, โรคติดเชื้อที่เกิดจาก streptococcus
จ. โรคมะเร็งบางชนิด เช่น carcinoma, hemoproliferative disorder
ฉ. นอกจากนี้ยังมีโรคบางชนิดที่ไม่มีคำแปลภาษาไทย เช่น amyloidosis, Ehlers-Danios syndrome, Osler - Weber - Rendu disease
อ่านจบแล้วก็อาจจะวิตกกังวลหืออาจจะสบายใจ เนื่องจากจะเห็นว่สาเหตุอาจไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไรดังที่เกิดในหญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน หรือในคนสูงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดทำให้เปราะบางและเกิดจ้ำได้ง่าย ซึ่งภาวะดังกล่าวจ้ำจะค่อย ๆ หายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษาและไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่อย่าลืมว่าสาเหตุที่เกิดจากภาวะที่อันตรายมากก็มี ดังนั้นเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จ้ำที่เกิดขึ้นกับเราเป็นชนิดที่ไม่อันตราย หากคุณไม่มั่นใจ ตรวจเช็คสุขภาพสักที ให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหาจะได้นอนโดยไม่มีความวิตกกังวลค้างคาในหัวใจ
ที่มา : นิตยสาร Healthtoday