คิดก่อนทำ ไม่ใช่ทำแล้วค่อยคิด

     ปราสาทหินพิมาย   เป็นปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479  ปราสาทหินพิมายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของศาสนาพุทธนิกายมหายาน  ไม่ใช่เทวสถานที่ใช้บูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดูดังเช่นปราสาทอื่นที่สร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน 

     "...เคยมีเจ้าชายอยู่องค์หนึ่ง ชื่อ ปาจิต   เขาตามหาคนรักที่พลัดพรากจากกันจนเจอ  นางชื่อ  อรพิม  แต่ทว่าภายหลังปาจิตก็ถูกโจรป่าฆ่าตาย  นางอรพิมเสียใจมาก  แต่ด้วยความรักที่นางมีต่อปาจิต  นางก็หาเปลือกไม้วิเศษมาได้  เปลือกไม้นั้นทำให้ปาจิตฟื้นขึ้นมา  ทั้งคู่ครองรักกันและได้ปกครองเมืองๆ  หนึ่ง  โดยเจ้าชายปาจิตใช้พระนามว่า  พระเจ้าพรหมทัต..."

     นี่เป็นตำนานพื้นบ้านที่น่าจะเกี่ยวข้องกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7   และนางอรพิม  คือ  พระนางชัยราชเทวี  พระมเหสีของพระองค์   ซึ่งในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 พระองค์ทรงบูรณะและก่อสร้างปราสาทหินพิมายเพิ่มเติมอีกมาก 

     ซึ่งภายในบริเวณของปราสาทหินพิมาย  จะประกอบด้วย

     -  ปราสาทประธาน

     -  ปรางค์หินแดง

     -  หอพราหมณ์

     และปรางค์พรหมทัต  ที่มาของเรื่อง

     ปรางค์พรหมทัต  ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้า  สูง 16 เมตร  กว้าง 14.5 เมตร  ภายในองค์ปราสาทมีประติมากรรมสลักจากหินทรายสององค์  องค์หนึ่งเป็นรูปผู้ชายกำลังนั่งสมาธิ  ชาวบ้านเรียก  ท้าวพรหมทัต(ท้าวปาจิต)  ส่วนอีกองค์เป็นรูปผู้หญิงนั่งคุกเข่า  ซึ่งชาวบ้านเรียก นางอรพิม  ปัจจุบันเชื่อว่า  รูปทั้งสองคือ  พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  และพระนางชัยราชเทวีมเหสี

     ซึ่งรูปปั้นของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นจะมีเพียงศีรษะ  ส่วนตัวและขา  คือไม่มีส่วนที่เป็นแขนนั่นเอง  นี่แหละคือต้นกำเนิดของสิ่งที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

     เมื่อประมาณ 16 ปีที่แล้ว  ได้ไปเที่ยวปราสาทหินพิมายกับเพื่อนๆ  อีก 3 คน ในวัยอันคึกคะนองตามประสา  วัยสะรุ่น  ขณะเข้าเยี่ยมชมภายในปรางค์พรหมทัต (เมื่อก่อนไม่ได้สนใจประวัติความเป็นมา)  ก็แต๊ะท่าถ่ายรูปกันเป็นยกใหญ่  ท่านั่ง  ท่ายืน  ถ่ายเดี่ยว  ถ่ายหมู่  และ  ท่าที่ไม่น่าให้อภัย  คือ  ท่ายืนบังรูปปั้นท้าวพรหมทัตและโผล่แขนออกมาแทนตำแหน่งที่ขาดไป....

     หลังจากเที่ยวกันสนุก  แวะกินผัดหมี่ที่อร่อยแถวไทรงามแล้ว  ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน   ได้นำรูปที่ถ่ายไปล้าง   วันไปรับรูปเจ้าของร้านบอกว่า  "มี 2 รูปล้างไม่ได้  มันเสียเป็นอะไรก็ไม่รู้"   จึงเปิดม้วนฟิล์มส่องกับไฟดูว่า  2 รูปที่ว่านั่นรูปอะไรหว่า  

     ฟิล์มที่เห็นทุกรูปจะล้างได้หมด  ยกเว้น 2 รูปตรงกลางฟิล์ม  จะเป็นสีดำทึบ  เมื่อส่องกับแสงไฟทำให้เห็นเป็นเงา ลางๆ  ว่าเป็นรูปที่พวกเราถ่ายท่าต่อแขนให้กับรูปปั้นท้าวพรหมทัต    เห็นดังนั้น เชื่อมั๊ยว่า ขนลุกเกลียว  คิดได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น  รีบยกมือขึ้นท่วมหัวขอขมาเป็นการใหญ่  

     นับแต่นั้นเป็นต้นมา  เวลาไปเที่ยวที่ไหน  พักค้างแรมที่ใด  จะต้องสวดมนต์ก่อนนอน  สำรวมกริยา   ไม่พูดจาลบหลู่สถานที่  เพราะสิ่งที่เจอกับตัว  เป็นการสั่งสอนที่ต้องจดจำ...     

     ...ดังคำคนโบราณเขาบอก...ไม่เชื่อ  อย่าลบหลู่...

     ...แม้เรื่องจะผ่านมาเนิ่นนาน  เมื่อนึกถึงหรือเล่าให้ใครฟัง  ครั้งใด  ขนแขนได้สแตนอัพ  ทุกทีซิน่า...

                                                                              Phuti.