การจัดการความรุ้เพื่อพัฒนาองค์กร การจัดการความรู้ สืบเนื่องมาจากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 กำหนดไว้ว่า ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดเพื่อให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน การจัดการความรู้ ในองค์กร หมายถึงการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุดโดยที่มีความรู้อยู่ 2 ประเภท คือ 1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge )เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร ได้โดยง่าย เช่นทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดวิเคราะห์ บางครั้งจึงเรียกความรู้นี้ว่า เป็นความรู้แบบนามธรรม 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge ) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีการต่างๆ เช่นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียนกว่า เป็นความรู้แบบรูปธรรมรูปแบบการจัดการความรู้ในสถานศึกษา คือการบริหารทรัพยากรบุคคลให้ปฏิบัติงานตรงกับความรู้ความสามารถทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนางานพัฒนาองค์กรให้ไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด โดย คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ เพศ วัยวุฒิ การศึกษา ประสบการณ์ ความสามรารถพิเศษ โดยดำเนินการตามกระบวนการจัดการความรู้ ( Knowledge Management Process) ดังนี้ 1.การบ่งชี้ความรู้ เช่นพิจารณาว่า วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร 2.การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว 3.การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต 4.การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่นการปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐานใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ 5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ บอร์ดประชาสัมพันธ์เป็นต้น 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้เป็นต้น 7. การเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้นำความรู้ไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง ************************* ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ , สำนักงาน. คู่มือการจัดทำแผนการจัดการความรู้. กรุงเทพมหานคร,2548วิชาการ,กรม. การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว, 2545สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย . ประมวลสาระชุดวิชา บริบททางการบริหารการศึกษา นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547.
การจัดการความรู้
การจัดการความรู้
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
salapao · 16 ต.ค. 2550
นารี เนื่องกันทา · 16 ต.ค. 2550
ชุมนวล · 16 ต.ค. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 16 ต.ค. 2550
ชุมนวล · 16 ต.ค. 2550
นางบุปผา จันทร์ศรีนวล · 16 ต.ค. 2550
นารี เนื่องกันทา · 16 ต.ค. 2550