กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วนับตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๐ ที่อัตภาพร่างกายนี้ได้สะท้อนภาพบนกระจกเงาอย่างชัดเจน
นานแล้วสินะ....
เวลานานร่วม ๑๐ เดือนที่ผ่านมา “ศีล” เรื่องกระจกได้สร้างและสอนเราให้ได้รู้จักอะไรมากมายอย่างที่ไม่เคยคิด
ความคิดเกิดกระตุกขึ้นโดยบัดดลเมื่อวันนี้ได้ผ่านไปเห็น “กระจกเงา” โดยบังเอิญ
ผิดศีลเข้าแล้วเรา แต่นั่นก็ทำให้เราได้สัมผัสกับความจริงของชีวิตข้อหนึ่งที่พระพุทธองค์สร้างและซ่อนไว้
การดำรงชีวิตให้ตั้งอยู่ได้แห่งอัตภาพร่างกายนี้
แก่นของชีวิตมิได้ตั้งอยู่บนความสวยงามของสังขาร
แก่นของร่างกายมิได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของสง่า ราศี เรื่องอ้วน เรื่องผอม
เวลาในชีวิตนี้มีน้อยนัก
เวลาที่มีค่าในชีวิตที่น้อยนี้
สิบเดือนแห่งห้วงเวลาที่ใช้ “กระจกใจ” ส่องดูสังขาร
เพียงเพื่อให้ตั้งได้แห่งกายนี้
เพียงเพื่อสร้างสมและประกอบความดี
เพียรเพื่อการเร่งสร้างความเพียร
เพียงเพื่อการเพียงพอและพอเพียง
เพียงพอแก่การประพฤติ ปฏิบัติ และสร้างกุศลธรรม
“กระจกใจ” สอนเราให้มองที่แก่น เพียงแก่น เพื่อแก่น
“กระจกใจ” สอนเราให้เลิกมองความสวยงามที่เป็นต้นและเป็นเหตุในการสร้างกิเลสที่จะเกิดขึ้นกับกาย วาจา และใจ
“กระจกใจ” สร้างชีวิตอันน้อยนี้ให้มีคุณค่าเหลือคณานับ
“กระจกใจ” บานสะพรั่งด้วย “ใจ” ที่ใช้ส่อง “ใจ” ของตนเอง
ส่องกระจกที่ใจ ด้วยใจ เพื่อใจ โดยใจ ที่แก่นของใจ

กราบนมัสการเจ้าค่ะ
จิตที่สงบ ส่องชัดยิ่งกว่ากระจกเงาเจ้าค่ะ
กราบนมัสการ