ทุกคนรู้ว่าชีวิตก็คือส่วนผสมระหว่างความทุกข์กับความสุข ความพอใจกับความไม่พอใจ ความสนุกสนานกับความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ พ่อค้าหรือขอทานก็ต่างมีเท่าเทียมกัน
อันที่จริงคนเรานั้นต้องยอมรับกันเลยว่า ไม่มีใครที่จะมีความสุขโดยไม่เคยมีทุกข์เลย ทุกคนรู้ว่าชีวิตก็คือส่วนผสมระหว่างความสุขกับความทุกข์ ความพอใจกับความไม่พอใจ ความสนุกสนานกับความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นใคร ศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ผู้ทรงเกียรติ นายกรัฐมนตรี ข้าราชการ นายธนาคาร เจ้าของบริษัท ฯ โทรคมนาคมที่ยิ่งใหญ่ พ่อค้าหรือแม้กระทั่งขอทานที่นั่งขอทานที่ริมฟุตบาทต่างก็มีเท่าเทียมกัน
ในบางครั้งเราอาจจะรู้สึกถึงความสุขจนนึกไม่ออกว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร ตัวอย่างก็คือ คนที่กำลังตกอยู่ในความรัก หรือแม้กระทั่งในบางคราวเราอาจจะรู้สึกถึงความทุกข์จนนึกไม่ออกว่า ความสุขเป็นอย่างไรก็ตอนที่เราต้องสูญเสียคนอันเป็๋นที่รักไป
และในปี พ.ศ. 2531 ราว ๆ กลางปีเราเคยประสบชะตากรรมดังกล่าว
ชีวิตในช่วงนั้นของครอบครัวเหมือนขาดคนถือเข็มทิศ พี่ ๆ และเราเพิ่งจะจบการศึกษาและเข้าทำงาน พ่อเพิ่งได้รับเงินเดือนเดือนแรกของเราจำได้ว่า ตอนนั้นบรรจุ ซี 1 แค่ 1950 บาทและบวกกับค่าครองชีพ 200 บาท เราแบ่งเงินให้แม่เดือนละ 1500 บาทนอกจากนั้นก็เก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้เป็นค่าอาหารกลางวันและค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งถือว่ามากพอดูเลยสำหรับค่าครองชีพสมัยนั้นซึ่งก๋วยเตี๋ยวชามละ 5 บาทและน้ำมันเบนซิลลิตรละ 6 บาทกว่า ๆ เงินที่เก็บไว้และรวมกับเงินของพี่ ๆ และเรา 3 คนต้องหมดไปกับการรักษาและการเดินทางไป-มาระหว่างโรงพยาบาลศิริราชกับพิษณุโลก 2 ปีกับการทรมาณด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียงของพ่อ นอกจากจะสิ้นพ่อไปครอบครัวของเรายังหมดตัวไปด้วยแถมยังเหลือหนี้สินให้เราแม่และพี่น้องต้องใช้อีก
แม่ผู้เป็นเหมือนหลักของบ้าน เรียกเราสามคนพี่น้องมาปรึกษาในวันหนึ่ง ท่านให้สติแก่พวกเรา ซึ่งเรายังจำได้ติดใจจนทุกวันนี้ท่านบอกไม่ให้ทดท้อชีวิต ท่านบอกว่าให้รับมือกับปัญหาต่าง ๆ ด้วยสติและมีหลักการ การพิจารณาถึงชีวิตที่เราจะอยู่ต่อไปข้างหน้าย่อมดีกว่าปล่อยชีวิตให้อยู่กับความหดหู่ไปวัน ๆนั่นก็คือ....ท่านบอกให้เรา...เข้าใจชีวิต
การเข้าใจชีวต เป็นเรื่องของการก้าวไปสู่ลำดับความหยั่งรู้ทั้งการคิดคำนึงด้วยเหตุผลและเป็นความหยั่งรู้ที่ประจักษ์ขึ้นในใจการมีสติจะทำให้เรารู้เท่าทันเป้าหมายและกระบวนการของจิตทำให้เกิดการตื่นตัว พินิจพิเคราะห์พิจารณาจากภายในสู่ภายนอกได้
เคยสังเกตไหม...จิตใจของเราโดยปกติแล้วมักจะมุ่งสนใจกับโลกภายนอกรอบ ๆ ตัว มากกว่าการพินิจพิเคราะห์ภายในตนเองสิ่งที่จะสามารถกำหนดจิตให้อยู่นิ่งอย่างสงบได้นั้นมีสิ่งเดียวก็คือ การฝึกจิต นั้นเอง
การฝึกจิตบางแนวมุ่งที่จะขยายขอบเขตของความสามารถในการรับรู้กว้างออก ในขณะเดียวกันก็มีการฝึกจิตบางแนวมุ่งให้ขอบเขตแคบลงเพื่อให้สามารถรับรู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งชัดเจนเป็นพิเศษ การฝึกจิตมีหลายกลวิธีและมีหลายรูปแบบแล้วแต่ว่าเราจะเลือกตามหลักแนวทางไหน แต่ที่สำคัญก็คือ..เราจะได้สติที่สมบูรณ์กลับคืนมา
เราเอง ฝึกสติ ตามแนวทางหนึ่งก็เพื่อให้สามารถลดห้วงคำนึงที่นึกถึงแต่บุคคลที่จากไปในเวลานั้น การได้ใส่เสื้อขาวและผ้าถุงสีขาว ตลอดจนได้นั่งนิ่งกำหนดลมหายใจให้รู้ว่า หายใจเข้า และให้รู้ว่า หายใจออก ให้รู้ว่า ตอนนี้ทำอะไรคือการไม่ละความสนใจออกนอกกายของตน ถึงแม้จะไม่ได้ฝึกสติสำเร็จจนขั้นเห็นอะไรต่อมิอะไรอย่างที่มีผู้รู้เคยบอก แต่การฝึกสติในตอนนั้นทำให้เราได้พื้นฐานของการมีสติ...ในปัจจุบัน
เคยบ้างไหม..เคยเห็นคนในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งในรอบครัวเรา เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง บางคนถึงกับระงับอารมณ์ไม่อยู่ มีปากมีเสียงกัน ด่าทอและกล่าวคำหยาบออกมาโดยลืมคิดว่า ตนเองเป็นใครและกำลังโต้เถียงกับใคร ความเหมาะสมตอนนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดยั้งให้กล่าวคำด่าทอได้ แน่อน...คนนั้นย่อมไม่เคย ฝึกจิต ฝึกสติ จึงไม่สามารถระงับอารมณ์ฝ่ายต่ำของตนเองได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ ฝึกจิต ฝึกสติ เขาเหล่านั้นจะนิ่งฟังและไม่โต้เถียงถามหน่อยเถอะ...ถ้าท่านเป็นผู้ดูอยู่ท่านจะชื่นชมใคร ระหว่าง คนที่กำลังด่าทอโดยไม่มีสติ กับคนที่นิ่งและไม่โต้เถียงใด ๆ คำตอบที่คาดได้ก็คือ คงต้องชื่นชมกับคนที่นิ่งและไม่โต้เถียง นั้นคือเขาสามารถอดทน อดกลั้น และสามารถครองสติของตนได้
....ถึงแม้ว่า คนที่ด่าทอจะสะใจกับคำพูดของตน แต่รู้ไหมว่า...ในสายตาผู้อื่นเขาช่างเป็นคนที่ไร้สติและไร้การอบรม..ซะเหลือเกิน
ขอขอบคุณข้อความบางตอน : จากศาสตร์แห่งการดำเนินชีวิตตามหลักจิตวิทยาชาวพุทธ : เลียวนาร์ด เอ. บุลเลน
สวัสดีครับ
มีคนบอกว่า เวลาเรามีความสุขก็อย่าสุขมากจนเกินไปเพราะเมื่อความทุกข์เข้ามาเราจะรับมันไม่ได้ และเวลามีความทุกข์ก็อย่าทุกข์มากเกินไปเพราะเมื่อมีความสุขเข้ามาเราจะไม่รู้ว่านั่นคือความสุข สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ ครับ
สวัสดีค่ะคุณเพ็ญศรี
ตามมาซึมซับค่ะ ขอบคุณนะค่ะที่นำมาเผยแพร่ค่ะ
ตามมาอ่านนะคะ แต่ข้อร้องทุกข์ได้หรือเปล่าคะ บ้านนกที่พิษณุโลกอยู่แถวธรรมบูชา ซ.5 ในซอยที่นกอยู่นะตอนนี้เวลาฝนตกน้ำมันจะท่วมทางนะคะเพราะมีคนทมดินกันหนี้น้ำนะคะและไม่มีท่อระบายน้ำ ตอนนี้น้ำท่วมถนนคะ และมีคนแก่ คนหนึ่งชื่อยายคำ แตงเกิด 18/3 ถนนธรรม ซ.5 เขาอยู่ในสุดและไม่มีครอบครัวอยู่คนเดียวด้วยคะแก่อายุ 70 กว่า ๆ แล้วคะ บ้านแก่ไปมาไม่ได้เลยคะ นกร้องเรียนเทศบาลนครพิษณุโลก มา 2 ปีแล้วก็ยังไม่ได้ร้องเรียนโดยใช้ชื่อนกนี้แหละ เมื่อ 2 เดือนก่อน นายกเปรมไปหาเสียงก็ร้องเรียนท่านบอกว่าถ้าได้เป็นนายกอีกจะทำให้จนเดี๋ยวนี้แล้วยังไม่ได้เลยคะนกฝากด้วยนะคะนกร้องเรียนมานานแล้วคะหรือแน่นำนกก็ได้นะคะ โทรไปร้องเรียนเรื่องถนนเบอร์055231400 มา 2 ปีแล้วคะยังไม่ได้เลยช่วยด้วยนะคะขอบคุณคะ
ขอบคุณคุณภูคาค่ะ...
ความสุข ความทุกข์ เป็นสิ่งที่แยกกันเหมือนโทนขาว-กับโทนดำค่ะ ในทางพระพุทธศาสนาท่านให้มองความสุขเหมือนกิเลสค่ะ ฉะนั้นทุกครั้งที่มีความสุขก็ให้นึกถึง ความรู้สึกด้านตรงข้ามเสมอ คือท่านสอนให้เราไม่ประมาทให้ชีวิตนั่นเอง....คุณภูคา ว่าเหมือนกันไหมคะ.......
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ตั้งใจที่จะนำระสบการณ์ที่เดินทางผ่านมาแล้ว 40 ปีมาเล่ากล่าวให้ผู้ที่อันเป็นที่รักที่ยอมสละเวลาคลิกเข้ามาอ่านบทความค่ะ....สัญญาว่าจะพยายามเขียนให้เป็นประจำเลยค่ะ...
น้องนกที่รักค่ะ.... ดีใจที่ได้พบคนพิษณุโลกด้วยกัน
พี่จะนำเข้าระบบร้องทุกข์ของเทศบาล ฯ ให้นะคะเพราะว่ามีระบบการติดตามงานที่ร้องทุกข์ค่ะ คิดว่าน้องนกไม่ต้องกังวลค่ะ .....แล้วพี่นกจะตามให้อีกทีนะคะ......