ไมเกรน ปวดศีรษะข้างเดียว.. เป็น ๆ หาย ๆ ตอน 2
แนวทางการรักษามีอยุ่ 2 แนวทางใหญ่ ๆ คือ
1. การรักษาอาการปวดในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ ถ้าผู้ป่วยที่ปวดศีรษะไม่มากยังสามารถทำงานได้ ให้รับประทานยาแก้ปวดอย่างเดียว หรือ อาจรับประทานยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนร่วมด้วย ข้อสำคัญคือ ควรรีบรับประทานยาขณะที่เริ่มมีอาการปวด อย่ารอให้อาการปวดมาก
2. การรักษาแบบป้องกัน เนื่องจากไมเกรนเป็นโรคที่เป็น ๆ หาย ๆ ดังนั้นผู้ป่วยบางรายอาจมีความจำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันแต่มีผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้ป่วยต้องสำรวจตัวเองว่ามีปัจจัยอะไรมากระตุ้นทำให้เกิดปวดศีรษะเพื่อหลีกเลี่ยง ปัจจัยดังกล่าว ก็จะช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต เช่น ออกกำลังกายสมำเสมอ ก็ช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะได้
การใช้ยาจะมีผลเสียระยะยาว คือ เมื่อกินยาแก้ปวดมากจะทำให้ไตเสื่อมได้ รวมทั้งอาจทำให้ติดยาและเกิดอาการปวดมากขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ความรู้แก่ประชาชน รวมทั้งแพทย์เพื่อให้มีความเข้าใจและสามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง เพราะในปัจจุบันพบว่าแพทย์ไทยวินิจฉัยโรคไมเกรนถูกเพียง 20% ที่เหลือส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นโรคเครียด แสดงให้เห็นว่าแพทย์ไทยยังขาดความเชี่ยวชาญโรคไมเกรนอยู่
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน มีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกร่างกาย ปัจจัยภายในร่างกายได้แก่ อดนอน นอนน้อย หรือนอนมากไป ช่วงมีรอบเดือน เหนื่อยล้า อารมณ์เครียด หดหู่ใจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้บางครั้งทำให้ผู้ป่วยหรือแม้แต่แพทย์เข้าใจผฟิดว่าผู้ป่วยเป็นโรคเครียดไม่ได้เป็นไมเกรน
ส่วนปัจจัยภายนอกร่างกาย ได้แก่ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นน้ำหอม อากาศร้อนจัด การเปลี่ยนแปลงภุมิอากาศและฤดูกาล การเดินทางข้ามทวีป การขึ้นสู่ที่สูง อาหาร และเครื่องดื่มบางชนิด อาจทำให้เกิดอาการได้เช่น ถั่ว ช็อกโกแลต เนย กล้วย ไวน์แดง เบียร์ แชมเปญ หัวหอม อาหารหมักดอง อาหารรมควัน ผงชูรส ภาวะอดอาหาร ในขณะที่ยางบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการ เช่น ยาโรคหัวใจ ยาฆ่าเชื้อ ยาต้าน โรคซึมเศร้า ยดลดความดันโลหิตสูง วิตามินเอขนาดสูง กาเฟอีน หรือกาแฟเป็นได้ทั้งกระตุ้นและทำให้อาการไมเกรนดีขึ้น
ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคไมเกรนมักมีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นร่วมด้วย ได้แก่ โรคทางระบบประสาท เช่น ลมชัก เวียนศีรษะ โรคอ้วน โรคทางจิตใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ในการพิจารณาเลือกใช้ยารักษาแบบป้องกันจำเป็นต้องพิจารณาผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป และควรเริ่มยาขนาดน้อยก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มจนควบคุมอาการปวดศีรษะได้ ยาในกลุ่มนี้มิใช่ยาแก้ปวด จึงใช้รักษาอาการขณะปวดศีรษะไม่ได้ แต่ยาในกลุ่มนี้จะทำให้อาการปวดศีรษะรุนแรงน้อยลง และปวดห่างขึ้น ข้อสำคัญคือยากลุ่มนี้ต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ประมาณ 4-6 เดือน ห้ามหยุดยาเองทันทีเพราะจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น
จบ
ขอบคุณมากนะคะ