พลศึกษา

พลศึกษากับการพัฒนา

        ประเทศไทยได้ให้ความสนใจและความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาและกีฬาตามที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้จัดตั้งคณะมนตรีว่าด้วยการพลศึกษา และการกีฬาระหว่างประเทศ (MINEPS) โดยจัดให้มีการประชุมทุก 10ปี       ในการประชุมครั้ง 4 ในช่วงวันที่ 6 8 ธันวาคม 2547 ได้เน้นใน 3 เรื่องได้แก่การต่อต้านการใช้สารกระตุ้นในนักกีฬา  การพัฒนาการพลศึกษาและกีฬาในระบบการศึกษา และการกีฬากับสตรีในส่วนของการพัฒนาการพลศึกษาและกีฬาในระบบการศึกษา ยูเนสโกได้หยิบยกมาพิจารณาถึงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการพลศึกษาและกีฬา เน้นสาระสำคัญว่าด้วยปฏิญญาข้อที่2 การจัดการพลศึกษาและกีฬาให้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ระบบการศึกษาควรบรรจุให้มีวิชาพลศึกษาและกิจกรรมกีฬาให้สมดุลกับวิชาอื่นๆ ให้ความสำคัญในการจัดการพลศึกษาในโรงเรียนและมหาลัย ปัญหาการลดบทบาทความสำคัญและงบประมาณและ การหาแนวทางในการสนับสนุนการพลศึกษาและกีฬาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ       ผลของการพัฒนาการพลศึกษาและกีฬาในการปฏิรูปการศึกษา มีแนวนโยบายและยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนทุกคนสนใจการกีฬาและเล่นกีฬา รัฐกำหนดนโยบายในการส่งเสริมกีฬาอย่างชัดเจน มีการยกย่องและจัดสวัสดิการให้ผู้ปฏิบัติงานด้านกีฬา ยกระดับวิทยาลัยพลศึกษา ซึ่งเดิมจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีโดยขอสมทบกับมหาลัยราชภัฏ เพื่อให้วิทยาลัยพลศึกษาได้ยกฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาและมีกฏหมายเฉพาะ พัฒนาครูและผู้สอนพลศึกษาในการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ส่งเสริมการกีฬานอกระบบและตามอัธยาศัย เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เล่นกีฬา โดยเน้นการพัฒนากีฬาขั้นพื้นฐานให้เข้มแข็งก่อน จึงค่อยขยายสู่กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ

       จะเห็นได้ว่าพลศึกษามีการพัฒนามาตลอดแนวนโยบายต่างๆที่คลอดออกมาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น หากแต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง พลศึกษาในปัจจุบันกำลังถูกกลืนหายไปกับการเวลาคงจะโทษใครไม่ได้ เราชาวการพลศึกษาคงต้องช่วยกันทำให้พลศึกษากลับมายิ่งใหญ่และอยู่ในแถวหน้าของสังคมต่อไป ก็ได้แต่หวังไว้ว่าอนาคตอันใกล้นี้พลศึกษาจะหลุดพ้นจากบัวใต้น้ำโผล่พ้นน้ำมารับแสงสักที