อ่านภาษาของรงค์แล้วเห็นภาพ สัมผัสได้

 

 

ภาษากระชากอารมณ์ในเรื่องสั้น

ของ รงค์  วงษ์สวรรค์

               ภาษา  มีอำนาจที่จะกระชากใจผู้อ่านให้เดือดดาล  เศร้าสร้อย  หรือหงอยเหงา  จนกระทั่งดำดิ่งไปในห้วงเหวใจ  และชักนำให้เกิดปฏิกิริยาตอบอาจยอมจำนน ศิโรราบ หรือรุนแรงจนถึงขั้นกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ก็ได้             

การเขียนเรื่องสั้น ซึ่งก็ไม่ยาว  ต้องเดินเรื่องเร็วเพื่อพาผู้อ่านไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ  อ่านฉุบฉับก็บรรลุถึงแก่นเรื่องภาษาที่เขียนจึงต้องกระชับ  และสื่อความหมายได้มากที่สุด  

             ในบรรดาเรื่องสั้นที่ใช้ภาษากระชากอารมณ์คนได้มากที่สุดคนหนึ่งก็คือ  รงค์  วงษ์สวรรค์    นักเขียนที่มีลีลาการใช้ภาษา "เชิงวิบัติ"   ตามบทสรุปของอาจารย์ภาษาไทยในยุคนั้น  เพราะภาษาของรงค์  ฟังแล้วมันไม่เข้ากฎเกณฑ์ทางภาษา   โวหารที่ใช้ก็ฉีกกฎเกณฑ์การเปรียบเทียบตามธรรมเนียม  สำนวนบางครั้งก็หยาบ ดิบ ห่ามตามแต่ครูอาจารย์จะเรียก     แต่อย่างไรก็ตาม มีคนอีกไม่น้อยที่ชื่นชอบสำนวนผาดโผนคะนอง อย่างรงค์             

 ก่อนตัดสินอะไรเป็นอะไรเราลองมาวิเคราะห์ในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของ รงค์  สักนิดครับ  เพื่อว่าจะเข้าใจบุคลิกการใช้ภาษาของรงค์ แน่นอนครับถ้าภาษาทำหน้าที่ของมันไปถึงแก่นเรื่องสั้นที่ต้องการแล้ว  จะห่วงอะไรกับสำนวนภาษาอย่างนี้  อย่างน้อย  ก็ไม่ค่อยเห็นมีใครนำไปใช้สักเท่าไร  จริงหรือไม่ไม่ทราบ  แต่ ผู้อ่านน่าจะตัดสินใจได้เอง    

        

 การเดินทางไปถึงตำบลนั้น ของ รงค์  วงษ์สวรรค์

  ขึ้นต้นก็ดุดันแล้วครับ  

 " ผมไม่ชอบสาบาน!  มันไร้สาระ!   บนผิวโลกที่หมุนทุเรศมาจนถึงนาฑีนี้มันไม่บ่งบอกความหมายได้มากกว่าเป็นคำอุทาน!"

รงค์  เปรียบเทียบไม่เหมือนนักเขียนคนไหน

 "ผมเห็นผู้หญิงเดินมาบนถนน  ความสวยของหล่อนแตกต่างจากเกสรดอกไม้  แต่ทำหน้าที่คล้ายกัน  มดลูกของหล่อนเป็นโรงงานผลิตคนที่ค่อนข้างได้ผล  ผมภาวนาว่า  หล่อนควรมีความสุขบ้างขณะทำการผลิต"

ถึงตอนนี้ มองเห็นภาพเค้าความห่ามของสำนวนบ้างไหมครับผู้หญิงอ่านก็สะดุ้ง อะไรมาเปรียบกับโรงงานอย่างนี้  แต่ก็น่าคิดว่า  บางทีการผลิตมันควรจะได้รับความสุขบ้างอย่างเขาว่าเหมือนกัน  ไม่ใช่นอนตามหน้าที่แล้วจบ  น่าคิดไหมครับฟังทัศนะของตัวละคร  แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า  ทำให้มองเห็นความเชื่อบางอย่างหรือบุคลิกนอกกรอบของรงค์ได้หรือไม่   รงค์ใช้ภาษาที่มีพลังกระชากอารมณ์ต่อไปว่า

"ผู้ชายโบราณ บางคนเคยพูดว่า  เกิดเป็นคนมันลำบากทุเรศอยู่แล้วในความหมายของคน  แล้วทำไมจึงแส่ดิ้นรนให้มันเลวระยำกว่านั้นอีกโว้ย!  ....ผมคิดว่ามันเป็นความบัดซบ  ถ้าผู้ชายคิดว่า การบรรลุในความเป็นคนของเขา คือการตรึงตัวเองไว้กับเงิน  ยอมทำตามคำสั่ง และแบบแผนซึ่งเขาไม่มีส่วนในการกำหนดผูกพัน  หรือแต่งงานกับมดลูกใบที่เลือกแล้วว่าสวย ทนทาน  ขังตัวเองไว้ในบ้านที่คิดว่ามันร่มรื่น  ผลิตลูกตามจำนวนที่ต้องการหรือตามเงื่อนไขเศรษฐกิจ แล้วมันก็เท่านั้น  ผมรู้สึกว่าเขาตายไปแล้วจากการค้นหาความหมายของชีวิต  แต่เขายังไม่ตาย!  เขาทรมานอยู่ในวงจรที่เขาพยายามเชื่อว่ามันเป็นความสุข"

ตอกย้ำความนอกคอก ของตัวละครตัวนี้ต่อครับ

"ผมชอบเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย ผมจึงเกลียดการวางแผน กฏเกณฑ์ เครื่องจักรยนตร์  ตารางสอน  นาฬิกา  การแต่งงาน  พินัยกรรม  มารยาท  มันล้วนแต่เป็นการวางแผนทั้งนั้น  ในความคิดของผม  ผมเชื่อว่ามันเป็นความจริงที่ผมปฏิเสธไม่ได้"

เรื่องสั้นเรื่องนี้ พาเราเข้าไปรับรู้ความคิดอะไรบางอย่างของตัวละครที่อาจจะเกลียด "สังคมจอมปลอม" ในเมืองที่เต็มไปด้วยการขีดเส้นตีกรอบ  การแสวงหาตำบลที่เขาอยากอยู่อย่างอิสระ มันไม่ง่ายเลยเพราะมันเปลี่ยนแปลงไปในพายุแห่งความเจริญหมดสิ้นแล้ว  ฟังรงค์ว่าต่อครับ

"มีคนแนะนำให้ผมเดินทางไปตำบลอื่น  เขาว่ามันคล้ายกัน  แต่ผมคงช้าไปอสงไขยนาฑี  ครั้นไปถึงจึงพบว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างน่าเศร้า!  ความง่ายกลายเป็นความยุ่งยาก  หมูและไก่โดนต้อนไปขังไว้ในคอกหนูสูญพันธุ์อย่างเร้นลับ  หมัดและเล็นโดนดีดีทีฆ่า  แมลงสาบเป็นสัตว์ปีกที่เกือบไม่มีใครเห็น น่าสงสาร!  มีคนแปลกหน้าเข้าไปในตำบลหลายฝูง คนพวกนั้นเอานมผงละลายน้ำให้เด็กกินแทนนมแม่  เด็กโตหน่อยได้รับการแนะนำให้รู้จักแปรงฟันแล้วต้อนเข้าโรงเรียนบนลานดินกว้างใต้เงาไม้มีศาลาร่มรื่น  ผู้คนในตำบลโดนเรียกมาประชุม  เพื่อจัดแจงชีวิตให้เป็นระเบียบตามที่คนแปลกหน้าพวกนั้นต้องการ"

เป็นไงครับ   เรามองเห็นวิธีการใช้ภาษาของรงค์พาเราไปเข้าใจชีวิตอันบริสุทธิ์ของชาวตำบลบ้านนอก แต่ต้องมีอันเปลี่ยนแปลงไป เพราะ  "คนแปลกหน้า" หลายฝูง  จะเปลี่ยนดีหรือไม่ ผู้อ่านต้องนึกแย้ง- คล้อยตามกันเอาเอง  ขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละคน    กลวิธีการสร้างความขัดแย้งในเรื่องสั้น  บางทีก็สามารถขัดแย้งกับคนอ่านได้ครับ  เพราะเป็นการคาดหวังอย่างหนึ่งของนักเขียน  หรืออาจไม่ใช่หรือจะเป็นเพราะ ผู้แต่งเป็นคนขวางโลกจริงๆ  ?  อ้อ!  สังเกต นาฑี   ใช้     นะครับ นี่รูปแบบโบราณรุ่นพ่อ รุ่นแม่ผมก็ใช้กันอย่างนี้

"กระท่อมมุงใบหญ้าแห้งเปลี่ยนเป็นกระเบื้องและสังกะสี  การต้มเหล้าเถื่อนผิดกฎหมายรุนแรง  การกินและดูดควันใบไม้เพื่อมึนเมาต้องลักลอบ  เสรีภาพกร่อน!  แม้แต่การขี้ตามสุมทุมพุ่มไม้เป็นความประพฤติต้องห้าม  คนแปลกหน้าหลายฝูงซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันโดยได้รับมอบหมายจากใครไม่รู้บังคับให้ขี้ในกำบัง"

แล้วรงค์ก็พาเราไปถึงตำบลหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน  แต่ถ้าใครอ่านแล้วก็น่าจะตีความได้ว่า  มันช่างเหมือนตำบลหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์แห่งประชาธิปไตย   ลีลาการพรรณนาด้วยภาษาที่กระชากอารมณ์ ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ เห็นภาพ สัมผัสได้ทีเดียว ครับ

"ถนนเนืองนองผู้คน!  ปืนคำรามขับไล่!  กระสุนของมันโปรยปลิว!  รถถังกัมปนาทน่าเกรงขาม!  ผู้คนวิ่งพรูเข้าประจันหน้าด้วยมือเปล่าเปลือยๆ !  บางคนมีดุ้นไม้ที่หักรานจากข้างถนน !  ไฟไหม้!  แสงแดดจ้านเปลี่ยนเป็นหม่นและมืดคลุ้มจากควัน!  เฮลิคอปเตอร์ฉวัดเฉวียนเย้ยหยัน!  เสียงร้องไห้และตะโกนเคียดแค้น!  หลายคนพยายามเหยียดตัวของเขาให้แบนลงแนบถนนหลบกระสุนปืน!  แล้วนาฑีต่อมา เขาเผ่นโผนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง!  บางคนโดนฉีกแขนและขาขาดวิ่น!  ในมือบางคนมีระเบิดขวดใบน้อยไม่น่ามีพิษถ้าเทียบกับรูเหล็กสีดำของปืนที่ซุ่มซ่อนตามซอกตึก!  ผู้คนยังหลั่งไหลมาเนืองนอง!  คาวเลือด!  คราบเหงื่อและน้ำตา!  กลิ่นควันลามกอนาจารของควันปืน!  และลมหายใจของเสรีภาพ!   

อ่านภาษาของรงค์แล้วเห็นภาพ  สัมผัสได้ถึงบรรยากาศการต่อสู้ในวันนั้น  วันมหาวิปโยคที่คนไทยในยุคนั้น ไม่มีวันลืมเลือน  นี่แหละครับ  ภาษากระชากใจ ของนักเขียนที่มีชื่อเสียงอย่าง  รงค์  วงษ์สวรรค์   อีกหนึ่งตัวอย่างในการเขียนเรื่องสั้น  พอจะทำให้เรามองเห็นวิธีการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ ใครอ่านก็จำได้  สไตล์  จึงเป็นเรื่องสำคัญของการเขียน ที่สามารถโยงไปถึงบุคลิกภาพของผู้เขียนได้ดี