ลุปน่าบอกว่า เดี๋ยวอาร์เธอก็รายงานครูหรอก ผมเลยบอกว่า นั่นแหละดี จะได้เข้าใจว่าเรามาทำอะไร ไม่ใช่มาดูคนไข้แพ้ท้อง คนไข้มะเร็ง เธอเลยยกนิ้วโป้งให้ผมทีหนึ่ง

วันที่ 19 กันยายน 2550

ซึ่งเป็นวันพุธกลางสัปดาห์ที่ 20 นับไปยังคงเหลืออีก 56 วันเท่านั้น นึกแล้วก็ขำ มีหลายคนที่นี่ร่วมนับไปกับผมด้วย มันเป็นยี่ห้อ Dr Thanapan ไปซะแล้ว ลุงคนขายก๋วยเตี๋ยวใน Kopitium เจอหน้าผมตอนเช้าก็ถามว่าเหลืออีกกี่วัน เจ้าหน้าที่ที่คลินิกก็ถามเกือบทุกวัน ไม่กล้านึกหรอกว่าเขาอาจจะแอบดีใจที่เราจะไปแล้วก็ได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตื่นเสียเช้าครับวันนี้ ตั้งแต่ตี 5 แล้วนอนไปหลับไประยะหนึ่ง ยังไม่อยากลุกขึ้นเลย เลยหลับไปอีกครั้ง แต่นั่นแหละ 6.30 น. แล้วก็ลืมตายากเหลือเกิน เพราะเพิ่งหลับไปและกำลังสบายเสียด้วย ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว เดินไปทำงานตามปกติ อากาศดี ใจก็เลยนึกไปถึงโรงพยาบาลของผมที่เมืองไทย ในบัดดลก็เกิดอารมณ์ศิลปิน พาลคิดไปว่าถ้าที่นั่นมีบริการห้องสมุดให้คนไข้น่าจะดี ผมคิดไปไกลถึงระบบการยืมคืน การบริการแบบเคลื่อนที่ ระบบการหาหนังสือเข้าห้องสมุด ในชั่วเวลา 12 นาทีที่เดินไปโรงพยาบาลผมสามารถฟุ้งซ่านไปได้มากขนาดนี้เลยหรือ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เช้าวันนี้ผมตรวจคนไข้ที่คลินิกกับครูหาญ กว่าจะเลิกไปก็เกือบบ่าย 2 โมง ที่ช้าไม่ใช่ว่าเพราะคนไข้เยอะ แต่ครูหาย ไม่รู้หายไปไหน โทรตามตั้ง 1 ชั่วโมงก็ไม่รับสาย จะว่าเข้าห้องผ่าตัดก็คงไม่ใช่ ผมต้องใช้วิชาการส่วนตัวจัดการคนไข้ที่มีปัญหาไปก่อน เพราะหากเขารอนานมากๆเดี๋ยวเกิดเรื่องอีก คนที่นี่ความอดทนน้อยเสียด้วย เหลือแต่ที่ต้องรับการผ่าตัดจริงๆนั่นแหละที่ผมให้เขารออยู่ก่อน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ช่วงเช้าอาร์เธอมีคนไข้ผ่าตัด 2 คน ซึ่งเป็นคนไข้มะเร็งทั้งคู่ และก็เป็นหน้าที่ของดันดีและอาร์ลีนที่ต้องเข้าไปช่วยเขา อาร์เธอบอกให้ดันดีเข้าไปช่วยเตรียมคนไข้ก่อน อาร์ลีนก็แอบหนีไปทำงานวิจัยเงียบๆ ถึงตอนนี้ผมก็ชักหงุดหงิดขึ้นมา เรื่องอะไรเหรอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ต้องไม่ลืมว่า เราเป็นหมอต่างชาติ เรามาเรียน urogynae เรามีใบอนุญาตชั่วคราวที่ระบุว่ามาเรียนสาขานี้ ตอนแรกครูก็บอกชัดเจนว่า เราทำเฉพาะงานส่วนที่เรามาเรียนเท่านั้น แต่ดูเหมือนมีแต่อาร์เธอเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าเราต้องทำหน้าที่อะไร เพราะเขาต้องการให้เราดูคนไข้ทุกคนที่อยู่ในความดูแลของ consultants ในหน่วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมของเขาด้วย แรกๆก็มีไม่มากนัก แต่หลังๆเริ่มต้องการให้เราดูคนไข้แท้งบ้าง แพ้ท้องบ้าง ซึ่งผมเริ่มชักไม่ชอบใจลึกๆ และผมก็จะไม่ดูเลยในเวลาต่อมา ลองคิดดูสิครับ เวลาเราเขียนบันทึก progress note ลงไปในคนไข้แพ้ท้องว่า UG team มาดูคนไข้ มันจะตลกแค่ไหน หมอฉี่เล็ดมาดูคนไข้แพ้ท้อง ขำไม่ออกครับ อาร์ลีนดูให้ครูหาญเสมอ และมักจะลงชื่อผมไปด้วย ซึ่งผมต้องขีดออกทุกทีไป อาร์เธอทำให้พวกเราถูกกลืนไปในการดูคนไข้เขาไปด้วย หากไม่ดู นาตาลี เคยถูกด่ามาแล้ว ว่าคนไข้ทุกคนในหน่วยนี้ ต้องดู! แต่ผมไม่ดู ผมจะยืนอยู่นอกม่าน หรือไม่ก็ไม่เข้าไปในห้องซะเลย นี่เป็นการขวางโลกของผมที่เพื่อน fellow อีก 2 คนเริ่มรู้จัก ผมบอกเขาว่า เราต้องทำตามกฎ ทำตามข้อแนะนำตามใบอนุญาต และที่สำคัญเราต้องเข้มแข็งและยึดมั่นในหลักการ ตอนนี้เราชำนาญในการดูแลคนไข้ urogynae แต่เราอาจจะโง่ในการดูคนไข้หน่วยอื่น เพราะเรียนกันมาคนละโรงเรียน อันตรายมากนะครับ ลุปน่าบอกว่า เดี๋ยวอาร์เธอก็รายงานครูหรอก ผมเลยบอกว่า นั่นแหละดี จะได้เข้าใจว่าเรามาทำอะไร ไม่ใช่มาดูคนไข้แพ้ท้อง คนไข้มะเร็ง เธอเลยยกนิ้วโป้งให้ผมทีหนึ่ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                มาช่วงบ่ายผมว่าง เพราะเป็นช่วงให้ทำวิจัย แต่ผมไม่ว่างเลย เพราะว่าหาตั๋วกลับบ้านไม่ได้ในช่วงปลายเดือนหน้าและต้นเดือนพฤศจิกายน เรือบินตราเสือมีคนจองเต็มหมดตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมไปถึงกลางเดือนพฤศจิกายนเลย หงุดหงิดใจมานาน 2 สัปดาห์แล้ว เลยตัดสินใจจองตั๋ว Air Asia เลย ต้องไปกรุงเทพก่อน แล้วบินลงหาดใหญ่อีกที ดีที่ว่าสามารถออกเดินทางในวันศุกร์ได้ วางแผนว่าจะนอนกับน้องสาวที่กรุงเทพก่อน 1 คืน ส่วนขากลับก็มีเที่ยว 6 โมงเย็น ผมก็ยังสามารถอยู่ได้ในเวลาเท่าเดิม และก็จัดการส่งจดหมายไปหาพี่เอี้ยง เลขาภาคของผม ว่าช่วยจัดการเรื่องตั๋วบินไทยขากลับเที่ยวท้ายสุดให้ด้วย (อันนี้มีตั๋วอยู่แล้ว เลยสบายใจ) ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นเรื่องการเดินทาง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ราว 5 โมง อาร์ลีนก็เดินเข้ามา เธอบอกว่าอาร์เธอเรียกเธอเข้าห้องผ่าตัดเพื่อไปช่วยด้วย แต่ไปแล้วก็พบว่ามีน้อง MO อยู่คนหนึ่ง หมอเชียอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นหมอมะเร็งเพื่อนอาร์เธอที่มีห้องทำงานอยู่ในหน่วยเดียวกับเรา มีดันดี และมีอาร์เธอ นั่นหมายความว่าคนมีมากเกินไป อาร์ลีนและดันดีเลยต้องออกมายืนดูข้างนอก เซ็ง ผมก็เลยบอกว่า แล้วอยู่ทำไม ออกมาซะสิ ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย คนไข้เป็นมะเร็งก็ต้องให้หมอมะเร็งผ่า ผมเลยหงุดหงิดใจเป็นรอบ 2 ของวันนี้ ห่างกันไม่ถึงชั่วโมงหลังจากที่เราไปดูคนไข้ก่อนผ่าตัดของครูในวันพรุ่งนี้ด้วยกัน อาร์เธอเดินเข้ามาหาผมแล้วบอกว่า เขาไม่อาจให้ความไว้วางใจอาร์ลีนในการผ่าตัดคนไข้ของเขาได้ เขาเลยไม่ให้เธอเข้า case และเลยไม่ได้ดันดีเข้าด้วย (อันนี้เป็นลูกหลง) ผมไม่ถามว่าเพราะอะไร (คิดว่าเขาคงอยากให้เราถาม จะได้เล่าให้ฟัง แต่เมินซะเถอะ ผมไม่อยากตกหลุมและไม่อยากฟัง) ผมเลยบอกเขาไปว่า เอาความคิดหงุดหงิดออกจากหัวไปก่อน ลืมมันไป แล้วไม่ต้องจำ เสียเนื้อที่ในหัวเปล่าๆ พวกเรามาเรียน urogynae เราไม่เคยผ่าตัดคนไข้มะเร็ง (และก็ไม่ควรด้วย) เราไม่ได้ผ่า case โดยการเปิดหน้าท้องมานานกว่า 4 เดือนแล้ว จะมาเอาอะไรกับเราล่ะ วันนี้ผมพูดไปแค่นี้ เขาก็ได้แต่ยิ้มๆ และเดินออกไป ส่วนผมก็กลับบ้าน ไปกินข้าวเนื้อเกาหลีตามที่วางแผนเอาไว้อย่างสุขใจ อย่างน้อยเมื่อเราไม่ผิดหลักการก็ไม่มีใครมาว่าเราได้ ผมนี่ขวางได้แรงจริงๆ