เคยได้ยินแต่ติดสมาธิ  แต่คราวนี้เป็นติดสติ  เป็นอย่างไรกันทีนี้  ทำไมมันหย่อนลงๆ.

ดิฉันได้ฟังเรื่องนี้จากสหายอย่งยิ่งค่ะ  จึงได้นำมาเล่าให้ฟัง.  เขาได้เล่าขั้นแห่งธรรมให้ฟังโดยนัยแห่งพล๕.

เขาบอกว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น มีชั้นเชิงของมันอย่างนี้ คือ

ติดศรัทธา

นี่เป็นขั้นแรกของความติดขัดในการปฏิบัติธรรม.

ที่เรียกว่าติด คือ มันจอดอยู่ ติดอยู่อย่างนั้น ไม่ก้าวหน้าไปเกินกว่านั้นอีก  วนๆเวียนๆอยู่แค่นั้น ซึ่ง ในที่นี้คือศรัทธา.   คือ แค่เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามี พระธรรมมี พระสงฆ์มี กรรมดีกรรมชั่วมี ผลของกรรมดีกรรมชั่วมี  นรกสวรรค์มี ...เป็นต้น.

เมื่อมีความเชื่อตามนั้นแล้ว ก็ลงใจในความเชื่อนั้นเลย ยึดถือเหนียวแน่นแล้ว โดยไม่พิจารณาให้แยบคายลงไปจนเห็นจริงในสิ่งที่ตนเชื่อนั้น  ไม่พิจารณาให้ยิ่งขึ้นไป ถึงกิจอันเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อนั้น คือ การประกอบความเพียรโดยอาศัยความเชื่อนั้นเป็นพื้นฐาน.

การติดศรัทธานี้ เป็นอาการที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคมทั้งหลาย คนเหล่านี้เป็นศาสนิกตามบัตรประชาชน  หมู่พวกพาทำอะไรๆ ก็ทำตาม เมื่อขาดหมู่พาทำ ก็จอดนิ่งอยู่ ไม่รู้จะทำอะไร  เพราะเรื่องของความเชื่อชนิดนี้ มันมีอาการรอคอยหมู่พวกชักชวน  รอคอยผู้นำ เมื่อขาดผู้นำผู้ชักชวน ก็จอดนิ่งไร้ทิศทาง.  หากได้ผู้นำ นำไปในทางอ้อม ให้ถือเอาผิดๆพลาดๆ ก็เดินผิดๆพลาดๆ. หากได้ผู้นำ นำไปในทางตรง นำไปอย่างแม่นยำ ก็ดำเนินไปอย่างแม่นยำได้.

การประพฤติปฏิบัติธรรมในขั้นติดศรัทธานี้ นานๆจะทำครั้ง เหมือนอย่างว่า การทำทาน ต้องรอคอยถึงหน้าเทศกาลเสียก่อน ให้มีหมู่มีเพื่อนก่อนค่อยทำ ทำตามเพื่อน.  การรักษาศีล หากไม่มีเพื่อนพาทำ ก็ไม่รักษา.  การภาวนา ถ้าไม่มีเพื่อนพาทำ ก็ไม่ลงมือทำเอง.  ต่อเมื่อมีเพื่อน ซึ่งต้องมีจำนวนมากๆ มาชักชวนเข้าบ่อยๆ ก็เชื่อไปตามเพื่อน แล้วก็ไปทำ.  ถ้าเพื่อนๆรวมตัวกันได้ไม่มาก ก็ไม่มีอิทธิพลให้เขาเหล่านี้ไปประพฤติปฏิบัติธรรมได้.    เป็นการประพฤติปฏิบัติอย่างอ่อนๆ ไม่ต่อเนื่อง  นี่เป็นพื้นฐาน.  เรียกว่า ขั้นติดศรัทธา.

ศรัทธาเป็นของดี ถ้าไม่ติด เพราะมันเป็นทางเดิน   แต่ถ้าติดแล้วเดินไม่ได้ ไม่ก้าวหน้า ไม่ดีเลย  มีแต่จอดแล้วก็จมลงๆ   มีแต่เงื่อนไขข้ออ้าง มีแต่ช่องมีแต่โอกาสของความไม่ว่างไม่พร้อม.

ติดความเพียร

ขั้นนี้ เป็นการก้าวพ้นขั้นของการติดศรัทธาแล้ว คือ ศรัทธามันไม่ติด จิตมันก็เดิน เดินไปตามศรัทธานั้นล่ะ  คือ ศรัทธาว่า ทานมีผลดี ศีลมีผลดี ภาวนามีผลดี.  พิจารณาเห็นผลดีแห่งสิกขานั้นๆแล้วก็ลงมือทำตามนั้น.

สิ่งที่พัฒนามาให้ต่างไปจากขั้นติดศรัทธาคือ มันจะชักชวนตัวเองว่า ไปทำทาน  ไป รักษาศีล ไปเจริญภาวนา.  ที่จิตนี้จะมีอาการชักชวนตัวเอง ชวนตัวเองให้ประพฤติปฏิบัติ นี่เรียกว่า ขั้นความเพียร.

การชวนตัวเองในขั้นความเพียรนี้ ชวนแล้วชวนอีก  หลายๆครั้ง มันก็จึงลงมือทำตามที่ตนเองชวนทีหนึ่ง   ไปทำทาน ไปรักษาศีล ไปเจริญภาวนา.

อย่างเจริญภาวนานี้ ก็จะติดอยู่ในใจว่า การนั่งสมาธิเท่านั้น จึงเป็นการเจริญภาวนา  ใจนี้ก็จะชักชวนแต่ว่า ให้นั่งสมาธินะ ให้นั่งสมาธิ  แล้วมันก็นั่ง พอนั่งเข้า มันไม่สนุกสนาน ก็ทนกันไม่ได้   ก็นั่งพอเป็นพิธีไปอย่างนั้น  แม้ไม่เห็นผลแห่งการภาวนาอันนั้น มันก็ยังชักชวนให้ทำ  ทำเอาแต่ท่าทางเท่านั้นก็ทำ.

ให้เดินจงกรม มันก็เดินจงกรม.

ในขั้นความเพียรนี้ มันจะมีอาการรอเหมือนกัน รอท่าทาง.  ไม่ใช่รอพวกรอผู้นำ แต่รอท่าทาง เพราะถือเอาไว้ว่า ท่าทางอย่างนี้ๆ จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรม  ถ้าไม่มีท่าทางอย่างนี้ๆแล้ว ลงใจไม่ได้  ใจนี้ก็ไม่ปฏิบัติ มันเห็นแต่อย่างนั้น.

เมื่อประกอบท่าทางของการทำทานบ้าง รักษาศีลบ้าง เจริญภาวนาบ้าง คือ นั่งสมาธิเดินจงกรมอย่างนี้ มันก็ทำได้เล็กๆน้อยๆ พอให้เป็นสัญลักษณ์ เป็นท่าทาง.   แล้วมันก็ทำได้ถึงแค่นั้น  ยิ่งกว่านั้นไม่อาจทำได้.  นี่เรียกว่าติดความเพียร คือ ติดท่าทาง มีอาการรออยู่ ติดอยู่ ติดอยู่กับท่าทางของความเพียร.  จะทำอะไรๆ ต้องตั้งท่าตั้งทางก่อน ถ้าไม่ได้ตั้งแล้วทำไม่ถูก.

ติดสติ

เมื่อผ่านความเพียรนั้นมาได้  มียึดถือท่าทางแล้ว คือ ไม่ถือท่าทางว่าเป็นสติ   เจริญสติได้ทุกกิริยาอาการ ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน.   จะตั้งท่าตั้งทางหรือไม่ มันก็ระลึกรู้ๆตามสิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นนั้น   จนพรากท่าทางออกไป

คือ มันเกิดอาการคล้ายอย่างนี้ว่า มันไม่อยากจะตั้งท่าทางเลย  ทำอะไรอย่างไม่มีท่าทาง แต่สตินี้ระลึกรู้ๆกันไปทุกอิริยาบถ  ซึ่งมันก็ไม่ได้รู้ต่อเนื่องอะไรหรอก  แต่มันกำหนดรู้สับเข้าๆกับทุกอิริยาบถได้โดยไม่ต้องรอท่าทาง

จะยืน นั่ง เดิน นอน จะพูดจะฟัง จะขับถ่าย กินดื่ม นุ่งผ้าถอดผ้า หรือทำกิจกรรมอะไรต่างๆทุกอย่างนี้ กลายเป็นความเพียรไปได้หมด  แต่ไม่ต่อเนื่องหรอก  แต่ไม่เป็นปัญหากับท่าทางนัก.

พอเป็นอย่างนั้น มันก็ประมาทอีก เห็นว่า อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน  รู้สึกเบาสบายกว่าการทำท่าทางความเพียรนั้นเยอะ  พอนานเข้า การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม ด้วยจิตที่ตั้งใจว่าจะนั่งสมาธิ จะเดินจงกรมอย่างนี้ก็ไม่มี  มีแต่อาการระลึกรู้ รู้สึกเบาๆ ไม่เข้มข้นอะไร.

ผ่านเวลาไปนาน หลายเดือน หลายปี มันก็ทำได้อยู่แค่นั้น  รู้ชัดถึงความที่มันไม่ถอยหลัง และรู้ชัดถึงความที่มันไม่ก้าวหน้า.  สติเองก็ระลึกรุ้ได้อยู่  และค่อยๆแคล่วคล่องขึ้นเรื่อยๆอยู่  แต่มันมีช่วงขาดช่วงแหว่งแห่งสติ คือมันเป็นห่างๆ ไม่ถี่ ไม่เข้ม.  อย่างนี้เรียกว่า ติดสติ.

เมื่อติดสติแล้ว สิ่งที่พึงรู้พึงเห็นยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่เกิดนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่าสมาธิ ไม่เกิดมี  แต่ความเฉลียวฉลาดในการระลึกรู้นี้ มีอยู่มากอยู่ แต่ไม่คมชัด.

ติดสมาธิ

เมื่อระลึกรู้ได้ ถึงความที่ตนติดสติ เห็นความไม่ก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติ  เกิดความเบื่อ ความระอาต่อธรรมขั้นนั้น  ครั้นจะให้ถอยกลับไปไม่มีสติ หรือให้สติอ่อนลงกว่านั้น มันก็ไม่ยินยอมกันแล้ว เพราะมันชินกันมาแล้ว มันมีแต่จะเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว.

ความที่สติมันเจริญทีละน้อย จิตมีกำลังปานกลาง เหล่านี้ก็ระลึกรู้  แต่ไม่พอแก่ใจ เพราะรู้สึกว่ามันช้า มันเนิ่นช้าเหลือเกิน.

แต่นั้นก็ไปประกอบท่าทางของความเพียรด้วย โดยใช้สตินั้นล่ะเป็นฐาน คือ ประกอบความเพียรกับสติเข้าด้วยกัน  ลงไปนั่งสมาธิทีนี้

เมื่อนั่งสมาธิ ตั้งกายตรง ก็ดำรงสติเฉพาะหน้า มีสติจดจ่ออยู่กับการงานว่า เราจะตั้งสติไว้เฉพาะการนั่งนี้ มุ่งหมายอยู่กับการนั่งนี้ รู้อยู่กับการนั่งนี้ เพื่อฝึกสติ ไม่ให้มีอารมณ์อื่นมาแทรกแซงสติในการนั่งนั้น.

สติที่ฝึกกับทุกๆอิริยาบถมันก็มาเป็นอุปการะแก่สมาธิในตอนนี้เอง  เมื่อกำหนดสติอยู่ มีสิ่งใดเข้ามาชักมาลากจิตในมโนภาพ มันก็ไม่หลงใหลไปด้วย เพราะมันฝึกสติมาดีพอสมควรแล้ว.  เมื่อเป็นอย่างนั้น ความวิเวกก็เกิดขึ้นที่กายนั้น จิตก็สงัดจากกาย คือ ไม่รับรู้กายหยาบ  เข้าไปรู้กายละเอียด

จิตดิ่งลงเข้าไปสู่สมาธิ อันมีวิตกวิจารอยู่.  เห็นความที่กำลังแห่งสติในสภาพนั้นมันมั่นคงกว่าสติที่บำเพ็ญในก่อนหน้านั้นมาก  จิตประกอบไปด้วยปีติและสุขอย่างที่ไม่เคยได้พบเห็นในวิสัยทั่วไปแห่งสติ.  เกิดความสนุกสนานในการกำหนดสติไว้ในฐานอันเดียวๆไปอย่างนั้น.

ไม่ว่าจะตั้งสติไว้ในนิมิตอันใด อารมณ์อันใด  ก็สามารถจะทำสติให้ตั้งมั่นใด้ในอารมณ์อันเดียวนั้น  มีความสุขแตกต่างกันไปตามสภาพแห่งสติ  ไปตามความหนักเบาแห่งอารมณ์. เพราะอาศัยความตั้งมั่นแห่งสติเป็นปัจจัย

เมื่อถอยออกจากท่าทางแล้ว สตินั้นก็ยังจับอารมณ์อันเดียวนั้นโดยไม่ขึ้นกับท่าทางได้ คือ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน จิตนี้จะตั้งสติไว้ในที่ใด มันก็ไม่เผลอไผลไปกับกิริยาท่าทางของกายอีก  ไม่หวั่นไหวไปกับกิริยาอาการของจิตอีก  จะทุกข์จะสุขอะไรก็ตาม แค่ตั้งสติจ้อเข้าใส่นิมิตอันใดอันหนึ่ง หรือความไม่มีนิมิตอันใดอันหนึ่งเข้า มันก็จับอยู่อย่างนั้นได้ ไม่เดือดร้อนใดๆเลย.

ความช่ำชองในการตั้งสติมั่นนี้คือวสีในสมาธิ  ก็สนุกสนานอยู่กับการเล่นเลื่อนอารมณ์ จับกสิณทุกกอง จับอสุภะ จับอะไรๆเข้าไว้ สติก็ตั้งมั่นได้.  เห็นความที่กายกับจิตเป็นคนละอย่างกัน   มันต่างกับขั้นสติที่ยังเห็นกายกับจิตนี้เนื่องกันอยู่   แต่พอสติตั้งมั่นเข้า มันแยกกันไปคนละอย่างเลย.

เมื่อประสบอย่างนั้น ก็ไม่ได้พิจารณาคุณและโทษของสมาธิเหล่านั้นเข้า  ผ่านพ้นไปหลายเดือน หลายปี ก็วนเวียนอยู่แค่นั้น   สนุกสนานอยู่แค่นั้น  นานเข้ามันก็เบื่อ จึงเริ่มรู้สึกว่า มันไม่ก้าวหน้า ทำไมมันยังรู้สึกว่าจอดว่าจมอยู่ มันจอดอยู่ที่สมาธินี้ จมอยู่กับสมาธินี้  ความเบาใจยิ่งกว่านั้นไม่ปรากฏ  อาการหนักนั้น หากไม่เพ่งดูมันไม่เห็น.  นี่เรียกว่าติดสมาธิ.  เกิดความเข้าใจว่ารู้แจ้งธรรมแล้ว เพราะขั้นนี้ไม่ต้องใช้การคิดปรุงแต่งนำนัก มันพุ่งเข้ารู้ๆ แม่นยำๆไปอย่างนั้น  มันจะไม่หลงได้อย่างไร?

ปัญญา

เมื่อรู้สึกตัวแล้วว่าตนติดสมาธิ รู้สึกได้ถึงความที่ธรรมมันไม่ก้าวหน้า มันจอดมันจมแล้วอย่างนั้น จึงเดือดร้อน จึงก้าวเดินในทางปัญญา  มันก็จับอารมณ์ทุกอย่างที่ปรากฏเฉพาะหน้านั้นขึ้นพิจารณาถึงคุณถึงโทษ เห็นความทุกข์ ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน

เห็นมาตั้งแต่ขั้นของศรัทธา คือ เห็นทิฏฐิ ว่าทิฏฐิที่ถูกถือมั่นมันมีความผิดพลาดอย่างไร มีประโยชน์อย่างไรโทษอย่างไร.  เห็นวิริยะการติดท่าทาง เห็นอาการของสติ เห็นอาการของสมาธิ เห็นสิ่งเหล่านั้นโดยความเป็นทุกข์ มีความลดหลั่นบางเบาไปต่างๆกัน  แต่มันก็เห็นความทุกข์ ความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตาปรากฏให้เห็นในธรรมปฏิบัติแต่ละขั้นที่ตนผ่านมาได้ตามเป็นจริง.

แต่นั้นก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในศรัทธา ในวิริยะ ในสติ ในสมาธิ ปรากฏเป็นตัวปัญญา เจิดจ้าอยู่  ไม่มีข้อติดขัดในธรรมใดๆที่ปรากฏแก่จิต  มันปรากฏว่าแทงตลอดแทงตลอดไปในธรรมารมณ์ทุกอย่างที่มาปรากฏ คือ มันปรากฏขึ้นก็เหมือนมันว่าง มันจึงแทงตลอดไปได้ มันว่างไปทุกอย่าง ไม่มีอะไรติดขัด  ว่างไปหมด ว่างทั้งๆที่มันมีอยู่.

ศรัทธาที่ปรากฏในขั้นปัญญานี้ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ความเพียรที่ปรากฏในขั้นปัญญานี้ ไร้ท่าทางอย่างสิ้นเชิง
สติที่ปรากฏในขั้นปัญญานี้ พัดผัดไปอย่างรวดเร็วแม่นยำ ไม่ขาดตกบกพร่อง
สมาธิที่ปรากฏในขั้นปัญญานี้ ไหลต่อเนื่องไปไม่ขาดสาย ไม่ขึ้นกับนิมิตหรือท่าทางอันใด

เพราะความที่ปัญญามีอาการอย่างนั้น คือ ไม่ติดไม่ขัด  การติดปัญญาจึงไม่มี  จะเรียกว่าติดปัญญาก็ไม่ได้ เพราะปัญญามันมีอาการอย่างนั้น มันไม่ติดไม่ขัดกับอะไรๆ.

เรื่องติดสติก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ