โรคฉี่หนู Leotospirosis

ช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้เกิดน้ำท่วมหลายแห่ง สิ่งที่มากับน้ำท่วมคือโรคต่าง ๆ แต่โรคที่น่ากลัวมากโรคหนึ่งที่ผู้สัมผัสโรคอาจไม่รู้ตัว จนกระทั่งเกิดอาการของโรค คือ โรคฉี่หนู Leptospirosis เมื่อปี 2549 จังหวัดน่านประสบภัยจากน้ำท่วมใหญ่ นอกจากจะเดือดร้อนเดือดร้อนจากน้ำท่วมแล้ว ยังมีหลายคนเสียชีวิตจากโรคฉี่หนู Leptospirosis ประชาชนที่ถูกน้ำท่วมจำนวนมากมายเกิดความวิตกกังวลใจว่าตนเองจะติดเชื้อโรคนี้หรือไม่ พากันไปตรวจเลือดหาเชื้อโรคที่โรงพยาบาลน่านและโรงพยาบาลอำเภอใกล้เคียง ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เข้ารับการตรวจเลือดเพราะสัมผัสน้ำท่วม จึงขออนุญาตนำข้อมูลจาก http://www.dld.go.th/region7/dataknowrage/leptospirosis.htm มาเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ในการป้องกันโรคนี้

โรคฉี่หนู Leptospirosis

สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อเล็บโตสไปร่า  (Leptospira interogans)  เชื้อนี้สามารถพบได้ในสุนัข สุนัขจิ้งจอก สัตว์เลี้ยงในบ้าน แต่พบมากในหนูซึ่งสามารถแพร่เชื้อออกมาได้โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค

มักจะพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนต่อหนาว มีน้ำขัง

การติดต่อ

สัตว์ที่นำเชื้อได้แก่ พวกสัตว์แทะ เช่น หนู โดยเฉพาะ หนูนา หนูพุก รองลงมาได้แก่ สุนัข วัว ควาย สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไวในไตเมื่อหนูปัสสาวะเชื้อจะอยู่ในน้ำหรือดิน เมื่อคนสัมผัสเชื้อซึ่งอาจจะเข้าทางแผล เยื่อบุในปากหรือตา บางรายงานระบุผิวหนังปกติเชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้

คนรับเชื้อได้ 2 วิธี

1.                 ทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่นำเชื้อ ระหว่างสัตว์ต่อสัตว์ หรือคนต่อคนโดยเพศสัมพันธ์

2.                 ทางอ้อม โดยเชื้อที่ปนในน้ำ ในดิน เข้าสู่คนทางผิวหนัง หรือเยื่อบุ ที่ตา ปาก จมูก

อาการที่สำคัญ

หลังจากได้รับเชื้อ 10-26 วันโดยเฉลี่ย 10 วันผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของโรคซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ระยะ

1.                 ระยะเชื้อเข้ากระแสเลือด เมื่อเชื้อเข้าร่างกายจะเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้คือ

·                     ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะทันที มักจะปวด บริเวณหน้าผาก หรือหลังตา บางรายปวดบริเวณขมับทั้งสองข้าง

·                     ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะบริเวณ ขา เอว เวลากด หรือจับจะปวดมาก

·                     ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น

อาการต่างๆอาจอยู่ได้ 4-7 วัน นอกจากอาการดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง

การตรวจร่างกายในระยะนี้ที่สำคัญจะตรวจพบ ผู้ป่วยตาแดง มีน้ำตาหรือขี้ตาไหล คอแดง มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายมีผื่นตามตัว

2.                 ระยะร่างกายสร้างภูมิ ระยะนี้ถ้าเจาะเลือดจะพบภูมิต่อเชื้อเพิ่ม ผู้ป่วยจะมีไข้ขึ้นใหม่ ปวดศีรษะ คอแข็งมีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง

การวินิจฉัย

จากประวัติการสัมผัสโรค และตรวจร่างกายเมื่อแพทย์สงสัยแพทย์จะตรวจ

·                     CBC การตรวจเลือดทั่วไป จะพบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่ม บางรายเกร็ดเลือดต่ำ

·                     ตรวจปัสสาวะ พบเม็ดเลือดแดง ไข่ขาวในปัสสาวะรวมทั้งพบน้ำดี bilirubin ในปัสสาวะ

·                     ตรวจการทำงานของตับ พบการอักเสบของตับโดยจะมีค่า SGOT,SGPT  สูงขึ้น

·                     ในรายที่รุนแรงการทำงานของไตจะเสื่อม ค่า Creatinin,BUN จะเพิ่มขึ้น

·                     การเพาะเชื้อจากเลือดสามารถเพาะได้ในระยะแรกของโรค

·                     การตรวจทางภูมิคุ้มกัน สามารถตรวจพบหลังการติดเชื้อ 2 สัปดาห์

การรักษา

·                     ควรให้ยา penicillin,tetracyclin,streptomycin,erythromycin เป็นยาที่ใช้ได้ผลในโรคนี้ และควรจะได้รับยาภายใน 4-7 วันหลังเกิดอาการของโรค

·                     การได้รับน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ