พ่อบอกผมว่าพ่อตัดสินใจให้เรียนแล้ว ก็ขอให้ลูกตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ให้กังวลเรื่องเดียวคือเรื่องเรียน เรื่องเงินเรื่องทองที่จะใช้ในการเรียนเป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่ ลูกไม่ต้องกังวล

(3):เด็กสวรรค์

หลังจากผมเรียนจบชั้นปอหกผมก็ต้องผ่านการชี้ชะตาชีวิตอนาคตอีกครั้งหนึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ของพ่อจ๊อดที่ตัดสินใจให้ผมเรียนต่อชั้นมัธยมแทนที่จะให้ผมออกจากโรงเรียนไปช่วยทำไร่ผมเล่าให้ลูกๆฟังว่าถ้าตอนนั้นปู่ไม่ให้พ่อเรียนต่อตอนนี้พ่อก็คงเป็นชาวไร่หรือไอ้หนุ่มรถไถหรืออาจไปรับจ้างทำงานในโรงงงานที่กรุงเทพฯคงไม่ได้เจอกับแม่เขา (น้องเอ้) และก็ไม่มีแคน ขิม ขลุ่ยออกมา ตอนพ่อตัดสินใจให้ผมเรียนต่อชั้นมัธยมพ่อบอกผมว่าพ่อตัดสินใจให้เรียนแล้วก็ขอให้ลูกตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ให้กังวลเรื่องเดียวคือเรื่องเรียนเรื่องเงินเรื่องทองที่จะใช้ในการเรียนเป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่ลูกไม่ต้องกังวลแม้พ่อจะไม่ยากจนแต่ก็จะไม่ยอมให้ลูกออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะพ่อไม่มีเงินให้

สมัยนั้นถ้าจะเรียนต่อชั้นมัธยมแถวบ้านผมจะไปเรียนกันสองที่คือที่โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยาที่อยู่ที่ตัวอำเภอห่างจากบ้านประมาณ9กิโลเมตร ต้องนั่งรถยนต์สองแถวไป เสียค่าโดยสารไปกลับ 10บาท แต่จะมีรถเหมาสำหรับนักเรียนเสียเดือนละ 150บาท ซึ่งดูไม่มากแต่สำหรับครอบครัวเราแล้วถือว่ามากเพราะเดือนๆหนึ่งพ่อแม่ใช้เงินไม่ถึงร้อยบาทกับอีกโรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมที่มีถึงแค่มอสามคือโรงเรียนท่าชัยวิทยาห่างจากบ้านประมาณ 5 กิโลเมตร ปั่นจักรยานไปเรียนได้เป็นโรงเรียนเล็กกว่าและอยู่ที่อำเภอศรีสัชนาลัยผมขอไปเรียนในตัวอำเภอคือที่โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโรงเรียนหนึ่ง

ตอนไปสมัครเรียนแม้คะแนนตอนจบปอหกผมจะสูง แต่ก็เกรงว่าจะเรียนสู้เด็กในเมืองเขาไม่ได้เพื่อนๆที่จบบ้านป่ากุมเกาะด้วยกันต่างก็เลือกเรียนแผนสองไม่มีใครเรียนแผนหนึ่งซึ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์เลยผมก็เลยเลือกเรียนแผนสองไปด้วย

ผมได้รับคัดเลือกเข้าเรียนชั้นมอหนึ่งในแผนสองได้เรียนอยู่ห้องมอหนึ่งทับสี่มีอาจารย์ประจำชั้นคืออาจารย์กัญญารัตน์ คำพิชัย อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ใจดีมาก อาจารย์ยิ้มน่ารักมากผมอยู่ในห้องเรียนจะถูกเพื่อนล้อเลียนเนื่องจากผมพูดสำเนียงเพี้ยนไปจากภาษากลางเพิ่งหัดพูดสำเนียงกลาง(บ้านผมเรียกว่าพูดคล้าย) เช่นมีด พูดว่ามิดหรือไร่ พูดว่าไร้ หรือเสือก็เรียกเป็นเสื่อ ถ้าเสื่อจะพูดเป็นเสือเป็นต้น กว่าจะพูดคล้ายแบบกลางได้ก็เกือบทั้งปี ชั้นมอหนึ่งผมได้เรียนร่วมกับคุณหมอสุวิชัย สุทธิมณีรัตน์ หรือหมอแป๊ะผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตากคนปัจจุบันพอสิ้นปีเกรดเฉลี่ยของผมออกมาได้ 3.91สูงเป็นอันดับหนึ่งของชั้นมอหนึ่งเท่ากับปิยลักษณ์ เชื้อผู้ดีที่อยู่ห้องสองซึ่งเป็นห้องคิงส์ของสายวิทย์อาจารย์แนะแนวก็เรียกผมไปถามว่า ทำไมเรียนเก่งแล้วมาเรียนสายศิลป์ผมก็เล่าให้ฟังว่ากลัวเรียนสู้เด็กในเมืองไม่ได้อาจารย์ก็ชวนให้ย้ายไปอยู่สายวิทย์ ผมก็ย้ายไปทำให้ได้เรียนร่วมชั้นกับหมอสุวิชัยแค่ปีเดียว ตอนอยู่ชั้นมอหนึ่งนี่ที่บ้านก็มีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก ตื่นเต้นกันมากทั้งหมู่บ้านมีโทรทัศน์อยู่เครื่องเดียวจะไปนั่งดูกันเหมือนดูหนังกลางแปลงเลย ผมเคยไปดูเหมือนกันตอนนั้นเรื่องเหยี่ยวถลาลม กำลังดังพ่อผมเคยไปตามแล้วให้กลับบ้านแล้วบอกว่าจะตั้งใจเรียนไม่ใช่เหรอแล้วมามัวดูหนังดูละครได้อย่างไร ผมก็เลยได้คิดและก็ไม่ดูตั้งแต่นั้นจนติดนิสัยไม่ค่อยดูทีวีมาจนเดี๋ยวนี้ พ่อผมสอนหลายเรื่องที่เน้นอีกเรื่องก็คือเรื่องการพนันที่พ่อห้ามเด็ดขาด อย่างเล่นไพ่นี่เคยลองเล่นตอนเด็กๆ แล้วพ่อเรียกไปว่าผมก็เลยเล่นไพ่ไม่เป็นแลย

ผมย้ายมาอยู่สายวิทย์ได้อยู่มอสองทับสอง ห้องคิงส์ มีอาจารย์พรทิพย์น้อยวงศ์ เป็นอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ห้องสองจะมีเด็กในตลาดซึ่งเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีนเยอะต่างจากห้องมอหนึ่งทับสองที่มีเด็กรอบนอกอำเภอเยอะกว่าจบมอสองผมได้เกรดเฉลี่ย 3.94มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อจรัญ สวรรค์ภัณฑากร ได้ 4.00ในเทอมที่สองแต่เกรดเฉลี่ยสองเทอมผมยังคงเป็นที่หนึ่งของระดับชั้นอยู่

พอขึ้นชั้นมอสามมีการปรับห้องกันใหม่ตามเกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่เพื่อนสองทับสองได้ย้ายมาอยู่สามทับหนึ่งกันเยอะแต่ก็มีจากสองทับหนึ่งมารวมด้วยอีกอาจารย์ประจำชั้นชื่ออาจารย์ศิริพร บุญชนาวินสอนวิชาสังคมศึกษาเรื่องโลกของเรา ผมเรียนสนุกมากผมไปเชียงใหม่ครั้งแรกตอนมอสาม ไปสอบแข่งขันคณิตศาสตร์โดยอาจารย์สุวกุล พาไป เราเรียนคณิตศาสตร์กันหนักมาก แต่พอนั่งรถบัสไปก็เมารถกันเกือบทั้งคณะ ผมสอบออกมาก็ไม่ติดอันดับต้นๆของภาคเลยผมจบชั้นมอสามเป็นที่หนึ่งในระดับชั้นด้วยคะแนน 3.97มีเพื่อนๆและอาจารย์หลายคนมาถามว่าเรียนเก่งอย่างนี้จะย้ายไปเรียนที่เตรียมอุดมหรือสวนกุหลาบหรือมงฟอร์ตหรือเปล่าผมก็ตอบว่าเปล่าด้วยเหตุผลสองอย่างคือไม่มีเงินไปเรียนไกลๆและอันที่สองคือผมคิดว่าถ้าจะเก่งอยู่ที่ไหนก็เก่งได้และผมคิดว่าอยู่บ้านนอกเป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์ก่อนผมไปเบลเยียม 1 สัปดาห์ได้ไปหาอาจารย์ศิริพรหรืออาจารย์ต้อยท่านได้ให้จตุคามรามเทพมา 1 องค์ด้วย

ผมเรียนชั้นมอสี่ต่อที่เดิมมีเพื่อนไม่กี่คนที่ไปเรียนในกรุงเทพฯและเชียงใหม่ส่วนจรัญไปเรียนที่นครสวรรค์ ผมและเพื่อนๆได้อยู่ห้องสี่ทับหนึ่งมีเพื่อนๆจากโรงเรียนมัธยมอื่นๆในจังหวัดมาเรียนร่วมด้วยและทำให้ผมได้เพื่อนร่วมก๊วนที่สนิทกันมากเพราะมาจากครอบครัวยากจนเหมือนกันคือพิษณุแก้วนัยจิตรที่เคยเรียนด้วยกันสมัยประถมมาจากท่าชัยวิทยา(ตอนนี้เป็นอาจารย์ที่สถาบันพลศึกษาสุโขทัย กำลังเรียนต่อปริญญาเอก) สมชาย เขียวริดมาจากหนองปลาหมอวิทยาคม(ตอนนีเป็นเทคนิคการแพทย์ที่โรงพยาบาลสุโขทัย)ศักดา ชูกลิ่นจากสวรรค์อนันต์เหมือนกัน(ตอนนี้เป็นพนักงานของการบินไทย)และมานพ แสนเขียววงศ์ จากศรีสัชนาลัยจำไม่ได้แล้วจากโรงเรียนอะไร(ตอนนี้ทำงานอยู่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สาขาสวรรคโลก) พวกเราทั้งห้าคนจะห่อข้าวไปกินกลางวันด้วยกันทุกวันวันไหนใครลืมเอาช้อนมาเราจะเวียนช้อนร่วมกันทั้งวงทำให้พวกเรารักและผูกพันกันมาก และพอมีงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่เราก็จะไปกันเสมอๆ เทอมแรกผมพักอยู่บ้านที่ป่ากุมเกาะแต่เทอมสองผมได้มาพักบ้านอาจารย์สมใจ กสิกิจ (บ้านตาไม้ ยายคิ้มใจปัจจุบันเสียชีวิตแล้วทั้งสองท่าน) ซึ่งผมมีศักดิ์เป็นหลานทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยผมปั่นจักรยานไปเรียนไปกลับรวมวันละ 8กิโลเมตร ทำให้ขาแข็งแรงมาก เวลาเล่นกีฬาจะวิ่งได้ดีมากอาจารย์ประจำชั้นสมัยมอสี่ทับหนึ่งคืออาจารย์เกศกนกศรีทรงวุฒิ สอนวิชาคณิตศาสตร์ ผมได้เกรดเฉลี่ย 4.00ตอนจบชั้นมอสี่ ช่วงปิดเทอมกลาง ผมไปช่วยพ่อแม่ทำงานที่ไร่กลางคืนก็อ่านหนังสือโดยใช้ตะเกียง แสงสว่างไม่พอ พอเปิดเทอมสองผมก็มีปัญหาเรื่องสายตาสั้น ต้องใส่แว่นตาช่วงมอสี่นี้คนที่เรียนเก่งคู่คี่กันมาก็มีผมเอ็มหรือภูมิธร  อรัญญาเกษมสุข (จบแพทย์ศิริราชปัจจุบันเป็นหมอโรคผิวหนังอยู่ที่กรุงเทพฯ )และต้นหรือธงชัยสุมิตสวรรค์ (จบแพทย์ มศว. รุ่นที่สามปัจจุบันเป็นอายุรแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีสังวร สุโขทัย)สองคนนี่เล่นบาสเก็ตบอลเก่งด้วย ตอนปิดเทอมกลางผมไปนอนไร่กับพ่อพ่อได้สอนผมหลายๆอย่างโดยพ่อได้ให้ผมปฏิบัติให้ได้สองอย่างคือจงเป็นดั่งเกลือรักษาความเค็มและ ต้นตรงปลายตรงซึ่งผมก็จำและนำมาปฏิบัติจนทุกวันนี้

ขึ้นชั้นมอห้าก็เรียนอยู่ห้าทับหนึ่ง มีอาจารย์ทวีป เหล็กขำเป็นอาจารย์ประจำชั้น สอนวิชาคณิตศาสตร์และเป็นอาจารย์ฝึก ร.ด. ด้วยผมก็สมัครเรียน ร.ด.ด้วย ผมจบชั้นมอห้าด้วยเกรดเฉลี่ย3.97พลาดเอไปวิชาหนึ่งคือพลศึกษาเพื่อนๆหลายคนสมัครสอบเทียบได้กันหลายคน รวมทั้งภูมิธรสอบเทียบได้และสอบเอนทรานส์ติดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลก็เลยออกไปเรียนแพทย์ก่อนคนอื่นๆ

ชั้นมอหกอยู่หกทับหนึ่ง มีการปรับเปลี่ยนเพื่อนๆในห้องทุกปี ตามเกรดเฉลี่ยมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อพิชิต ประพันธ์ศิริหรือกล้าได้อยู่ทั้งสี่ทับหนึ่ง ห้าทับสองและหกทับสามซึ่งเป็นสายวิทย์ทั้งสามห้องทำให้กล้ามีเพื่อนร่วมห้องที่เป็นสายวิทย์ครบทุกคนจึงเป็นผู้กว้างขวางที่คอยประสานเพื่อนๆได้มากตอนนี้ก็เป็นหัวเรียวหัวแรงหลักในการประสานเพื่อนๆมาเจอกันในช่วงสำคัญๆเช่นปีใหม่สงกรานต์ ตอนนี้กล้าเป็นรองผู้จัดการธนาคารออมสิน สาขาสวรรคโลกเป็นคนที่มีน้ำใจมาก อาจารย์ประจำชั้นคืออาจารย์ศรัณยาเรืองวาณิชยกุล สอนวิชาภาษาอังกฤษมอหกเป็นช่วงเวลาสำคัญเพราะจะต้องเตรียมตัวสอบโควตาและเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยการเรียนจะดูจริงจังและหนักมาก แต่สำหรับผมแล้วผมเรียนและอ่านหนังสือมากสม่ำเสมอมาตลอด พอจบมอห้าผมก็อ่านหนังสือเองโดยไม่เรียนพิเศษจนจบของมอหกไปแล้วอยู่มอห้าผมลองสอบพรีโควตา ผลได้อันดับสี่ของจังหวัดก่อนสอบโควตาผมก็จะช่วยติวให้เพื่อนๆในห้องก่อนสอบจริงจะมีการจัดสอบของชมรมบัณฑิตแนะแนวเรียกว่าPretestผมสอบได้อันดับสองของภาคเหนือ อันดับหนึ่งคือเขี้ยวหรือศิริพงษ์เชี่ยวชาญธนกิจ (ปัจจุบันเป็นอาจารย์แพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่เชียงใหม่)อันดับสามคือตุ๊กตาหรือสุนิสา สินธุวงศ์(ปัจจุบันเป็นหมอตาที่โรงพยาบาลวัดไร่ขิง)และสอบอีกรายการหนึ่งเรียกว่าสอบPre-Entranceคราวนี้ผมสอบได้อันดับสามของภาคเหนือสลับกับตุ๊กตาที่ได้อันดับสองส่วนอันดับหนึ่งเขี้ยวยังครอบครองอยู่อย่างเหนียวแน่นตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยผมสอบติดแพทย์สองแห่งคือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(เรียนที่วชิรพยาบาล)ผมเลือกเรียนที่เชียงใหม่เพราะชินกับชีวิตต่างจังหวัดพอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เลยอ่านหนังสือน้อยลงตอนจบมอหกเกรดเฉลี่ยเลยตกไปหน่อยเหลือแค่ 3.88เท่านั้น

ตอนเรียนที่สวรรค์อนันต์ผมโชคดีที่มีอาจารย์ให้ความเอ็นดูช่วยเหลือเยอะมากโดยเฉพาะอาจารย์3ท่านคืออาจารย์นิโลบล ศรีสุโขที่คอยช่วยเหลืออบรมสั่งสอนผมมาตั้งแต่ชั้นมอหนึ่งนอกจากสอนหนังสือเรียนแล้ว อาจารย์ยังสอนถึงการปฏิบัติตนการดำเนินชีวิตในทางที่ดีและช่วยซื้อหนังสือคู่มือให้ผมด้วยและเน้นมากเรื่องความกตัญญูกตเวทีอาจารย์พาผมไปแข่งขันตอบปัญหาการบินไทยไขจักวาลสองปีแต่ไมได้เข้ารอบสุดท้าย อาจารย์เปรียบเหมือนแม่อีกคนหนึ่งของผมก่อนผมมาเบลเยียมผมได้ไปบรรยายKMให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัยเขต1 ได้พบว่าอาจารย์มานั่งฟังผมด้วยพร้อมขนมฝากหลานๆอีกถุงใหญ่สัปดาห์ถัดไปผมกลับไปบ้านที่สุโขทัยเพื่อลาญาติๆและได้ไปหาอาจารย์ที่บ้านแต่อาจารย์ไม่อยู่ตอนอาจารย์สอนหนังสือผมที่สวรรค์อนันต์ อาจารย์สอนวิชาสังคมศึกษาตอนหลังอาจารย์ย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคมอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์นักเรียนของอาจารย์ทำโครงงานประดิษฐ์ได้รับรางวัลหลายรางวัลอาจารย์นิโลต์บลหรือครูพริ้มเป็นครูที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าเสมอมา

ท่านต่อไปคืออาจารย์ศรัณยาเรืองวาณิชยกุล เป็นอาจารย์ประจำชั้น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษและเป็นผู้ที่ช่วยค้ำประกันผมตอนเข้าเรียนแพทย์ อาจารย์ใจดีมากคอยช่วยเหลืออบรมสั่งสอนผมในเรื่องต่างๆมากมายประมาณสองสัปดาห์ก่อนมาเบลเยียม ผมไปกราบอาจารย์อาจารย์พูดกับผมประโยคหนึ่งที่เป็นเหมือนพลังที่ช่วยให้ผมยืนหยัดในการทำความดีก็คือ“ครูภูมิใจในตัวหมอ ไม่ใช่เพราะหมอเป็นหมอแต่เพราะหมอทำเพื่อคนอื่นอยู่ตลอดเวลาทั้งคนในครอบครัว ญาติพี่น้องคนรอบข้างและประชาชน”

อีกท่านคือน้าจิ๋มหรืออาจารย์สมใจกสิกิจ ท่านเป็นทั้งน้าและครูของผมตอนที่ผมไปอยู่ด้วยที่บ้าน ผมไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย อาหารการกินความเป็นอยู่น้าจิ๋มดูแลให้ทั้งหมด ผมก็ช่วยได้แค่การทำงานบ้านล้างจานสูบน้ำ ถูบ้านเท่านั้น อาจารย์ทั้งสามท่านช่วยอบรมดูแลผมเป็นอย่างมากมากกว่าบทบาทของอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์ตามปกติแต่เป็นเหมือนแม่ที่คอยดูลูกมากกว่า

ตอนอยู่ที่สวรรค์อนันต์วิทยาผมได้รับเกียรติบัตรเรียนดีทุกปี ผมก็ภาคภูมิใจตัวเองมากเป็นที่หนึ่งจนรู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้ที่หนึ่งคงทนไม่ได้ ทำให้เครียดเรียนหนัก เพราะกลัวจะแพ้คนอื่น กลายเป็นความทุกข์ของคนเรียนเก่งซึ่งสุขเฉพาะตอนเกรดออก แต่เครียดตลอดเวลาตอนเรียนพอผมเข้าเรียนแพทย์ในปีแรกเทอมสอง ผมก็สามารถปล่อยวางเรื่องเกรดได้และใช้ชีวิตเรียนรู้สิ่งต่างๆในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมากมายและมีความสุข

ช่วงมอสี่เทอมปลายที่มาอยู่ที่บ้านอาจารย์สมใจทำให้ผมได้พบกับหมอสุวิชัยหรือแป๊ะอีกครั้งหนึ่งเพราะบ้านอยู่ติดกันสุวิชัยหยุดเรียนไปหนึ่งปี พอผมขึ้นชั้นมอห้าสุวิชัยก็เข้าเรียนชั้นมอสี่ จึงเรียนตามหลังผมหนึ่งปีหนังสือเรียนจึงใช้ของผมได้เลยกลางคืนจะมาอ่านหนังสือด้วยกันและก็นอนด้วยกันมาตลอดใช้หนังสือเรียนและคู่มือด้วยกันมาแยกกันตอนผมจบชั้นมอหกและหลังจากนั้นสุวิชัยก็สอบไปเรียนวิศวะจุฬาได้ก็ห่างกันไป ไม่ได้เจอกันนาน จนเมื่อปี 2548สุวิชัยมาเรียนแพทย์ธรรมศาสตร์อยู่ปี 6ผมก็ชวนมาทำงานใช้ทุนที่ตากและก็มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตากต่อจากผมอาจจะคล้ายๆกับตอนที่เขารับช่วงเอกสารตำราเรียนต่อจากผมแล้วเขาก็ทำได้ดี

เขียนเพลินมาจนจะเที่ยงคืนอีกแล้วเวลาที่เมืองไทยคงประมาณ ตีสี่ห้าสิบนาทีวันนี้ไม่สามารถใช้Skipeคุยกับแฟนและลูกๆได้ ก็คิดถึงมากเหมือนกันแต่ก็พยายามทำใจและใช้การส่งอีเมล์ไปแทนพรุ่งนี้จะต้องไปร่วมกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์กับเพื่อนๆร่วมชั้นเรียนที่เมืองชายทะเลต้องรีบนอนก่อน จะได้ไม่ง่วงในวันพรุ่งนี้ จบท้ายด้วยเพลงปลุกใจตัวเอง“ฉันจะบิน บินไป ไกลแสนไกล ไม่หวั่น ภูเขา จะสูง หรือทางจะชันไม่หวั่นไม่ไหว ฉันจะบินไปหา สุดฟ้า ก็คงต้องไป เก็บร้อยความฝันที่วางเรียงราย ให้กลายมาเป็นความจริง”

พิเชฐ บัญญัติ

23.55น. (4.55 น. เมืองไทย) วันที่ 11 กันยายน2550

Verbrondstraat52, AntwerpBelgium