ชีวิตในวัยเด็กที่สวรรคโลกเป็นชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ง่าย กินง่าย ใช้เงินไม่มากแต่ก็มีความสุขตามอัตภาพ ผมเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่โรงเรียนบ้านป่ากุมเกาะ ตำบลป่ากุมเกาะ อำเภอสวรรคโลก โดยไม่มีชั้นอนุบาล ก่อนเข้าโรงเรียนจึงใช้ชีวิตอยู่ในไร่เป็นส่วนใหญ่ แม้ไม่ได้เรียนอนุบาลแต่ก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและการทำงานของพ่อแม่ เรียนรู้จากธรรมชาติเรือกสวนไร่นา ป่าเขา การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ก็เป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่าแก่ชีวิตมากเช่นกัน

พอครบหกขวบก็เข้าชั้นประถม ผมเรียนเร็วไปหนึ่งปี ไม่ใช่ทันสมัยอะไร เพียงแต่แม่จำผิดเนื่องจากนับตามเวลาการเกิดที่ห่างจากพี่สาวลูกของน้า ก็เลยคิดว่าน่าจะเข้าโรงเรียนถัดกัน แต่พอเรียนไปจนจะจบชั้น ป. 4 ถึงรู้ว่าได้เรียนก่อนเกณฑ์

โรงเรียนบ้านป่ากุมเกาะ เดิมมีแค่ประถมหนึ่งถึงหก ปัจจุบันเป็นโรงเรียนมัธยมขยายโอกาสมีถึงชั้นมอสาม อยู่ติดกับวัดท่าเกย ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน ตอนเป็นนักเรียน พอน้าชายบวชพระก็เลยได้เป็นลูกศิษย์พระไปด้วย เวลาตอนเช้าก็เดินตามพระไปบิณฑบาต กลับมาวัดก็จัดเตรียมอาหารให้พระแล้วก็กินอาหารหลังจากพระฉันเสร็จแล้ว แล้วก็ล้างบาตรพระ ล้างปิ่นโตแล้วก็ไปโรงเรียนแต่ไม่ได้นอนที่วัด พอวันพระจะสนุกมาก ต้องรีบไปวัดแต่เช้านำบาตรพระไปตั้งไว้ในที่ที่จัดใส่บาตรบนศาลา คอยเฝ้าเปลี่ยนถ่ายเวลาบาตรพระเต็ม ต้องมีกระบุงไปใส่ขนมและใส่ข้าวสุกที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตร พอเสร็จจากใส่บาตรก็ยกบาตรพระไปถวายพระที่นั่งบนศาลา ส่วนขนมที่เหลือก็นำกลับไปกินกันและข้าวสุกจะเหลือมากก็เอาไปขายให้เป็นอาหารหมู ไม่งั้นก็จะบูดเสียไป ตอนหลังทางเจ้าอาวาสวัดเห็นว่าเป็นการสูญเสีย น่าเสียดายจึงเปลี่ยนมาเป็นใส่บาตรข้าวสาร ตอนแรกชาวบ้านก็บ่นๆกันกลัวไม่ได้บุญ เดี๋ยวนี้เวลาไปทำบุญก็เห็นใส่บาตรข้าวสารกันเป็นปกติแล้ว

ผมเรียนที่บ้านป่ากุมเกาะจนจบชั้นปอหก ตอนจบชั้นปอสี่ พ่อผมจะให้ออกจากโรงเรียนไปช่วยทำไร่ ซึ่งเด็กแถวบ้านสมัยผมพอจบปอสี่แล้วก็ออกจากโรงเรียนไปทำไร่ทำนาเกือบครึ่งห้อง ผมก็อ้อนวอนขอเรียนต่อให้จบปอหกจะได้ใบสุทธิก่อน พ่อเห็นผมอยากเรียนจริงๆพ่อก็ยอมให้เรียนต่อ พอจบปอหก พ่อก็จะให้ออกจากโรงเรียนไปช่วยทำไร่อีก คราวนี้ผมอ้อนวอนพ่อก็ไม่ยอม น้าซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่คือน้าราญหรืออาจารย์สำราญ สีแก้ว(ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา)กับน้าสำเริง(ผมเรียกสำเริ๊ง) หรือนายแพทย์สำเริง สีแก้ว (ปัจจุบันเป็นแพทย์ด้านอายุรกรรมที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์) ได้ช่วยพูดกับพ่อและพ่อก็เริ่มเห็นด้วยเพราะผมเรียนเก่งที่สุดในชั้นและก็สนใจเรียน ขยันอ่านหนังสือ ทั้งตายายและแม่ก็เห็นด้วย ผมก็ได้เรียนชั้นมัธยมศึกษาต่อ ที่พ่อไม่อยากให้เรียนเพราะพ่อกลัวว่าจะไม่มีเงินส่งให้ผมเรียน กลัวจะเรียนแล้วมีปัญหาเรื่องเงิน พ่อไม่ได้ห่วงว่าจะไม่มีใครไปช่วยทำไร่ เพราะพ่อแม้จะตัวเล็กแต่ก็ขยันและมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นมาก ครั้งหนึ่งมีงานบวชนาคแห่นาคผ่านหน้าบ้านแล้วมีผู้ชายคนหนึ่งเมามากลงนอนคลุกฝุ่น พ่อเข้าไปประคองเขามานอนที่ชานบ้านแล้วก็เอาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาจนเขารู้สึกตัวขึ้นมาแล้วก็เดินไปร่วมแห่นาคต่อ ผมก็ถามว่าทำไมต้องไปช่วยเขาด้วย พ่อก็บอกว่าการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือไม่คิดว่าจะได้อะไรตอบแทนเป็นความดีที่มีค่าและพ่อก็ย้อนถามว่าถ้าคนๆนี้เป็นพ่อ ผมจะเช็ดหน้าเช็ดตาให้พ่อไหม ผมก็ได้แต่นิ่งคิดและตระหนักในความมีน้ำใจของพ่อที่เป็นชาวไร่จนๆคนหนึ่งแต่พ่อก็ร่ำรวยน้ำใจ

วันแรกที่ผมไปโรงเรียนได้หนังสือมา ผมเห่อมาก ขอให้ตาสอนอ่านหนังสือทุกคืน อ่านได้บ้าง ติดบ้าง ตาก็เอาใจใส่สอนผม โดยไม่ดุ ไม่ด่าว่า คอยสอน คอยให้กำลังใจจนผมอ่านหนังสือได้ดี ตาของผมหรือพ่อใหญ่ทวนจึงเป็นครูที่ดีของผม ที่ทำให้ผมรักการอ่านหนังสือมาจนโต ผมยังนึกถึงตัวเองว่ายังเป็นครูได้ไม่ดีเท่าตา โดยเฉพาะความอดทนต่อความไม่รู้ของคนที่เราสอน เห็นได้จากตอนที่สอนลูกชายคนโตหรือน้องแคน ผมเองก็ยังหลุดหงุดหงิดมาหลายครั้ง เวลาสอนลูกแล้วลูกไม่จำหรือดื้อ แต่พอนึกถึงตาแล้วผมก็จะใจเย็นลง ความอดทนต่อความไม่รู้ของคนที่เราสอนเขาน่าจะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของครูหรือผู้สอน ถ้าสอนเขาไม่รู้เรื่อง แทนที่เราจะมาหงุดหงิดว่าเด็กทำไมเรียนรู้ช้าจัง เราต้องมานั่งคิดว่า เราจะสอนอย่างไรให้เขารู้เรื่อง ตาสอนผมอ่านหนังสือโดยเน้นให้สะกดคำให้ได้ ไม่ให้จำเป็นคำๆ ผมก็เอาหลักการนี้มาสอนลูกผม ทำให้ลูกอ่านหนังสือได้เร็วเพราะเขาสามารถสะกดคำได้เอง

ผมเรียนชั้นปอหนึ่งกับครูรวย เพียรทำ เป็นครูในโรงเรียนคนแรกในชีวิตผม ครูที่ช่วยให้ผมเรียนรู้ในระดับชั้นแรกของชีวิต ผมจบแพทย์ผมพยายามกลับไปหาครูแต่ครูก็เสียชีวิตไปแล้ว ผมเรียนปอหนึ่งสอบได้ที่เก้า เพื่อนที่สอบได้ที่หนึ่งตอนปอหนึ่งชื่อเด่หรือเผชิญ แต่เรียนจบแค่ปอสี่ก็ออกไปทำไร่ ชั้นปอหนึ่งมีสองห้องคือห้องกอกับห้องขอ ห้องกอเป็นเด็กจากใต้วัดท่าเกย ส่วนห้องขอเป็นเด็กเหนือวัดท่าเกย ผมอยู่ห้องขอ

ชั้นปอสองเรียนกับครูพจน์ ม่วงวงศ์ ผมสอบได้ที่สอง คนที่สอบได้ที่หนึ่งเป็นผู้หญิงชื่อศรีนวล พอจบปอสี่ก็ออกไปทำไร่เช่นกัน ตอนอยู่ชั้นปอหนึ่ง ผมโดนล้อว่าเป็นแฟนกับศรีนวล ทำให้เราไม่ค่อยคุยกัน ทั้งๆที่บ้านก็อยู่ใกล้กัน ศรีนวลเป็นคนกล้า ไม่กลัวใคร ไม่ยอมใคร โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย ถ้ามายุ่งกับเธอ เธอจะด่าแหลกเลย มีครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกับผมแล้วท้าชกกันที่ชายหาดหน้าโรงเรียน ผมก็ยกการ์ดมวย ยืนประจันหน้ากันทั้งสองคน แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรกัน เพื่อนคนหนึ่งไม่ทันใจ มันอยากดูมวย ก็เลยผลักผมเข้าไปทำให้หมัดไปโดนหน้าศรีนวล เขาร้องไห้เลย ไปฟ้องน้าเขาซึ่งเป็นเพื่อนกับน้าผม ทำให้ผมโดนต่อว่าและน้าก็สอนผมว่าการไปทำร้ายผู้หญิงไม่ดี ผมก็เถียงว่าผมไม่ได้ตั้งใจ แต่เพื่อนมันผลักเข้าไปโดนเอง หลังจากนั้นผมก็ตั้งใจไว้เลยว่าจะไม่ให้มีเรื่องที่ทำให้ผู้หญิงเจ็บตัวแบบนี้อีก ลูกชายคนหนึ่งของครูพจน์ จบชั้นมัธยมพร้อมผมชื่อวิชัย ม่วงวงศ์ ตอนผมเรียนจบชั้นมอหก ผมก็ได้ไปหาครูพจน์ที่บ้าน ไปสวัสดีขอบคุณครู ปู่ย่าตายายผมสอนเสมอว่าคนกตัญญูกตเวที ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ จะมีคนอุปถัมภ์ค้ำชูเสมอ

ชั้นปอสามเรียนกับครูอิ่ม ฉาดฉาน เริ่มเรียนท่องสูตรคูณ ครูจะให้ท่องให้ฟังวันละแม่ตั้งแต่แม่สองไปเรื่อยๆ ถ้าท่องไม่ได้ครูจะใช้แปลงลบกระดานดำตีมือโดยให้จีบนิ้วแล้วตีลงบนนิ้ว ผมก็เคยโดนตีเหมือนกัน ตอนปอสามมีเพื่อนคนหนึ่งตัวโตกว่าคนอื่นก็เลยเป็นหัวโจกชื่อประสิทธิ์ ทุกคนในห้องจะต้องซูฮกเป็นลูกน้อง คล้ายๆมาเฟียในหนังเลย ถ้าประสิทธิ์บอกว่าห้ามไปเล่นกับคนไหน คนนั้นจะถูกโดดเดี่ยวจากเพื่อร่วมชั้นเลย ต่อมาพอปลายปีเพื่อนอีกคนหนึ่งถูกบอยคอตจากประสิทธิ์ ก็เลยไม่ยอมเพราะก็ตัวใหญ่เหมือนกัน ก็เริ่มแข็งข้อและมีเพื่อนคนอื่นๆไปเข้าด้วยมากขึ้น เพื่อคนนี้ชื่อจำเนียรหรือเทา เป็นญาติกับผม ตอนหลังประสิทธิ์ก็ยอมแพ้ยกให้เทาเป็นหัวโจกแทน ผมก็เป็นลูกน้องเขาเหมือนกัน ก็ตัวเล็กจะไปสู้เขาได้ไง พอมีขนมเราก็ต้องแบ่งให้หัวโจกเขาด้วย ประสิทธิ์จบปอสี่ก็ออกจากโรงเรียนไปทำไร่ ส่วนเทาเรียนเทคนิคทำงานที่กรุงเทพฯ ก็ยังเจอกันอยู่ จบปอสามผมสอบได้ที่หนึ่ง

พอขึ้นชั้นปอสี่ เทาก็เป็นหัวโจกอยู่ แม่ของเทาเป็นลูกของน้าชายของแม่ผม เราจึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ตอนที่เราวางแผนชักชวนเพื่อนๆให้มาเข้ากับเทา เลิกเป็นลูกน้องประสิทธิ์ ผมกับกบ(ประทิน คงมา) ก็เป็นตัวตั้งตัวตี เราทำแบบลับๆ ไม่ให้ประสิทธิ์รู้ ถ้ารู้เรามีหวังเจ็บตัวไปด้วย ทำตัวเหมือนสายลับ นึกถึงตอนนี้ก็สนุกดี ชีวิตวัยเด็ก ขึ้นชั้นปอสี่ ครูพจน์ ม่วงวงศ์ ก็มาเป็นครูประจำชั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมสอบได้ที่หนึ่งอีกได้เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ตอนปอสี่ครูสันติภาพมาสอนภาษาไทย ให้พวกเราเขียนไทย แล้วเฉลยให้นักเรียนช่วยกันตรวจ ถ้าตรวจช่วยเพื่อนจะโดนตี วันนั้นโดนตีกันทั้งห้อง ใช้ไม้เรียวตีก็แรงมากเหมือนกัน เราทุกคนตรวจให้ถูกในคำว่า ศรีษะ ซึ่งจริงๆต้องเขียนว่า ศีรษะ ทำให้ผมตั้งใจไว้เลยว่าจะต้องเป็นคนละเอียดรอบคอบให้มากขึ้น แค่ใส่สระอีผิดที่ไปหน่อยเดียว โดนตีอย่างเจ็บเลยและผมก็เป็นคนกลัวครูด้วย จึงไม่ค่อยจะโดนตีเท่าไหร่ โดนตีอีกที่ตอนอยู่ชั้นมอหนึ่ง โดดประชุม โดนตีสองที กางเกงนักเรียนเป็นรอยไม้เรียวเลย หลังจากนั้นก็ไม่เคยโดนตีอีกเลย อาจเป็นจากการโดนตีเรื่องเขียนคำว่าศีรษะผิดนี่ก็ได้ ที่ส่งผลให้ตอนที่ผมเป็นหมอ ผมจะเขียนใบสั่งยาอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้คนรับใบสั่งยาจัดยาผิดให้คนไข้ ไม่งั้นคนไข้คงเจ็บตัวเหมือนผมโดนตีก็ได้

ชั้นปอห้า มีการจัดห้องใหม่รวมห้องกอห้องขอแล้วจัดใหม่ เป็นสองห้อง ผมอยู่ห้องขอเหมือนเดิม ครูประจำชั้นคือครูสันติภาพ ประหลาดเนตร จากการที่ผมเรียนได้ที่หนึ่งมาหลายปี ความโดดเด่นสูงมากขึ้น อำนาจเชิงกำลังของเทาลดทอนลง ระบบหัวโจกหายไป คงเนื่องจากเราโตขึ้น มีการแบ่งห้องใหม่และผมเองก็โดดเด่นขึ้นจากผลการเรียน ทำให้เพื่อนยอมรับมากขึ้น เวลาทำการบ้านก็ต้องพึ่งเรามากขึ้น ผมเองก็ไม่เคยหวง ให้เพื่อนลอกการบ้านได้เสมอ โดยไม่กลัวว่าเพื่อนจะได้คะแนนเท่าเรา ก็เลยได้เป็นหัวหน้าชั้นเรียน ผมสอบได้ที่หนึ่งของห้องขอ ได้เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนห้องกอ พิษณุ แก้วนัยจิตร สอบได้ที่หนึ่ง(ตอนนี้พิษณุ ทำงานอยู่ที่สถาบันพลศึกษา สุโขทัย เป็นเพื่อนสนิทร่วมก๊วนสมัยเรียนชั้นมัธยมปลายด้วยกัน ขณะนี้ได้ทุนเรียนระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร) ตอนอยู่ชั้นปอห้านี่ผมได้แสดงลิเกในงานวันเด็กด้วย (ยังจำบทร้องได้บางส่วน โอ้อนาจวาสนา ชีวิตเกิดมาอาภัพ ก็เพราะความจนมาบังคับ ชีวิตจึงอับเช่นนี้ เช้าต้องออกทำงาน ต้องจากบ้านเรือนไป ผมมีอาชีพค้าขาย พวกเส้นก๊วยเตี๋ยวบะหมี่....) แสดงร่วมกับพี่ๆปอหก ผมได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในชั้นปอห้าโดยครูยุพมาศ ดิษนุ้ย(นามสกุลเดิม คงมา) เป็นผู้สอน ได้ฝึกเขียนตัวภาษาอังกฤษทั้งตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเขียนเล็ก ตัวเขียนใหญ่ ตอนนั้นผมเขียนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Pichead Banyat แต่ตอนนี้ผมใช้เป็น Phichet Banyati ตอนไปทำพาสปอร์ตทางผู้ทำเขาต้องให้ผมเซนต์ชื่อว่าบัญญัติ เขียนเป็น Banyati แน่นะ เพราะเขาจะอ่านเป็นบัญญาติ ไป แต่ผมก็ยืนยันให้ใช้ตามนี้ ก็มันชื่อเรานามสกุลเรา จะใช้อย่างนี้ จุดเริ่มต้นของการเรียนภาษาอังกฤษจึงเกิดขึ้นในชั้นปอห้านี้โดยมีครูยุพมาศ เป็นผู้สอน ปัจจุบันครูยุพมาศเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่ากุมเกาะ

ชั้นปอหก ผมเป็นหัวหน้าชั้นเหมือนเดิม มีครูณรัตน์ ช่วงโชติ เป็นครูประจำชั้น แต่ตั้งแต่ชั้นปอห้า จะมีครูสอนประจำวิชาๆไป ไม่ใช่คนเดียวสอนทุกวิชาเหมือนตอนปอหนึ่งถึงปอสี่ ผมทำข้อสอบได้เกือบเต็มทุกวิชาเลย คุณครูให้ผมเฉลยข้อสอบให้เลย ผมตอบได้ถูกหมดทุกข้อ ตอนจบชั้นปอหก ผมได้เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นที่หนึ่งของรุ่นของโรงเรียนบ้านป่ากุมเกาะ

ผมเริ่มสังเกตว่า แม้เราจะตัวไม่โต กำลังไม่มาก ไม่มีอำนาจอะไรที่เพื่อนๆกลัวเกรงในชั้นปอหนึ่งถึงปอสี่ แต่พอขึ้นปอห้าปอหกก็พบว่ากำลังกายสู้กำลังสมองไม่ได้ ในห้องเรียนเพื่อนๆไม่ได้พึ่งคนตัวโตเพราะไม่มีใครรังแก แต่พึ่งคนเก่งเพราะต้องคอยสอนการบ้าน ทำให้ผมรับรู้ได้ว่าอำนาจที่แท้จริงมันเปลี่ยนไปจากการใช้กำลังกายมาสู่การใช้กำลังสมอง เหมือนกับปัจจุบันที่อำนาจบังคับบัญชาเริ่มเสื่อมถอยไป แต่อำนาจของความรู้ความสามารถของคนเริ่มมีผลมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมแห่งการเรียนรู้ ผมจึงเปลี่ยนใจจากการไปฝึกชกมวย มุ่งสู่การอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความรู้มากกว่าเพิ่มกำลังและฝีมือในการต่อสู้ เหมือนกับองค์การปัจจุบันที่ต้องพัฒนาไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่ยึดติดอยุ่ในวัฒนธรรมอำนาจ สั่งการบังคับบัญชาแบบเดิมๆอีกต่อไป

เรียนชั้นประถม จะมีพี่น้องที่เป็นลูกน้าไปเรียนด้วยกันเรียงกันทุกปี อยู่บ้านเดียวกันกับตายาย จึงแบ่งหน้าที่กันทำงานบ้านได้ พี่สายฝนหุงข้าวทำกับข้าว ผมตักน้ำ สำรวย(ปึ๊) ช่วยทำกับข้าว มะลิ(จุ๊รี)และพิชัยกับวารินทร์ถูบ้าน ตอนไปโรงเรียนห่อข้าวใส่ปิ่นโตไปกินกลางวันกัน ขากลับบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง จับปู จับหอยขมกลับมาให้ยายทำกับข้าวไปด้วย ได้เงินไปโรงเรียนวันละห้าสิบสตางค์ ใส่รองเท้าแตะ กว่าจะมีผ้าใบใส่ก็ชั้นปอห้า กลับจากโรงเรียนต้องซักผ้ากันเอง ของใครของคนนั้นและรีดผ้าเอง โดยใช้เตารีดถ่าน เวลาร้อนมากๆต้องรีดบนใบตองก่อนหรือเอาถ่านออกให้ไฟอ่อนลง เย็นวันศุกร์แม่จะขี่จักรยานมารับไปนอนไร่ เช้าวันจันทร์ออกจากไร่แต่เช้ามาอยู่บ้านเพื่อไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียนก็จะมีขนุน มะม่วง ฝรั่ง กล้วยน้ำว้าไว้กินแก้หิว การแบ่งหน้าที่กันทำงานบ้านตามความถนัดและความเหมาะสมทำให้เรารู้จักการแบ่งงานกันทำและมีความรับผิดชอบ

ผมเรียนชั้นปอหนึ่งตอนปี 2518 เป็นเวลาสามสิบสองปีมาแล้ว แต่ภาพเหล่านี้ก็ยังจำได้ชัดเจนดี สงสัยผมคงจะเริ่มแก่แล้ว จึงอยากเล่าเรื่องราวเก่าๆ แต่ส่วนหนึ่งก็อยากจะได้ระลึกถึงพระคุณของครูในสมัยชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านป่ากุมเกาะที่ได้อบรมสั่งสอนผมให้มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดีแม้จะเป็นเพียงโรงเรียนเล็กๆประจำหมู่บ้านในบ้านนอกก็ตาม ซึ่งผมยังจำถึงความเอาใจใส่ของคุณครูทุกท่านได้เป็นอย่างดี

กะว่าจะเขียนเล่าสั้นๆ เขียนไปเขียนมาก็ยาวเหมือนกัน เริ่มรู้สึกง่วงอีกแล้ว ดูเวลาก็ห้าทุ่มสิบห้าแล้ว แต่พอดูเวลาที่คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเวลาเมืองไทยก็ตีสี่สิบห้าแล้ว อดนึกถึงเพลงคิดถึงบ้านของวงประจัญบานไม่ได้ “มองดูดวงดาวก็เป็นดาวดวงเดียวกัน มองดูดวงจันทร์ก็เหมือนจันทร์ที่บ้านเรา คืนนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน...มองไปทางใดก็มีแต่ตึกสูงสวยงาม แต่ใจคนไม่งาม เหมือนคนที่บ้านเรา คืนนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน” 

พิเชฐ  บัญญัติ

บ้านพักVerbrondstraat 52

เมืองแอนท์เวิป เบลเยียม

23.55 น.

วันที่ 10 กันยายน 2550