Hiker

วารสารฮาร์วาร์ดเฮลธ์ (Harward Health E-newsletter) ฉบับเดือนมกราคม 2549 ได้กล่าวถึงกลไกการเกิดเส้นเลือดอุดตัน และแยกแยะว่า การออกกำลังกายช่วยอะไรได้ ช่วยอะไรไม่ได้แบบ “ฟันธง”

ผู้ชายอเมริกันที่อายุมากกว่า 40 ปีมีความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันตลอดชีวิตประมาณครึ่งหนึ่งหรือ 49 %

เดิมเราคิดกันว่า โรคเส้นเลือดอุดตันเป็นเรื่องของคราบไขมันอุดตัน เปรียบคล้ายท่อประปาที่มีตะกรันไปเกาะ ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางของท่อลดลง และอุดตันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันเราพบว่า การเกิดเส้นเลือดแดงอุดตันเกิดจากกลไกสำคัญ 4 ขั้นตอนได้แก่ การมีคราบไขมันไปเกาะ อนุมูลอิสระเข้าแทรก เกิดการอักเสบ และคราบไขมันแตก

1. คราบไขมันไปเกาะ:                                                  

คราบไขมันหรือโคเลสเตอรอลในร่างกายส่วนใหญ่สร้างขึ้นที่ตับ ส่วนน้อยมาจากอาหาร รถบรรทุกโคเลสเตอรอลมี 2 กลุ่ม

กลุ่มตัวร้ายเรียกว่า “แอลดีแอล (LDL)” เปรียบคล้ายรถทิ้งขยะ นำขยะ(คราบไขมัน)ไปทิ้งที่ผนังเส้นเลือด

กลุ่มตัวดีเรียกว่า “เอชดีแดล (HDL)” เปรียบคล้ายรถเก็บขยะ เก็บขยะ(คราบไขมัน)จากผนังเส้นเลือดกลับไปตับ และขับออกทางน้ำดี

เจ้ารถทิ้งขยะ (LDL) กับรถเก็บขยะ (HDL) นี่เขาทำงานแข่งกันทุกวัน ถ้ารถทิ้งขยะชนะจะเกิดคราบไขมันบนเส้นเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ารถเก็บขยะชนะจะช่วยลดคราบไขมันบนเส้นเลือดให้น้อยลง

2. อนุมูลอิสระเข้าแทรก:                                              

อนุมูลอิสระ (oxygen free radicals) เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร กระบวนการทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว ฯลฯ

อนุมูลอิสระเปรียบคล้ายกับ “มือที่สาม” หรือพวกที่ชอบยุยงให้คนแตกกัน อนุมูลอิสระจะทำให้รถทิ้งขยะ (LDL) ที่จอดอยู่ริมถนน หรือเกาะติดกับผนังเส้นเลือดแปรรูป กลายเป็น “ผู้ก่อการร้ายแอลดีแอล (oxidized LDL)”

ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะทำงานแบบ “นราธิวาส” หรือวางระเบิด(ด้วยสารเคมี) กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (inflammation)

3. เกิดการอักเสบ:                                                         


กระบวนการอักเสบจะทำให้เกิดสารเคมีหลายชนิด สารเคมีเหล่านี้จะดึงดูดเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งกินเก่งจนเป็น “นักกินอาชีพ (macrophage)” ซึ่งมีลักษณะคล้ายผู้บริหารบางท่าน

เม็ดเลือดขาวนักกินอาชีพจะกินคราบไขมันเข้าไปจนกลายเป็นเซลล์ที่บวมเป่ง (foam cells) เปรียบคล้ายเศรษฐกิจฟองสบู่ ยิ่งกินยิ่งโต ยิ่งโตยิ่งเต่ง

ครั้นเต่งมากเกินก็จะแตกออกในระดับเซลล์ หรือระดับครอบครัว และปล่อยคราบไข หรือผู้ก่อการร้ายแอลดีแอล (LDL) ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระบวนการอักเสบเรื้อรังนี้จะทำให้เกิดเส้นเลือดเกิดการอักเสบ (atheroscleritis) คราบไขหรือตะกรันในเส้นเลือด (plaque) จะหนาขึ้นเรื่อยๆ กล้ามเนื้อเรียบในเส้นเลือดจะหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ

4. คราบไขมันแตก:                                                       

คราบไขหรือตะกรันในเส้นเลือด (plaque) ที่หนาตัวจะพองเข้าไปในเส้นเลือดเรื่อยๆ ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดลดลง เลือดไหลผ่านได้น้อยลง

และแล้ว...วันร้ายคืนร้ายก็มาถึง คราบไขหรือตะกรันนี้จะแตกออกในระดับมหภาค หรือระดับประเทศ

เปรียบคล้ายเศรษฐกิจฟองสบู่ที่แตกดังโพละ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบเพิ่มขึ้นอีก มีเกล็ดเลือด ลิ่มเลือด และเม็ดเลือดจำนวนมากมาเกาะ และเกิดภาวะเส้นเลือดแดงอุดตันเต็มรูปแบบในที่สุด

อธิบายซ้ำอีกครั้ง:                                                         

กระบวนการเกิดเส้นเลือดแดงอุดตันเริ่มจากการมีคราบไขมัน (LDL) ไปเกาะผนังด้านในของเส้นเลือดแดง

อนุมูลอิสระ (free radicals) หรือ “มือที่สาม” ทำให้คราบไขมันแปรรูปจากผู้ร้ายธรรมดา (LDL) กลายเป็นผู้ก่อการร้าย (oxidized LDL)

ผู้ก่อการร้ายทำให้เกิดการอักเสบ (inflammation) มีเซลล์เม็ดเลือดขาวนักกิน (macrophage) ไปกินคล้ายกับผู้บริหารบางคน กินจนโต โตจนเต่ง เต่งจนแตก

เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวเก่าตายไปพร้อมกับระเบิดพลีชีพ(การอักเสบ) ตัวใหม่ก็มาทำระเบิดพลีชีพแบบนี้อีก

เราอาจเรียกกระบวนการพลีชีพซ้ำซากแบบนี้ว่า “กระบวนการนราธิวาส” ก็ได้ เพราะมีการวางระเบิดผนังเส้นเลือดแดงซ้ำซากจนชอกช้ำ ยับเยิน

หรือจะเรียกว่า “กระบวนการฟองสบู่แตกระดับครัวเรือน” ก็ได้ เพราะเป็นกระบวนการที่เกิดจากการกินคำใหญ่เกินจนบ้านแตกสาแหรกขาด

เรื่องนี้คล้ายคำกล่าวที่ว่า “คนที่กินคำใหญ่มักจะอยู่ได้ไม่นาน (Big bite lives no long.)" ยกเว้นบุญเก่ายังส่งผลอยู่ ทำให้เหลิงลอยต่อไปได้อีกพัก

อย่านำคำกล่าวนี้ไปพูดกับผู้บริหารบางคนนะครับ เดี๋ยวจะเดือดร้อน...

วันเวลาผ่านไปเหมือนความฝัน...(ขออนุญาตยืมสำนวนนักเขียนอาชีพมาใช้) คราบไขมันพอกหนาขึ้นเรื่อยๆ กล้ามเนื้อเรียบของเส้นเลือดหนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เลือดไหลผ่านเส้นเลือดได้น้อยลง

และแล้ว...วันร้ายคืนร้ายก็มาถึง คราบไขมันแตกดังโพละคล้ายเศรษฐกิจฟองสบู่

เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง เกล็ดเลือด เม็ดเลือด และกระบวนการเกิดลิ่มเลือดพากันมาอุดตันเส้นเลือดดุจการเข้าสู่กรงเล็บในคราบนักบุญของ IMF ทำให้เกิดอาการโรคหัวใจขาดเลือด หรือสมองขาดเลือดในที่สุด

ตรวจหากระบวนการอักเสบได้หรือไม่:                          

ปัจจุบันเราตรวจหาระดับการอักเสบในร่างกายได้จากเลือด โดยตรวจหาซีอาร์พี (CRP / C-reactive protein)

คนที่มีกระบวนการอักเสบมาก เช่น ปอดบวม ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ฯลฯ จะมีค่าซีอาร์พีสูง คนสุขภาพดีจะมีค่าซีอาร์พีต่ำ

ถ้าไม่มีการติดเชื้อหรือการอักเสบที่อวัยวะอื่นๆ แล้ว ซีอาร์พีจะบ่งชี้ได้ว่า การอักเสบในเส้นเลือดมีมากหรือมีน้อย

อาจารย์ ดร.เอิร์ล ฟอร์ดได้ทำการศึกษาผลของการออกกำลังกายกับซีอาร์พีในผู้ใหญ่อเมริกัน 13,748 คน (National Health & Nutrition Examination Survery III) ในปี 2545

ผลการศึกษาพบว่า

  • การออกกำลังกายปานกลางลดระดับซีอาร์พีได้ 15 %
  • การออกกำลังกายอย่างหนักลดระดับซีอาร์พีได้ 47 %
  • ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่า การออกกำลังกายน่าจะลดการอักเสบของเส้นเลือดแดง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน

การศึกษาผลของการออกกำลังกายในคนไข้โรคหัวใจ 277 คนนาน 3 เดือนพบว่า การออกกำลังกายทำให้ซีอาร์พีลดลง 41 %

อาจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดท่านจึงแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ว (brisk walking) วันละ 30-40 นาที

การออกกำลังกายช่วยอะไร:                                         

การออกกำลังกายช่วยลดระดับไขมันตัวร้ายหรือรถทิ้งขยะ (LDL) ช่วยเพิ่มไขมันตัวดีหรือรถเก็บขยะ (HDL) ลดความเสี่ยงจากโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน โรคอ้วนโดยเฉพาะอ้วนรอบพุง(ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคเส้นเลือดหัวใจ) ลดปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรควิตกกังวล และโรคซึมเศร้า

การออกกำลังกายช่วยลดการอักเสบของเส้นเลือด ทำให้ซีอาร์พี (CRP) ลดลง และลดความเสี่ยงต่อภาวะเลือดแข็งตัวง่ายเกินจากไฟบริโนเจน (fibronogen) สูง ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดแตก ตีบตันลดลง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

การออกกำลังกายจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดแตกหรือตีบตัน เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน อัมพาต-อัมพฤกษ์จากเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบตัน ฯลฯ

การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยลด...

  • ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกผุ (osteoporosis) ที่พบในคนสูงอายุ
  • ลดโอกาสเกิดนิ่วถุงน้ำดี
  • ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ลดความเสี่ยงโรคต่อมลูกหมากโต
  • ลดปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว (erectile dysfunction) ในผู้ชาย

การออกกำลังกายไม่ช่วยอะไร:                                    

การออกกำลังกายไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บจากการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองแตกหรือตีบตัน(อัมพาต อัมพฤกษ์) โรคภูมิแพ้ โรคถุงลมโป่งพอง และโรคอื่นๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ

การออกกำลังกายไม่ช่วยลดภาวะโฮโมซิสเทอีน (homocysteine) สูง สารเคมีตัวนี้มีพิษต่อผนังเส้นเลือดแดง แต่การกินอาหารที่มีวิตะมินบี 6, 12 และกรดโฟลิค โดยเฉพาะการกินธัญพืชครบส่วน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ฯลฯ มีส่วนช่วยลดสารพิษตัวนี้ได้

กรดโฟลิคมีมากในผลิตภัณฑ์จากพืช เช่น ผัก ผลไม้ ฯลฯ การกินข้าวกล้อง ถั่ว งา ผัก และผลไม้หลายชนิดสลับกันจะช่วยให้ได้รับสารอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) หลายชนิดมาทำงานประสานกันครบครันคล้ายการทำงานเป็นทีม

อย่าลืมกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่ดื่มเหล้า และออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30-40 นาทีด้วยนะครับ เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพมากที่สุด

ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขความเจริญ มีสุขภาพดี และมีโอกาสทำอะไรดีๆ ในชีวิตให้เต็มที่เลยครับ...

    แนะนำให้อ่าน:                                  

    แหล่งที่มา:                                      

  • ขอขอบคุณ > Exercise, C-reactive protein, and your heart. Harward Health E-newsletter, Compliment of Mercksource. Vol.3, Issue 4. January 15, 2006. http://www.health.harvard.edu/men (source: Harward Men’s Health Watch. Vol.9, No.12, July 2005. > January 18, 2006. from www.mercksource.com).
  • ขอขอบพระคุณ > โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี + อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT + หน่วยรังสีกรรม > สนับสนุนทางเทคนิค + อินเตอร์เน็ต.
  • ขอขอบพระคุณ > ศูนย์มะเร็งลำปาง + อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT + กลุ่มงานรังสีวินิจฉัย > สนับสนุนทางเทคนิค + อินเตอร์เน็ต.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์มะเร็งลำปาง จัดทำ > ๑๘ มกราคม ๒๕๔๙ > แก้ไข 18 พฤษภาคม 2550.