ศ.น.พ. วิเชียร อธิบายว่า “โรคพังผืดส้นเท้าอักเสบ” หรือที่เรียกกันว่า “รองช้ำ” เป็นโรคที่ไม่ได้เป็นอันตรายถึงขั้นทำให้ตาย หรือพิการ เพียงแต่คนที่เป็นโรคนี้อาจเกิดความรำคาญจากอาการเจ็บปวด พบได้บ่อยในคนอายุประมาณ 50-60 ปี โดยเฉพาะสุภาพสตรี

โรคนี้แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกจะมีอาการ ปวดเฉพาะช่วงตื่นนอนเช้า คือ เดินก้าวแรก ๆ ปวด พอเดินต่อไปปวดน้อยลง ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีปัญหาเอ็นกระดูกอักเสบ ส่วนมากกินยาหรือฉีดยาก็หาย

ส่วนอีกกลุ่ม ยิ่งเดินมากก็ยิ่งมีอาการปวด ในผู้ป่วยกลุ่มนี้อาการปวดอาจมีสาเหตุมาจากรูปร่างที่ใหญ่ อ้วน ส้นเท้าเล็ก เวลายืนน้ำหนักตกอยู่ตรงจุดเดียวบริเวณส้นเท้าเยอะ

นอกจากนี้อาการปวดที่บริเวณส้นเท้า อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น เนื้องอก หรือการติดเชื้อบริเวณกระดูกส้นเท้า แต่กรณีเหล่านี้พบได้น้อยมาก

ในคนที่เป็นโรคพังผืดส้นเท้าอักเสบ ความจริงแล้วถ้าปวดไม่มากแม้จะไม่ทำการรักษาก็สามารถหายได้เอง แต่อาจต้องใช้เวลานาน กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเอ็นกระดูกอักเสบ โดยมากจะมีอาการเพียงชั่วคราว รอบหนึ่งตกประมาณ 2-3 ปี หมายความว่า ในกรณีที่มีอาการปวดแล้วในช่วงประมาณ 2 ปีที่รักษาอาการปวดจะหายไป

แต่ในผู้ป่วยกลุ่มที่น้ำหนักตกอยู่บริเวณส้นเท้าเยอะ วิธีแก้ไข คือ กระจายน้ำหนักที่ลงบริเวณส้นเท้า โดยอาจใช้พื้นรองเท้าที่นุ่ม ๆ รอง เพื่อให้น้ำหนักกระจายได้ดีขึ้น หรือทำการปรับหรือ หนุนพื้นรองเท้าในบางจุดเพื่อให้น้ำหนักเท้าแพร่กระจาย หรือให้เข้ากับรูปเท้าของตัวเอง

ในการวินิจฉัยและรักษา เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดแล้วไปพบแพทย์ อันดับแรกแพทย์จะวินิจฉัยจากรูปร่าง น้ำหนักตัว ดูการเดิน และการลงน้ำหนักของส้นเท้าว่า พื้นที่สัมผัสเป็นอย่างไร มีการกระจายน้ำหนักที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าดูแล้วไม่มีประเด็นนี้ ก็จะไปดูเรื่องการอักเสบของเอ็นกระดูก ว่ามีอาการปวดข้อหรือไม่ มีการปวดในตอนกลางคืน หรือปวดตอนตื่นนอนหรือไม่

ถ้าตรวจดูคนไข้แล้วอาการปวดน้อยอาจจะไม่ต้องให้ยาเลย แต่ถ้าปวดมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ก็อาจให้ยารับประทาน หรือ ยาฉีด แก่ผู้ป่วย ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันมีมากกว่า 10 ชนิด โดยยาแต่ละชนิดอาจเหมาะกับผู้ป่วยบางคนแต่อาจจะไม่เหมาะกับบางคน ดังนั้นต้องดูว่าผู้ป่วยใช้ยาชนิดใดแล้วได้ผล หรือถ้าใช้ไม่ได้ผลก็ควรลองใช้ยาชนิดอื่นที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งการใช้ยารักษาโรคโดยเฉพาะการกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ส่วนคนไข้ที่เป็นโรคนี้ถึงขั้นต้องทำการผ่าตัดมีน้อยรายมาก แพทย์จะทำการผ่าตัดในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น คือ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดมากจนทนไม่ไหวจริง ๆ

กรณีที่คนไข้ไปพบแพทย์แล้วบอกว่า ฉีดยาระงับปวด 3 ครั้งแล้วไม่หายนั้น คงต้องถามกลับไปว่า ฉีดยาแล้วอาการปวดไม่หายไปเลย หรือว่าฉีดยาแล้วอาการปวดหายไปชั่วคราว พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาเป็นอีก เพราะคำว่าไม่หาย แต่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ โดยอาจมีความรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างเล็กน้อย ก็น่าจะยอมรับกันได้ ยกเว้นปวดมากจนทนไม่ได้ แพทย์อาจทำการ เอกซเรย์เพื่อดูว่าอาการปวดมีสาเหตุอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่

แสดงว่าคนที่มีรูปร่างอ้วนเสี่ยงเป็นโรคนี้กันเยอะใช่หรือไม่ ? ศ.น.พ.วิเชียร กล่าวว่า น้ำหนักตัว เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น มิใช่สาเหตุโดยตรง เพียงแต่ในคนอ้วน หรือมีน้ำหนักตัวมาก เวลาที่มีอาการปวดจะปวดมากกว่าคนที่มีรูปร่างปกติเท่านั้น.
ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์