สพท.จบ.1

  เมื่อลูกเป็นเด็กพิเศษ  
จากใจ...ครูคนนี้ หนทางไกล ใจอาจท้อ ขอแค่หวัง เติมพลัง ต่อศรัทธา ให้กล้าฝัน อาจจะล้า แต่จะกล้า ฝ่าประจัน ไม่ถึงวัน ไม่ถึงสุด ไม่หยุดเดิน การให้กำเนิดลูกเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง แต่ก็เป้นความรู้สึก ที่ความสุขใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่ความสุขของดิฉันก็อยู่กับฉันได้ไม่นาน เพราะลูกสาวที่คลอดเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2541 ต้องกลายป็นเด็กพิเศษเนื่องมาจาก การที่ฉันตกเลือดก่อนคลอด อายุครรภ์ของดิฉันเพียง 32 สัปดาห์ มีนำหนักตัว เพียง 2,300 กรัม น้องไป๋สมองขาดออกซิเจน หยุดหายใจ 2 นาที ต้องเข้าไป รักษาตัวอยู่ในตู้อบ 40 วัน จึงรับกลับบ้านได้ ครั้งแรกที่รับลูกกลับบ้าน ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข นึกว่าต่อไปนี้เราคง หมดทุกข์หมดโศกแล้ว จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก แต่พอเลี้ยงน้องไป๋ ได้ระยะหนึ่ง ดิฉันก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของลูก ขณะนั้นน้องไป๋อายุ 3 เดือน ลูกไม่ใช้สายตามอง แต่ลูกทำท่าเหมือนตะแคงหูฟัง ใช้จมูกดม ขาก็เกร็งแข็ง ทั้งสองข้าง ดิฉันเริ่มมีความวิตกกังวล ใจไม่ดีเลย คิดไปต่างๆนานา ดิฉันพาลูกไป หาแพทย์ที่ทำคลอดให้ ก็ได้รับส่งตัวน้องไป๋ไปพบจักษุแพทย์ทันที แต่ทุกอย่าง หาคำตอบไม่ได้ ในที่สุด..ดิฉันตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาลจุฬาฯเพื่อตรวจ สายตา เวลานั้นลูกอายุ 6 เดือนพอดี เราพากันไปหาหมอครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่ยอมแพ้ เพราะยิ่งนานวันดิฉันยิ่งมั่นใจว่าลูกไม่ปกติ มีความผิดปกติใน ตัวลูกบางอย่างที่ดิฉัน ต้องการหาคำตอบให้ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แม้ว่าคณะ จักษุแพทย์จะยืนยันว่าลูกมีสายตาเหมือนคนปกติทั่วไป แต่เมื่อดิฉันยืนยันว่าลูก ไม่ปกติ เพราะดิฉันเป็นแม่ เป็นคนดูแลเลี้ยงดู หมอจึงเชื่อในข้อสังเกตของดิฉัน หมอจึงส่งลูกไปเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ผลการตรวจพบว่า ลูกสมองฝ่อเนื่องจากขาด ออกซิเจนจากการคลอดที่ผิดปกติ ดิฉันถามหมอว่าน้องไป๋จะมีอนาคตเป็นอย่างไร ลูกจะดูแลตัวเองได้หรือไม่ ตาลูกจะมองเห็นมั้ย หมอบอกว่าหมอยังบอกไม่ได้ ทุกอย่างในเวลานั้นเท่ากับศูนย์ หากว่าดิฉันอยากให้ลูกทำอะไรได้ดิฉันต้องฝึก ให้ลูก ที่แน่นอนก็คือเวลานั้นลูกมองไม่เห็น เพราะสองที่เกี่ยวกับสายตาถูกทำลาย ในครั้งนั้นความเศร้าโศกเสียใจที่ลูกรักต้องเป็นเด็กพิการ ไม่มีโอกาสจะมี ความสุขเหมือนเด็กคนอื่นๆๆทั่วไป มันเป็นความทุกข์ที่ไม่อาจบรรยายได้ บอกใคร ไม่ได้ว่าเสียใจแค่ไหน ขวัญเสียอย่างไร มองไปทางไหนชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า สิ้นหวัง หมดความสุข สิ้นความหวัง ไม่เหลือความหวังอะไรเลย เพราะความหวัง ทุกอย่างในชีวิตดิฉันทุ่มไปที่ลูกหมดแล้ว ทุ่มเทไปหมดทั้งตัวและหัวใจ ไม่เก็บความฝันความหวังอะไรให้ตัวเองอีกเลย เพราะคิดว่าเมื่อเรามีลูกความหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมาจากความสุขความหวังของลูก แล้วลูกรักมาเป็นเช่นนี้.. ดิฉันเปรียบเหมือนคนที่ล้มทั้งยืน ตั้งตัวไม่ทัน ทำใจไม่ได้ ความทุกข์ถาโถมเข้ามา จนแทบจะจบชีวิตตัวเองไปพร้อมกับลูกๆ แต่..ดิฉันยังเหลืออนุสติ ดิฉันยังมีลูกชาย คนโตที่เป็นลูกสุดที่รักอีกคนหนึ่ง ดิฉันบอกตัวเองว่าดิฉันไม่ได้เป็นแม่น้องไป๋เท่านั้น แต่ดิฉันยังเป็นแม่ของจิ๋วอีกคนหนึ่งด้วย อีกทั้งสามีสุดที่รักก็ให้กำลังใจว่า "ลิขิตของฟ้าหรือจะสู้มานะของคน" สติกลับมาอีกครั้ง ดิฉันกลับไปโรงพยาบาลจุฬา เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูเด็กพิการอย่างเต็มความสามารถ น้องไป๋อายุ 7 เดือนพอดี เป็นน้องเล็กที่เข้าร่วมกิจกรรม ทุกคนที่เข้ารับคำแนะนำการดูแลเด็กพิการต่างก็ให้ กำลังใจดิฉันว่าน้องไป๋ยังเด็กมากต้องมีโอกาสฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ดีขึ้นอย่าง แน่นอน ดิฉันฮึดสู้ ทำทุกอย่างที่ทางโรงพยาบาลแนะนำ ทางโรงพยาบาลต้องการ ให้ดิฉันพาพี่เลี้ยงของลูกไปรับทราบวิธีการดูแลเด็กพิการอย่างน้องไป๋ ยายหวลซึ่งเป็นคนดูแลน้องไป๋ เป็นคนดีที่หายากมาก คงเป็นบุญเป็นกรรมที่ เราร่วมสร้างกันมาแต่ชาติปางก่อน ดิฉันจึงได้มาพบกับยายหวล ซึ่งสนใจ ทุ่มเท และเต็มดูแลน้องไป๋อย่างดีเยี่ยมทั้งๆที่รู้ว่าน้องไป๋ผิดปกติ ไม่มีวันจะเหมือนเด็กปกติ ทั่วไปอีกแล้ว แต่ยายหวลกลับเป็นเสาหลักให้ดิฉันเกาะ คอยปลอบใจให้กำลังใจ เตือนสติ ยายหวลเป็นเพื่อนที่แสนดีในยามยาก เป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นยาย ยายหวลสนใจใคร่รู้ กระตือร้นที่จะเสาะหาเทคนิค วิธีการที่ใครๆแนะนำมาฝึกน้องไป๋ ทุกวันยายหวลจะพาน้องไป๋ลงไปเล่นนำทะเล เพราะบ้านยายหวลอยู่ติดทะเล ยายพาน้องไป๋ไปเล่นทราย เอาทรายฝังตัว แล้วนวดขา บ่ายๆจะพาน้องไป๋ ไปดัดขาที่ทะเล เพราะยายบอกว่าทรายที่โดนแดดมาครึ่งวันจะอุ่นกำลังเหมาะ ที่จะใช้กระตุ้นความรู้สึกตามแขนขาให้น้องไป๋ ดิฉันร่วมมือกับยายหวลทำตาม คำแนะนำของหมอ นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ เราปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและ สม่ำเสมอต่อเนื่อง เวลาผ่านไป 5 เดือน น้องไป๋ก็แสดงให้เราเห็นว่าน้องไป๋เริ่มมอง เห็น ลูกเริ่มเอามือไปไล่จับสิ่งของ เอามือหยิบขนมที่อยู่ในจาน โดยไม่ต้องรอให้แม่ หยิบส่งให้เหมื่อนเคย ทุกคนตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันเริ่มมีความมั่นใจว่าการฟื้นฟู สภาพร่างกายให้คนพิการนั้นสามารถทำได้ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของหมด นัก กายภาพบำบัด นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ที่ขาดเสียไม่ได้เลยนั่นคือความรัก ความจริงใจ ที่เรามีให้ลูก ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างจริงจังต่อเ เนื่องจะส่งผลดีให้กับเด็ก ดิฉันเชื่อว่าความรักคือยาขนานเอกที่จะสามารถเยียวยาความพิการของลูกได้ แม้ว่าน้องไป๋จะมีร่างกายพิการ แต่น้องไป๋กลับเป็นเด็กที่อารมณ์ดี สนุกสนานร่าเริง ใจสู้ เพราะความรักของทุกคนในครอบครัวที่มอบให้แก่น้องไป๋นั้น เป็นยาวิเศษที่เสริม แรงให้น้องไป๋เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองว่า ตัวเองไม่ได้ด้อยกว่าผู้อื่น ดิฉันจะบอกน้องไป๋เสมอว่า "แม่รักหนูนะ รักมากที่สุดในโลก เพราะโลกนี้มีหนู เพียงคนเดียว แม่ไม่มีวันจะยอมแพ้ แม่เชื่อว่าเมื่อแม่พยายามจนถึงที่สุดแล้ว ต่อไป เราสองคนก็ไม่ต้องมานึกเสียใจกับเรื่องที่เราน่าจะทำอีก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ทำ ได้ แม่จะทำให้หนูจนถึงที่สุดไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นแบบไหน แม่ก็พอใจที่จะทำเพื่อ หนู เพราะแม่คือแม่ของหนู" เมื่อน้องไป๋เริ่มมองเห็น เราก็พบปัญหาอีกว่าขาทั้งสอง ข้างก็น้องไป๋ไม่สามารถตั้งไข่ก้าวเดินได้ ดิฉันพยายามฝึกเดินให้น้องไป๋ แต่ก็ไม่ สามารถทำได้สำเร็จ หมอแนะนำให้ดิฉันพาลูกไปฝึกเดินควบคู่กับการทำกายภาพ บำบัด แต่บ้านดิฉันอยู่ไกลจากโรงพยาบาล 45 กิโลเมตร ใช้เวลา ไป - กลับ เป็น เวลาครึ่งวัน การทำกายภาพบำบัดก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกครอบครัวก็มีส่วนสำคัญต่อ ชีวิตดิฉัน ในเวลานั้นดิฉันตัดสินใจขอไปช่วยราชการที่โรงเรียนศึกษาพิเศษ ระยอง เพราะในโรงเรียนศึกษาพิเศษแห่งนี้มีนักกายภาพบำบัดอยู่ ดิฉันเขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากคุณกาญจนา ศิลปอาชา ซึ่งขณะ นั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และดิฉันทราบมาว่าท่านรับ อุปการะเด็กพิการคนหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรม ดิฉกันจึงเชื่อว่าท่านคงจะเห็นใจและให้ ความช่วยเหลือดิฉัน ซึ่งการคาดหวังของดิฉันไม่ผิดพลาดเลย ท่านให้ความอนุเคราะห์ แก่ดิฉันเป็นอย่างดี ดิฉันได้รับคำสั่งให้เดินทางไปช่วยราชการที่โรงเรียนการศึกษา พิเศษระยอง จัดชั่วโมงให้นักกายภาพมาฝึกน้องไป๋ทุกวัน มีโอกาสฝึกพูดกับครูฝึก พูด ได้ฝึกการเข้าชั้นเรียน ความอนุเคราะห์ในครั้งนั้นส่งผลให้น้องไป๋เดินได้ภายใน 8 เดือน และนอกจากเดินได้แล้ว น้องไป๋ยังพูดได้อีกด้วยและเป็นการพูดที่เป็น ประโยคยาวๆ เลยทีเดียว น้องไป๋เดินได้พูดได้เมื่ออายุ 3 ขวบครึ่ง ดิฉันจึงตัดสินใจ พาลูกกลับไปเรียนร่วมกับเด็กปกติ เวลาผ่านไป 3 ปี น้องไป๋เข้ารับการผ่าตัดขาทั้ง สองขาที่เกร็ง หลังการผ่าตัดน้องไป๋ประสบปัญหาลมชักกำเริบเนื่องจากผลข้างเคียง ของยาสลบ น้องไป๋มีชีวิตที่ต้องต่อสู่ อดทนกับโรคภัยไข้เจ็บทั้งโรคลมชัก โรคหอบ หืด เข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น บางครั้งดิฉันก็อดจะท้อแท้สิ้นแรงไม่ได้ แต่ดิฉัน จะบอกตัวเองเกาะอยู่ข้างหลังแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะเหนื่อย จะ ท้อสักแค่ไหน ดิฉันจะสู้ไม่มีวันถอย เพราะความเป็นแม่ไม่อนุญาตให้ดิฉันถอยแม้สัก ครึ่งก้าว ชีวิตนี้ดิฉันมีลูก 2 คน หากลูกคนใดคนหนึ่งมีความทุกข์ ดิฉันก็ทุกข์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าดิฉันไม่อยากให้ลูกคนโตต้องมีความทุกข์เพราะน้อง เพราะน้องมีความ พิการมากจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดิฉันต้องพยายามฝึกลูกคนเล็กให้สามารถช่วยตัว เองให้ได้ เพื่อว่าจะได้ไม่เป็นภาระหน้าที่พี่ชายในวันหน้า ทุกวันนี้ดิฉันมีภาระหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือการดูแลน้องไป๋ให้มีความสุขตามอัตภาพ ได้มีชีวิตที่สนุกสนานลูกคนโตให้ได้รับการศึกษาสูงสุดเท่าที่กำลังความสามารถของ เขามี ดิฉันมีความสุขและพอใจที่ตัวเองได้ทำหน้าที่ของแม่อย่างเต็มกำลังความ สามารถ และจะไม่มีวันย้อนกลับมานึกเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำให้ลูก ดิฉันพอใจ เต็มใจ ที่จะทำทุกอย่างที่จะสามารถทำได้เพื่อลูก ดิฉันไม่ขอสิ่งใดตอบแทนจากการ ทำเพื่อลูก นอกจากขอให้ลูกดิฉันได้รับสิ่งที่ดีที่สุด มีความสุขจาการดูแลของแม่คนนี้ เพราะสิ่งที่ดิฉันทำไปทั้งหมดคือภาระหน้าที่ที่คนเป็นแม่สมควรทำเพื่อลูกทั้งสิ้น ดิฉันมีความเชื่อว่าความรัก ความจริงใจ และการดูแลที่ถูกวิธี จะช่วยบำบัดฟื้นฟูให้ผู้ พิการสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้พัฒนาก้าวหน้าได้ การปล่อยเด็กไปตาม ยถากรรมการยอมแพ้ต่อชะตาชีวติจะไม่เป็นผลดีอันใดทั้งต่อตัวเด็กเองและผู้ ปกครอง เราต้องตระหนักว่าเด็กพิการสามารถพัฒนาฟื้นฟูได้ด้วยความรัก ความตั้งใจ จริง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้เท่า นั้นจึงจะมีวันได้รับชัยชนะ และได้รับรางวัลชีวิตที่คุ้มค่าตอบแทน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สพท.จบ.1

คำสำคัญ (Tags)#ครูผู้สอน#เด็กพิการ

หมายเลขบันทึก: 123533, เขียน: 30 Aug 2007 @ 17:28, แก้ไข, 09 Jun 2012 @ 21:59, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (0)