การที่ผู้คนมีศรัทธาในพุทธศาสนายังต้องมีการปรับให้ศรัทธากับปัญญานั้นให้มีความสมดุลกันด้วยเช่นกัน เพราะจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมคือการให้เกิดปัญญาในการกำจัดกิเลส
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ตามที่ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มีอยู่ในกายนี้”
พุทธดำรัส
ดังนั้นในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องพยายามกำหนดรู้อย่างจดจ่อและต่อเนื่องถึง ความหนัก-เบา การเคลื่อนไหว-การหยุดนิ่ง ให้เข้าใจว่าเป็นการทำงานของรูปธาตุทั้งสี่ที่ปรากฏ เช่นการยกขึ้น คือธาตุไฟ ที่เปลวไฟย่อมลอยสูงขึ้น หรือสภาวะเย็น-ร้อนตามร่างกาย ก็เป็นลักษณะของธาตุไฟ การวางลง คือการทำงานของธาตุน้ำ ที่ไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ การตั้งตรง ตึง-หย่อน ผลักดัน-เคลื่อนไป คือการทำงานของธาตุลม และสภาวะอ่อนหรือแข็งของร่างกาย คือ ธาตุดินนี่เท่ากับเป็นการเห็นว่าร่างกายเรานี้เป็นเพียงกองลมหรือกองรูป ไม่เป็นบุคคล ตัวเรา ของเรา บุรุษ สตรี
นี่เป็นเพียงคำอธิบายแบบย่นย่อจากสิ่งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้จากการไปปฏิบัติธรรมที่วัดท่ามะโอ ลำปาง โดยมีพระคันธสาราภิวงศ์ เป็นวิปัสสนาจารย์และได้สอนหลักวิชาการนี้ และการอ่านจากตำรา เรื่อง สติปัฏฐาน ๔ ที่ท่านเขียนเผยแพร่(แปลว่าที่ถูกคือวิชาการที่ท่านสอน ที่อาจผิดคือเป็นไปตามความเข้าใจของผู้เขียนซึ่งยังเป็นนักเรียนอนุบาลในการปฏิบัติธรรมแต่อยากเล่าแบ่งปันประสบการณ์ ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ)
กิจกรรมหลักของการปฏิบัติธรรมในแนวสติปัฏฐาน ๔ ที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติที่วัดนี้ ได้แก่
· การสมาทานศีล ๕ (หลายท่านรับ ศีล ๘) ทุกวัน
· การนั่งกรรมฐานเป็นการนั่งแบบหลับตาและกำหนดรู้การยุบ-พอง หรือเจริญพุทธานุสติภาวนา(นะโมตัสสะฯ) เจริญเมตตาภาวนา (สัพเพสัตตาฯ) ซึ่งมีวิธีการเฉพาะ รวมทั้งการนั่ง แล้วยกมือขึ้น-ลง ช้าๆ ทีละข้าง กำหนดรู้การเคลื่อนไหว และ หนัก-เบาของมือผู้เขียนก็ได้มาเรียนรู้วิธีการใหม่ที่นี่เป็นครั้งแรก ใหม่ๆจะยังมีรูปร่างของอวัยวะ เช่นท้อง หรือ มือปรากฏในการกำหนด แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ สัณฐานของอวัยวะจะหายไป เหลือเพียงความรู้สึกของการทำงานของธาตุทั้ง ๔
· การเดินจงกรม(ไม่ใช่จงกลม) มีผู้บอกว่า“ จงกรม” แปลว่า การเดินกลับไป กลับมา อย่างกำหนดรู้ที่นี่สอนการเดินแบบ “ยก-ย่าง-เหยียบ” โดยให้เดินในความช้า-เร็วตามธรรมชาติ ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป ท่านอาจารย์สอนว่า การเดินจงกรมนั้นก่อให้เกิดสมาธิเร็วกว่าการนั่งกรรมฐาน เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติควรทำให้ดีที่สุด สมาธิที่เกิดขึ้นจากการเดินจงกรมจะส่งผลให้การนั่งและการทำอิริยาบถย่อยมีคุณภาพตามไปด้วย
ผู้เขียนนั้นชอบการเดินจงกรมมาก แต่ท่านอาจารย์แนะนำว่าไม่ควรเดินต่อเนื่องกันนานเกินชั่วโมง หรือชั่วโมงครึ่งขาจะเดี้ยง จะปฏิบัติไม่รอดครบเจ็ดวัน ให้สลับกับการนั่งปฏิบัติบ้างอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมง
· การกำหนดรู้อิริยาบถย่อยเรื่องนี้อาจนับได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้ เดิมเคยสงสัยว่าทำไมผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำอะไรช้ามากๆขนาดนั้น แม้อยู่นอกห้องฝึกปฏิบัติ เช่น กว่าจะก้าวย่าง กว่าจะเหยียดมือไปจับลูกบิดประตู กว่าจะยกช้อนตักอาหารเข้าปาก ท่านอาจารย์สอนว่าถ้านักปฏิบัติกำหนดรู้อิริยาบถย่อยน้อย ก็จะส่งผลให้เกิดความฟุ้งซ่านอยู่เสมอ และนักปฏิบัติจะพูดกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา(ฟุ้งซ่าน) การเจริญสตินั้นที่จริงท่านบอกว่าต้องทำตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับสนิทคือมีสติ กำหนดรู้การกระทำทุกอย่าง ตลอดเวลา ให้เหมือน เส้นด้ายที่ยาวต่อเนื่อง หรือสายน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย
แม้ว่าเมื่อกลับบ้านคงไม่มีใครทำอะไรช้ามากๆอย่างนี้ แต่ที่มาปฏิบัติธรรมปัจจุบันขณะไม่ใช่ที่บ้าน นักปฏิบัติจึงควรเคลื่อนไหวอิริยาบถย่อยให้ช้ามากที่สุด ท่านสอนให้ผู้ปฏิบัติใหม่เช่นผู้เขียน ว่าให้พยายามกำหนดรู้อิริยาบถย่อยแต่ละอย่าง เช่นการเหยียดแขน เหยียดมือ โดยบริกรรมว่า “ เหยียดหนอๆ” ให้ได้อย่างน้อย ๕ ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่ม เป็น ๑๐ ครั้ง ก็จะทำให้เคยชิน ผู้เขียนนั้นยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะเคยชินกับการทำอะไรอย่างรวดเร็ว แต่ก็พยายามทำ
ในระหว่างการปฏิบัติ จะต้องปรับความเพียรกับสมาธิ ให้สมดุลกัน การเพียรปฏิบัติที่มุ่งมั่นคาดคั้นเกินไป จะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน แต่หากมีความเพียรน้อยเกินไปก็จะทำให้เกียจคร้านง่วงโงกได้
การที่ผู้คนมีศรัทธาในพุทธศาสนายังต้องมีการปรับให้ศรัทธากับปัญญานั้นให้มีความสมดุลกันด้วยเช่นกัน เพราะจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมคือการให้เกิดปัญญาในการกำจัดกิเลส สู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ จากการที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในห้วงกระแสของกิเลสที่เป็นความโลภ ความโกรธ และความหลง สามารถบรรลุคุณธรรมพิเศษในพุทธศาสนาได้
ท่านคงจะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักหนา เริ่มต้นขอแค่มี ศรัทธา เวลา และสุขภาพที่ดี แล้วไปขอเรียนกับครูบาอาจารย์ดีๆ ที่มีวิธีการสอนตรงกับจริตของตน ปฏิบัติธรรมเป็นการเรียนรู้ที่สนุกได้ เป็นการท้าทายความสามารถของตนเองที่จะก้าวเข้าสู่การเรียนรู้ที่แตกต่างจากทางโลก ว่าเราจะสามารถเข้าถึงได้แค่ไหน
ขออนุโมทนากับท่านที่อ่านมาจนจบถึงตรงนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องการปฏิบัติธรรมทุกตอนนะคะ ทำให้รู้สึกสนุกที่จะเขียน
ตอนไปปฏิบัติได้เห็นผู้ร่วมปฏิบัติหลายท่านเป็นผู้สูงอายุ มีปัญหาด้านสุขภาพ แต่มีความเพียรอย่างยิ่ง ปฏิบัติจนถึงขั้นชั้นสูง คือเข้าปฏิบัติในหลักสูตรหนึ่งเดือนได้ ทำให้คิดว่าตัวเองควรจะตั้งใจปฏิบัติเรียนรู้ให้มากว่านี้ ก่อนที่สังขารจะไม่อำนวย
ที่คุณพี่พูดเรื่องการปฏิบัติธรรมแล้วช่วยรักษาโรคบางโรคได้นั้น เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง โดยเฉพาะโรคที่มาจากความเครียดค่ะ
สวัสดีครับ
ตามมาอ่านครับอาจารย์ บางทีก็พลาดบันทึกดีๆไป หรืออาจจะไม่มีเวลา หรือเห็นแต่ว่าอาจจะอ่านยังไม่ค่อยเข้าใจ
วันนี้อ่านและก้ได้กำลังใจ และเสริมการปฏิบัติให้หนักแน่นมากขึ้นเรื่อยๆครับ
ขอบคุณมากครับ
บันทึกของพี่นุชทุกบท ทุกตอน อ่านแล้วต้อมพลอยรู้สึกชื่นใจ ชื่นบาน ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้วัด หรือเรื่องใด ต้อมค่อนข้างจะเป็นคนที่ไกลวัด และขลาดเขลาในเรื่องธรรมะเป็นอย่างยิ่ง กับบางคำสอนก็ไม่ได้เข้าใจ แต่พอได้อ่านก็ทำให้คิดตามหรือนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้บ้าง ขอขอบพระคุณจริง ๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอ
ดีใจที่คุณหมอสนใจย้อนกลับมาอ่านบันทึกเก่า เรื่องธรรมะนี่ก็ต้องใช้เวลานะคะ รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะว่าธรรมะบางเรื่องเห็นทีแรกหรืออ่านครั้งแรกอาจจะยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแค่นี้ แต่พออ่านอีกจะมีความแตกต่างจากครั้งแรก คือ เข้าใจมากขึ้น มองเห็นมุมที่จะนำมาใช้กับชีวิตได้ ยิ่งได้ปฏิบัติควบคู่ไปด้วยก็จะยิ่งทำให้ก้าวหน้าได้เร็วนะคะ
ขออนุโมทนาในการสร้างกุศลของคุณหมอทั้งในการมุ่งมั่นรักษาคนไข้ด้วยหัวใจ และการปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริง ตั้งใจค่ะ
สวัสดีเจ้า คุณต้อม
รู้สึกชื่นใจเช่นกันเวลาได้เห็นคนหนุ่มสาวสนใจน้อมนำหลักธรรมไปปฏิบัติค่ะ
ทุกคนก็เริ่มต้นด้วยการไม่รู้นะคะ ค่อยๆศึกษาไป ปฏิบัติไปทีละเล็กทีละน้อย ใจที่ใฝ่ธรรมจะพาไปพบกัลยาณมิตรที่เปิดเส้นทางธรรมะให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นประสบการณ์ของตัวพี่เองเลยค่ะ