หลักสูตรแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาศไปประชุมที่ศิริราช เรื่อง "หลักสูตรแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย" ผมได้พาทีมกัลยามิตร รพ. แม่สอด 4 คน คือ ผม+หมอพิสิฐ (หมอ med) +คุณยุ้ย(เลขาโครงการ)+พี่บัวผัด(พยาบาล ward) พวกเราไปกันโดยนั่งรถจากแม่สอดไป กทม. รถออกประมาณ 22.30 ถึง กทม. ประมาณ 4.30 น. นั่งรอจนเช้าจึงไปที่คณะแพทย์

การประชุมนี้จัดร่วมกันระหว่าง กลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย+เครือข่ายพุทธิกา โดยคณะแพทย์ รพ.ศิริราชเป็นเจ้าภาพ

ตอนแรกในช่วงเริ่มงานผู้จัดวางแผนว่า จะมีอาจารย์สุมาลี แต่เนื่องอาจารย์ไม่ค่อยสบายจึงมาไม่ได้ อาจารย์รุ่งนิรันทร์ ได้พูดถึง scope ของหลักสูตรแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีการอภิปรายและมีหัวข้อน่าสนใจทั้งเช้า-บ่าย ดังที่เขียนใน blog ของอาจารย์สกล

http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/122534 , http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/122352  และ http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/122460

ในทัศนะของผมการเรียน palliative care เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มต้นที่ attitude การเรียนว่า

1.เรียนแล้วพัฒนาจิตใจของตัวผู้เรียนให้มีความสุขมากขึ้น-สุขได้ง่ายขึ้นจากการดูแลผู้ป่วย (เกิดปิติจากการดูแลคน มิใช่เรียนแล้วทุกข์/แบกทุกข์หรือเรียนเพื่อเกรดเท่านั้น)

2.เรียนเพื่อผู้อื่น เราจะสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น

3.เรียนแล้วอยากศึกษาเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีโอกาส

การที่จะปรับทัศนคตินักเรียนได้ต้องปรับทัศนคติอาจารย์เป็นเบื่องต้น โรงเรียนแพทย์และนักการศึกษามักมองที่เรื่องที่เป็นโครงสร้างว่าจะต้องสอน content อย่างไร? อันไหนก่อนหลัง? มองว่าการวัดผลเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้เด็กตั้งใจเรียน แต่สิ่งสำคัญคือ ใจของผู้สอน

ตอนผมเรียนอยู่ที่รามาธิบดีตอนปี 5 ผมผ่านการเรียนวิชาศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก ผมเจออาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนหลายเรื่องราว ผมจำไม่ได้ซักเรื่องแต่กลับจำได้ติดใจกับประโยคเด็ดของอาจารย์ที่พูดว่า "หนังสือพิมพ์ไม่ต้องไปอ่าน มันเขียนแต่เรื่องไร้สาระ" อาจารย์พูดด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังมาก+นำเสียงแสดงถึงความรู้สึกต่อหนังสือพิมพ์ (ต่างกับตอนสอนเนื้อหาการแพทย์ที่จืดชืดเป็นอย่างยิ่ง)

ตอนผมเรียนเวชศาสตร์ครอบครัวตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ที่รามา ในเวลานั้น (ประมาณ 9 ปีก่อน) ผมไม่รู้สึกว่าเวชศาสตร์ครอบครัวดีจากอาจารย์ที่รามา แต่ผมมีข้อมูลว่าเป็นศาสตร์ที่ดี ถ้าทำได้จริงจะทำให้คนที่เรียนเป็นแพทย์ที่เก่งและดีในเวลาเดียวกัน ผมจึงมุ่งหน้าขึ้นทางเหนือสู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เคยได้ยินว่าเป็นที่แรกที่สอนเวชศาสตร์ครอบครัว ผมเจออาจารย์บุญส่ง เป็นอาจารย์ที่สอนผมแบบเห็นภาพ อาจารย์พาผมลงสลัมในเชียงใหม่ในวันเสาร์ ในขณะที่เดินไป คนในสลัมทักอาจารย์ตลอดทาง และมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมีการประชุมเรื่องในหมู่บ้านแล้วชวนอาจารย์เข้าร่วมแต่อาจารย์บอกว่าไม่เป็นไร (อาจารย์บอกผมที่ไม่ร่วมวงเพราะ ความเห็นเราอาจจะไปทำให้เขาไม่กล้าแสดงออกมาเพราะเขาเชื่อถือเรา)

อาจารย์บอกผมหนึ่งคำที่จำจนถึงวันนี้ "ถ้าโรจน์อยากประสบความสำเร็จในงาน ต้องรู้จักยกความดีให้คนอื่น ใครขอความช่วยเหลืออย่าปฏิเสธ แล้วผมเชื่อว่าคนเขาจะเห็นเองว่าเราเป็นเช่นไร"

การเป็นครูของอาจารย์ในวันนั้นทำให้ผมมุ่งจะเรียนเวชศาสตร์ครอบครัวนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาจารย์สอนจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

อาจารย์สุมาลีแห่งศิริราชเป็นอาจารย์ที่ผมประทับใจมาก ถึงผมจะรู้จักอาจารย์ระยะสั้นๆที่การอบรมระยะสั้นเรื่อง counseling ผมปรึกษาอาจารย์เรื่องการทำโครงการกัลยามิตรที่แม่สอด อาจารย์ตอบ e-mail ผมตลอดทุกครั้งที่ผมมีคำถามถึงอาจารย์จะเป็นอาจารย์อาวุโสแต่สอนผมอย่างมาก อาจารย์รับฟังสิ่งที่นักเรียนพูดอย่างลึกซึ้ง ผมเห็นความเป็นครูในตัวอาจารย์ ความเป็นครูเร่งเร้าความอยากรู้อยากเรียนของผมอย่างมาก

ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มีอาจารย์ที่เป็นครูมากๆ ผมรู้สึกว่า การเลือกใครเป็นอาจารย์ซักคนก็สำคัญ มิใช่ต้องเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ถ่ายทอดความดีได้จากตัวอาจารย์มายังศิษย์ได้ อาจารย์ส่วนใหญ่เป็นเช่นไรศิษย์ส่วนใหญ่คือภาพสะท้อนของสถาบันนั้น