ในช่วงนี้ มีกฎหมายหลายฉบับบที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเปลี่ยนแปลงไป คนที่ปรับตัวได้ก็ดี คนที่ปรับตัวไม่ได้ก็เกิดปัญหา ท่ามกลางกระแสความเท่าเทียมกันทางเพศของชายหญิง ก็กำลังจะเกิดกฎหมายขึ้นอีกหลายประการเพื่อสิทธิสตรี

          เขียนเรื่องนี้ก็เสี่ยงเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าเป็นความเห็นหนึ่งก็แล้วกัน กำลังมีการพยายามออกกฎหมายเรื่องฟ้องร้องค่าเสียหายจากกิ๊กหรือชู้ เรื่องการฟ้องหย่ากัน ซึ่งผมก็คิดหวั่นๆอยู่ว่าเท่าที่เห็นยิ่งมีกฎหมายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งวุ่นวายมากเท่านั้น เพราะกฎหมายที่ออกโดยชนชั้นใด ก็เพื่อชนชั้นนั้น และกฎหมายเป็นการกำหนดกติกาเพื่อเอาชนะกัน ใครรู้มากกว่ามีโอกาสมากกว่าก็ชนะ

          เมื่อก่อนรุ่นปู่ยาตายาย อยู่กินกันอย่างมีความสุข ไม่เหห็นต้องมาจดทะเบียนสมรสกันก็อยู่กันจนแก่เฒ่า มีความสุข โดยสามีเป็นฝ่ายทำมา ส่วนภรรยาเป็นฝ่ายหากิน

          สามีออกไปทำงาน "ทำมา" นำเอาทรัพย์สินเงินทองเข้าบ้าน มาเพื่อให้ภรรยาจับจ่ายใช้สอยในบ้าน ในครอบครัว เลี้ยงดูลูกหลานเป็นการ "หากิน" ทำให้คนในบ้านได้มีกินอิ่ม นอนอุ่น ครอบครัวมีความสุข แบ่งหน้าที่กันอย่างสมดุลและลงตัว

          แต่ปัจจุบัน สามีภรรยาต่างทำทั้ง"ทำมาหากิน"เอง ปรากฎว่าปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคมเกิดขึ้นอย่างมากมาย เพราะต่างก็หากินเอง กินกันคนละสำรับ เวลาเจอกันไม่ค่อยมี สายสัมพันธ์ก็เลยห่างเหิน ทำให้เกิดมีชู้ มีกิ๊ก หย่าร้างกันง่าย ต่อให้มีกฎหมายก็แก้ไม่ได้ เพราะมันเป็นการแก้ปลายเหตุ

           หลายคนที่เป็นFeminist แต่พบว่าไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยมีชีวิตคุ่ ไม่มีประสบการณ์จริง ทำให้ไม่เข้าใจความออ่นโยน ความอ่อนไหวของความเป็นครอบครัว ของความเป็นสามีภรรยา ที่ไม่ใช่ต้องได้เท่ากันจึงจะสมดุล บางเรื่องสามีได้มาก บางเรื่องภรรยาได้มากก็ได้ จุดสมดุลแต่ละครอบครัวจึงไม่เท่ากัน การแก้ปัญหาจึงมีความละเอียดอ่อนมากกว่าการเขียนกฎหมายเท่านั้น วิธีแก้ที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลข้างเคียงและซ้ำเติมปัญหาลงไปอีกก็ได้