ลุยป่าเครอเซ่ะ
วิโรจน์ แก้วเรือง1
ดนัย นาคประเสริฐ2
“เครอเซ่ะ” เป็นชื่อเรียกต้นหม่อนป่าของชาวกะเหรี่ยง เป็นพืชอยู่ในสกุล (Genus Morus) เช่นเดียวกับหม่อนบ้านที่เราปลูกไว้เลี้ยงไหมนั้นเอง อยู่ในวงศ์ Moraceac เช่น ปอสาที่เราใช้เปลือก ลำต้นมาทำกระดาษ หรือจะให้ใกล้เข้ามา คือ พืชที่ปลูกในวัดและบ้านได้แก่ โพธิ์ ไทร และขนุน กสิกรสัญจรครั้งนี้เราไปกันเป็นคณะ ๑ คันรถพอดี มีคุณพินัย ห้องทองแดง ผู้ปรับปรุงพันธุ์กับหม่อนบ้าน มีคุณสมศักดิ์ ศรีบัวรอด กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยซิลค์ โปรดัคส์ ผู้ผลิตชาหม่อนส่งไปประเทศญี่ปุ่น ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น ๒๙ ที่ยังมีใจรักการเกษตรอยู่ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ร่วมเดินทางไปด้วยและยังมีนักวิชาการเกษตรที่มีประสบการณ์อย่างดีในเขตป่าเขา จ.เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนเป็นผู้นำทางคือ คุณวสันต์ นุ้ยภิรมย์ ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีทดลองหม่อนไหมเชียงใหม่และคุณดนัย นาคประเสริฐ จากสถานีทดลองหม่อนไหมตาก และยังทำหน้าที่ พขร. ควบคุมยานพาหนะ ขับเคลื่อน ๔ ล้อ ตลอดการเดินทาง
การเดินทางของคณะสำรวจหม่อนป่านั้นเริ่มต้นไปพร้อมกัน แต่เรามารวมตัวกันได้ที่ดอยแม่สลอง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ในงาน “ชิมชาซากุระบาน บนแม่สลอง” เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ซึ่ง เป็นวันสุดท้ายของงานซึ่งจัดระหว่างวันที่ ๕-๗ กุมภาพันธ์ พร้อมกับงาน “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ จ.เชียงใหม่ ซึ่งผมได้แอบไปชมขบวนแห่รถ บุปผชาติ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พร้อมคุณวสันต์ บริเวณประตูท่าแพ ปีนี้คราคร่ำไปด้วยฝูงชนชาวไทยและต่างชาติ ๒ ริมทางเดินที่ขบวนรถผ่าน มีเสียงบรรยายภาษาไทย และภาษาอังกฤษเป็นระยะๆ ทำให้งานมีคุณค่ายิ่งขึ้นสมกับปีอะเมซิ่งไทยแลนด์ขบวนเริ่มต้นที่สะพานนวรัฐไปสิ้นสุดที่สวนบวกหาด ที่มีการประกวดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายชนิด ดูละลานตาไปหมด ท่านใดที่ยังไม่เคยไปชมก็ควรหาโอกาสไปเยือนสักครั้งซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์
เช้าวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ คณะได้ออกจากโรงแรมเชียงรายอินน์ เพื่อไปชมงาน ชิมชาซากุระบาน บนแม่สลอง ตามถนนพหลโยธินสายเชียงราย – แม่สาย ก่อนถึงอำเภอแม่จัน เลี้ยวซ้ายไปตามถนนแม่จัน – แม่อาย แม้จะไกลกว่าเส้นทางเดิม แต่เส้นทางนี้เราจะเห็นความงดงามของธรรมชาติ ๒ ข้างทางที่ถนนลัดเลาะไปตามลำน้ำและไหล่เขา ที่ลุ่มเขียวขจีไปด้วยแปลงถั่วเหลืองและข้าวโพดสุดลูกหูลูกตาใช้เวลาร่วม ๑ ชั่วโมง เราก็มาถึง ร.ร. บ้านสันติคีรี อ.แม่สลองนอก บริเวณจัดงาน ซึ่งจัดซุ้มชิมชาและจำหน่ายดอกไม้ ไม้ประดับรอบๆ สนามโรงเรียน ซุ้มทางเข้าเขียนว่า “เทศกาลชิมชาดอกซากุระบาน คอลัมน์หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน โดยดอกสะแบง กล่าวว่าเชียงรายถือเป็นแหล่งผลิตชาชั้นดีออกสู่ตลาดมากเป็นอันดับหนึ่ง มีพื้นที่ปลูกชาราว ๓๔,๓๓๙ ไร่ ในเขตอำเภอเมือง เวียงป่าเป้า แม่ฟ้าหลวง และอำเภออื่นๆ อีกเล็กน้อย อำเภอแม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง มีการปลูกชาจีน ๑,๐๐๕ ไร่ ซาอัสสัม เพื่อทำเมี่ยง และชาฝรั่ง ๔,๔๗๕ ไร่ ชาจีนบนดอยแห่งนี้มีชื่อเสียงมาก เนื่องจาก ในปี ๒๕๑๘ ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติได้ร่วมมือกับ นายพล ต้วน ผู้นำที่ ๙๓ กองทัพจีน ซึ่งเป็นชาวจีนฮ่อได้อพยพหนีภัยการเมืองมาอาศัยที่ดอยแม่สลอง เพื่อจะได้มีอาชีพทางการเกษตรจึงได้ขอความร่วมมือจากรัฐบาลไต้หวัน จัดส่งชาพันธุ์ลูกผสมมาปลูกแทนพันธุ์อัสสัม ซึ่งเป็นชาพื้นบ้าน ในปี ๒๕๒๕ ปลูก พันธุ์ “ชิงชิงอู่หลง” พัฒนามาเป็นพันธุ์ “อู่หลงเบอร์ ๑๒” ในปี ๒๕๓๑-๓๒ ในปี ๒๕๓๖ ได้นำชาพันธุ์ใหม่จากไต้หวันมาปลูก คือพันธุ์ “อู่หลงก้านอ่อน” ได้ผลผลิตและคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับว่าชาจากดอยแม่สลอง ได้ระดับมาตรฐานโลก เมื่อได้ข่าวเช่นนี้และเป็นจังหวะดีที่เราจะขึ้นเหนือกันอยู่แล้ว จึงถือโอกาสขึ้นไปชม เมื่อถึงบริเวณจัดงานยังเป็นช่วงเช้าอากาศกำลังสบาย ผู้คนไม่มากมายดังที่คาดการไว้เดินชิมชา และหาซื้อชาชั้นดีเป็นของฝาก แล้วออกมาดูสินค้าทั่วๆ ไปตามร้านค้า น่าอัศจรรย์ใจที่ “ชาหม่อน” ได้ขึ้นมาถึงดอยแม่สลองแล้วเพียงระยะเวลา ๑ ปี หลังจากมาเที่ยวเมื่อครั้งก่อนจากที่ไม่มีใครรู้จักชาหม่อน แม้จะให้เขาลองชงดู เขายังไม่กล้าให้ใช้อุปกรณ์กลัวกลิ่นหม่อนจะติดอุปกรณ์ชงเขา แต่วันนี้มีชาหม่อนขายที่เชียงรายบนดอยสูงแล้วครับ มาแม่สลอง ก็ต้องกินขาหมูหมั่นโถ ผัดยอดถั่วลันเตา ไก่ตุ๋นยาจีน นี่คือเมนูอาหารกลางวันของเรา หลังอาหารเที่ยงสำรวจอุปกรณ์ชงชาอีกครั้ง แต่วันนี้สิ่งของถูกลงไปกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อาจเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจ และมีการแข่งขันสูง ผมพยายามจะไม่ซื้ออะไรติดไม้ติดมือลงมานอกจากสินค้าในรายการฝาก แต่ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายไป ๑,๒๐๐ บาท เพราะคุณสมศักดิ์ หยิบกาชงชาใบจิ๋ว ทำเป็นรูปใบหม่อนฝากาเป็นรูปหนอนไหม ออกมาจากตู้ให้ดูและที่สำคัญมีอยู่เพียงใบเดียว คราวนี้แหละท่านที่มาฝึกอบรมการทำชาหม่อนกับกรมวิชาการเกษตร ท่านจะได้ชิมชาจากชาหม่อนโดยเฉพาะ
วันรุ่งขึ้น ๘ กุมภาพันธ์ เป็นรายการพิเศษจริงๆ เพราะได้คุณ ฐนพล บุตรขุนทองเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย รู้จักกับคุณสมสิน สิงขรัตน์ แห่งบริษัทบุญรอด บริวเวอร์รี่ จำกัด จึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมไร่บุญรอด ทั้งที่สวนบีบี ดีเวลลอปเมนต์ (ไร่๓) และไร่แม่กรณ์ (ไร่ ๒) ก่อนจะไปถึงไร่บุญรอด คณะเราแวะที่วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงราย เพื่อไปดูต้นเชียงดา คนเหนือเปิ้ลว่า “ผักเชียงดา” ไม้เถาและเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ทางประเทศญี่ปุ่นกำลังสนใจ แต่คนไทยยังใช้กันแค่เป็นผักพื้นบ้าน เมื่อไม้ต้นเชียงดาแล้ว ก็เดินทางไปตามถนนในหมู่บ้านริมกกไปไร่บุญรอด ๓ ที่ทำการออกแบบและตกแต่งสวยงามมากหลากไปด้วยปาล์มนานาชนิด เนื้อที่ ๕,๕๐๐ ไร่ เต็มไปด้วยไม้ผลที่ปลูกบนเนินเขาเตี้ยๆ ที่ลุ่มเป็นแหล่งน้ำเลี้ยงปลา เท่าที่ได้ชมมีลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง มะเฟือง ขนุน และราสเบอร์รี่ อาหารกลางวัน เราแวะที่ร้านเงาไม้ อยู่บนถนนสายเชียงราย-ดงมะดะ ทางไปไร่บุญรอด ๒ อาหารจานเด็ดก็หนีไม่พ้นขาหมูอีกมื้อ ขอขอบคุณผู้จัดการสวนบีบีดีเวลลอปเมนต์อีกครั้ง จุดแรกที่ไร่บุญรอด ๒ เราไปดูการปลูกหม่อนกินผล มีการยึดกิ่งกับราวลวดตามแนวเสาปูน เช่นเดียวกับไม้ผลเมืองหนาว แต่จะได้ผลดีหรือไม่ยังอยู่ในระยะทดลอง บริษัทกำลังดำเนินการทดลองทำชาจากใบหม่อน น้ำผลไม้และไวน์จากลูกหม่อน แล้วดูแปลงหม่อนอีกแห่งในพื้นที่ ๒๒ ไร่ ปลูกบนเนินมีการโน้มกิ่งเพื่อให้แตกช่อดอกมากขึ้น และการตัดแต่งแบบไม้ผลทั่วไปอีกแบบ แต่ก็อยู่ในช่วงการทดลองเช่นกัน เพราะหลังจากกรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาการแปรรูปหม่อนเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้หลากหลายชนิดแต่เทคโนโลยีการผลิตลูก, ผลหม่อน และพันธุ์หม่อนที่เหมาะสมยังไม่ได้มีการศึกษา เพื่อรองรับความต้องการของเอกชน ดังนั้น บริษัทบุญรอดฯ จึงเป็นบริษัทแรกที่ศึกษาเกี่ยวกับการปลูกหม่อนกินผล เพื่อการค้า ไปพร้อมๆ กับกรมวิชาการเกษตรวันนี้หลังชิมชาและไวน์หม่อนของบริษัทบุญรอดฯ แล้ว ต้องล่ำลาทุกคน เดินทางไปหาหม่อนป่ากันอย่างจริงจังเสียที จุดหมายปลายทางค่ำวันนี้คือที่อำเภอฝาง แต่ตลอดทางบนถนนสายเชียงราย-แม่อาย-ฝาง สองข้างทางไม่พบหม่อนป่าเพราะกลายเป็นสวนลิ้นจี่และสวนส้มไปหมดแล้ว มีเพียงหม่อนกินผลที่ชาวเขาและจีนฮ่อนิยมปลูกไว้ตามบ้าน ซึ่งเราก็เก็บมาศึกษาด้วย
วันที่ ๓ ของการเดินทาง วันนี้ชาวฝางพูดกันว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประทับที่ดอยอ่างขาง คณะสำรวจหม่อนป่า จึงต้องทำเวลารีบไปสำรวจหม่อนป่าเส้นทาง ฝาง-อ่างขาง- เชียงดาว ตั้งแต่เช้าถึงแม้จะพบหม่อนป่าเพียงต้นเดียวบนดอยอ่างขาง แถมเห็นวัชพืชในแปลงไม้ดอก (แปลงรับเสด็จ) แต่โชคดีที่อยู่ในซอกหิน เขากำจัดทีไรก็แตกออกมาได้ใหม่ทุกที แค่นั้นยังไม่พอทุกใบยังถูกโรคราสนิมเข้าทำลาย น่าสงสารจริงๆ พวกเราทุกคนได้อิ่มตาอิ่มใจกับดอกไม้ทุกช่อที่รอรับการเสด็จมาของพระองค์ท่าน ที่นี่ยังมีพันธุ์ไม้และดอกไม้จำหน่ายในราคาย่อมเยาให้กับท่านได้ติดมือลงมาจากดอยด้วย ช่วงบ่ายมุ่งหน้าไปอำเภอเชียงดาว เพื่อไปพบ คุณอัมพร ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ ๒๙ ที่ มุ่งหน้ามาพัฒนาเปลี่ยนแปลงไร่ชาอัสสัมเป็นแปลงไม้ผลและไม้ตัดดอก ร่วมกับพี่ชายเนื่องจากทนทำเมี่ยงไม่ไหว เพราะราคาถูกมากขายได้เพียงกิโลกรัมละ ๖ บาท ในขณะที่ต้องเสียค่าจ้างเก็บถึง ๓ บาท จากตัวอำเภอขับรถลัดเลาะไปตามไหล่เขาอีก ๑๔ กิโลเมตร ก็ถึงบริเวณไร่ของคุณอัมพรซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ ไม่มีเพื่อนบ้านเลย นอกจากครอบครัวของคนงานอีก ๑ หลัง ด้วยเหตุที่พี่ชายคุณอัมพรไปซื้อที่ชาวบ้านจนหมด เขาเลยอพยพไปที่อื่นในที่สุดก็ขาดเพื่อนบ้าน ดูเงียบเหงาแต่ก็สงบดี ที่นี่เราได้พบต้นหม่อนป่าลำต้นขนาดใหญ่ราว ๑ คนโอบ อยู่ริมลำธาร แต่โดนโค่นทิ้งแตกกิ่งใหม่ออกมาจึงทำให้รู้ว่าเป็นหม่อนป่า กลับออกตามถนนเชียงดาว- เชียงใหม่ เราไม่พบหม่อนป่าอีกมีเพียงหม่อนกินลูกปลูกไว้ตามบ้านเกือบทุกชุมชน ปีก่อนคณะเราได้เก็บพันธุ์ป่าบนถนนสายเชียงดาว บริษัทชาระมิงค์ เมื่อครั้งมาศึกษาเรื่องชาหม่อน จึงมุ่งหน้ากลับจังหวัดเชียงใหม่ นัดกับคุณณัฐเศรษฐ์ พรรณเชษฐ์ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมการทำชาหม่อนรุ่นที่ ๑ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ และมีผลิตภัณฑ์ชาหม่อนเป็นของตนเองจำหน่ายในเขตภาคเหนือ ค่ำนี้คุณสมศักดิ์ เจาะจงว่าจะต้องลองกินผักเชียงดาให้ได้และก็สมใจทุกคน เราไปที่ร้านแกงร้านบ้านสวนร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่
วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ต้องเดินทางไกลบนถนนสายเชียงใหม่-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน พอเข้าเขตอำเภอฮอด บริเวณอุทยานแห่งชาติอบหลวง เริ่มมีต้นหม่อนป่าขึ้นอยู่ริมน้ำปาย พร้อมต้นปอสาที่ขึ้นปะปนเป็นทิวแถวไม้หลอกตาคณะสำรวจหม่อนป่าชุดนี้เพราะมีลักษณะคล้ายกันมาก ยิ่งต้นที่มีดอกตัวผู้กำลังบานเป็นช่อยาวยิ่งทำให้เข้าใจผิดเพราะคล้ายกันมากและที่น่าแปลกใจเรื่องเพศของหม่อนป่า ตั้งแต่สำรวจมายังไม่พบเพศเมียเลยคงต้องตามล่าหากันต่อไป เส้นทางนี้หม่อนป่ามักขึ้นอยู่ตามริมธาร บริเวณคอสะพาน ทำให้ทราบว่าเรายังเตรียมตัวไม่ดีพอในการออกสำรวจเพราะขาดอุปกรณ์หลายอย่าง อาทิ ไม้โน้มกิ่งหรือ กรรไกรตัดกิ่งชนิดด้ามยาว ทำให้บางครั้งเราไม่สามารถเก็บตัวอย่างต้นที่อยู่บริเวณหุบเขาได้ ถนนหนทางจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนผ่านแม่สะเรียงแม้จะไกลกว่า เส้นทางสายเชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน แต่ถนนขยายไหล่ทางกว้างขึ้นกว่าเดิม ไม่อันตรายเหมือนเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ก่อนถึงแม่ฮ่องสอนประมาณ ๖ กิโลเมตร ณ ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษห้วยเดื่อ ทางสถานีทอลองหม่อนไหมเชียงใหม่ มาดำเนินการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ชาวแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่อยู่ริมแม่น้ำปาย ทราบว่าชาวแม่ฮ่องสอนสาวไหมด้วยมือ ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดีมากขายได้ราคาสูงกว่าที่อื่นๆ อาหารค่ำวันนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณวิชัย ภูพวก ผู้ดูแล สถานที่เลี้ยงรับรองด้วยปลาแม่น้ำปายได้บรรยากาศไม่น้อย
การสำรวจและเก็บรวบรวมหม่อนป่าในวันนี้ไม่เคร่งเครียดเหมือนทุกวัน หลังสูดอากาศยามเช้าบริเวณโรงแรมแม่ฮ่องสอนริเวอร์ไซด์ ริมน้ำปายแล้ว เราแวะเยี่ยมปางช้างและท่าเรือไปดูกะเหรี่ยง คอยาวบ้านน้ำเพียงดิน ที่รับนักท่องเที่ยวชมป่าและลำน้ำปายสนนราคาค่านั่งช้าง ๔๐๐ บาทต่อเที่ยว ประมาณ ๑ ชั่วโมง นั่งได้ครั้งละ ๒ คน แต่เกรงว่าถ้าเรานั่งหาหม่อนป่าคงจะเสียเวลามากและไม่ได้ทำเรื่องค่าช้างมาล่วงหน้าด้วย จึงใช้ยานพาหนะขับเคลื่อน ๔ ล้อ ของสถานีทดลองหม่อนไหมตากกันต่อไป บนเส้นทางไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวบ้านห้วยเสือเฒ่าราว ๗ กิโลเมตร จากห้วยเดื่อมี หม่อนป่าขึ้นพอสมควร และเมื่อไปถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวก็พบหม่อนป่าอีก ๒ ต้น เที่ยวด้วยได้งานด้วย คงไม่มีใครตำหนินะครับ กะเหรี่ยงคอยาวที่นี่มีไม่กี่หลังคาเรือน สาวๆ หน้าตาคล้ายๆ กันหมด ทราบว่ามีการผสมชิดแต่งงานกันเองภายในหมู่บ้าน ทุกหลังคามีอาชีพขายสินค้าที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวแม้จะมีราคาแพงกว่าในเมืองแต่เราก็เต็มใจให้ แลกกับเสียงดนตรีกับลายเซ็นบนโปสการ์ดใบละ ๑๐ บาท ไปหมู่บ้านกะเหรี่ยง ขอให้สังเกตชุดแต่งกายถ้าเป็นชุดขาวนั่นหมายถึง สาวซิงๆ ถ้าแต่งงานแล้วจะใส่ชุดแดง พวกเราเลือกคุยกับสาวชุดขาวอย่างสนุกสนานแต่สักครู่มีเด็กคลานมาหาหล่อนถามได้ความว่าเป็นลูก ความก็เลยแตก คุณดนัยที่นำเกร็ดความรู้เรื่องชุดขาว ชุดแดง มาเล่าให้ฟังถึงกับเอ่ยปากว่าเดี๋ยวนี้เปิ้ลจุ๊คนเมืองเสียสนิท ออกจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงเรามุ่งหน้าไปหมู่บ้านรักไทยซึ่งมีทั้ง ชาวเขา และจีนฮ่อ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านชายแดนไทย-พม่า อยู่ห่างจากแม่ฮ่องสอนราว ๖๐ กิโลเมตร บนถนนสายนี้เป็นถนนลาดยางมะตอยอย่างดี มีธรรมชาติเป็นป่า น้ำตก สลับกันชุมชนเล็กๆ ตลอดทางจะผ่านพระตำหนักปางตอง ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะเสด็จมาประทับแรมและทรงงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนทุกปี เมื่อมาถึงในหมู่บ้านรักไทยพบหม่อนมีปลูกอยู่ทั่วไปเป็นรั้วบ้าง ปลูกไว้ในบริเวณที่ว่างเปล่าบ้างอย่างคาดไม่ถึง มีทั้งพันธุ์พื้นบ้าน หม่อนกินลูกและหม่อนป่า เวลาอาหารกลางวันในหมู่บ้านมีร้านอาหารยูนานอยู่หลายร้าน จึงแวะกินข้าวซอยยูนานกันจนอิ่ม มองเข้าไปภายในบ้านเขามีการถนอมอาหารกันไว้กินในช่วงฤดูหนาว เช่น หมูแฮม เบค่อน เป็นต้น จากอาหารคาวเราไปดับกลิ่นปากด้วยชาเมืองสามหมอก ไม่ทราบติดใจในรสชาติชา หรือคนชงชาเพราะเสียเวลาอยู่ที่นี่เป็นชั่วโมง สาวชงชาร้านเฉินฟง คนนี้เธออัธยาศัยดี พูดจาเฉลียวฉลาด ปาดเงินค่าชาจากกระเป๋าเราไปคนละไม่น้อย เที่ยวกลับเราแวะพระตำหนักปางตอง ซึ่งกรมวิชาการเกษตร เข้ามาทำแปลงทดลอง และสาธิตจำนวนมากแวะน้ำตกผาเสื่อ เกือบ ๖ โมงเย็น แม้น้ำจะน้อยเนื่องจากภาวะแห้งแล้งในปีนี้แต่ก็สามารถสร้างมโนภาพว่า คงสวยงามมากในฤดูน้ำหลาก ค่ำนี้ค้างคืนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อไปนมัสการ พระธาตุดอยกองมูและวัดพระธาตุจองคำ ในเมืองเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่านักท่องเที่ยวชาวไทย
อาหารเช้าที่ระเบียงโรงแรมใบหยก ได้สัมผัสกับบรรยากาศวิถีชีวิตชาวแม่ฮ่องสอนในยามเช้าเพราะอยู่ตรงข้ามตลาด เช้าวันนี้จะเป็นวันที่พวกเราจะไปชมต้นหม่อนป่าที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่คุณวสันต์ ผู้เชี่ยวชาญในคณะของเรากล่าวถึง แต่หนทางไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเมื่อ ๔-๕ วันที่ผ่านมา จึงต้องเตรียมเสบียงกันอดตายในป่า คงไม่มีอะไรดีกว่า ข้าวเหนียว ไก่ย่าง เส้นทางหฤโหดแม่ฮ่องสอน-แม่สะกึด-ห้วยปูลิง-บ้านวัดจันทร์-อ.ปาย จากแม่ฮ่องสอนไปตามถนนที่จะไปขุนยวมราว ๑๒ กิโลเมตร จะถึงทางแยกไปแม่สะกึดจนถึงปาย ระยะทางราว ๑๕๐ กิโลเมตร จะต้องวิ่งไปตามไหล่เขาและสันเขาซึ่งเป็นทางลูกรังแคบๆ สร้างความหวาดเสียวให้กับทุกคนในคณะเป็นระยะๆ อาศัยได้อดีตนักรักบี้เช่นคุณดนัย จึงทำให้เราปลอดภัยออกมาจากป่า เส้นทางนี้มีหม่อนป่าขึ้นอยู่ ๒ ข้างทางเป็นระยะๆ นานๆจะพบชาวกะเหรี่ยงเดินเท้าขออาศัยไปด้วย อยากจะให้อาศัยไปด้วยแต่ก็ต้องจนใจเพราะเราก็ยังยัดเยียดกันราวกับปลากระป๋องอยู่แล้ว เรื่องรถสวนแทบไม่มีแต่ก็ไม่ประมาทถึงทางโค้งเราจะใช้เสียงแตรเตือน เพียงไม่นาน รถได้ไต่ระดับจนถุงถั่ว และมันฝรั่งโป่งจนปริเนื่องจากความกดอากาศเบาบางอากาศภายในถึงขยายตัวออก เป้าหมายของคณะในวันนี้คือบ้านห้วยปูลิง เพียงครึ่งทางเราแวะกินข้าวกลางวันกันที่บ้านพักครูและสถานีอนามัยบ้านหนองขาวกลาง เมื่อไปถึงบ้านห้วยปูลิง หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง คุณวสันต์ถามหาเพื่อนเก่าสมัยเมื่อทำงานให้โครงการไทย-เยอรมันราว ๒๐ ปี ก่อนในที่สุดก็ได้ คุณอาซอ ศักดิ์คีรีงาม และคุณสุทัศน์ ยอดคีรี พาเดินไปดู “เครอเซ่ะ” หม่อนป่าที่คาดว่าจะใหญ่ที่สุดในประเทศ ให้เป็นบุญตา ระยะทางเท้าอีกราว ๑ กิโลเมตร เรามาถึงบ้านเดิมซึ่งปล่อยให้รกร้างไปตามธรรมชาติ แต่ยังมีต้นมะม่วงและส้มโอพื้นเมืองออก ลูกขนาดใหญ่กว่าเขียวหวานเล็กน้อย ให้เห็นเหลืองเต็มต้นไปหมด ต้นหม่อนป่าต้นนี้ก็ขึ้นอยู่ริมน้ำเช่นกัน สูงราว ๒๐ เมตร ลำต้น ประมาณ ๒ คนโอบเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๑ เมตร เป็นต้นเพศผู้กำลังออกดอกและใบอ่อนเต็มต้น ชาวกะเหรี่ยงจะใช้ช่อดอกตัวผู้จิ้มกินกับน้ำพริก ได้อีกด้วย คุณสุทัศน์ ขึ้นไปเลื่อยกิ่งลงมาเพื่อให้คุณพินัย นำไปผสมกับหม่อนบ้านต่อไป ก่อนจาก เราถ่ายรูปกับ “เครอเซ่ะยักษ์” กัน พอหอมปากหอมคอ กลับเข้ามาในหมู่บ้าน คุณวสันต์รู้ดีว่าเขาชอบอะไร จัดแจงแบ่งโค้ก น้ำแข็งให้เขาเรียกลูกหลานมาดื่มกันเกือบทั้งหมู่บ้าน สร้างมิตรภาพระหว่างกันได้ไม่น้อย ท้ายรถมีไวน์หม่อนติดมาด้วยเลยให้เขาได้ลองดื่มเขาไม่มีอะไรจะตอบแทนจึงให้พวกเราได้ลองเหล้าข้าวโพดกัน ชาวกะเหรี่ยง “ใช้ไม้จากต้นหม่อนทำด้ามปืนยาว” แต่เขาเกรงเราจะเป็นตำรวจมาจับปืนเถื่อน พวกเราเลยอดชมด้ามปืนจากไม้หม่อนป่า เหลือระยะทางอีกราว ๕๐ กิโลเมตร กว่าจะถึงอำเภอปาย ขณะนี้เวลา ๑๕.๓๐ เราจึงต้องรีบออกจากหมู่บ้าน ผ่านห้วยยาง ห้วยปูเลยออกมาถึงหมู่บ้านวัดจันทร์ อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่อำเภอปายแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง เข้าที่พักแล้วออกไปดูแสง สีเมืองปาย ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ แต่เป็นที่ชื่นชอบ ของฝรั่งดังนั้นเมืองนี้จึงมีฝรั่งมากกว่าคนไทย ในยามค่ำคืนร้านอาหาร ดนตรีก็มีแต่ฝรั่งนั่งดื่มกินกันเป็นส่วนใหญ่ กลับมาที่โรงแรมพบกับนักธรณีวิทยาชาวสวิส มาสำรวจถ่านหินในเขตแม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ได้พูดคุยกันพอสังเขป
วันสุดท้ายของการสำรวจหม่อนป่าในภาคเหนือตอนบน บนเส้นทางสาย ปาย-ห้วยน้ำดัง-โป่งเดือด-เชียงใหม่ เช้านี้หลังอาหารมื้อแรกแบบง่ายๆ เราไปวัดน้ำฮู ห่างอำเภอปาย เพียง ๓ กิโลเมตร ไปมนัสการพระพุทธรูปอุ่นเมือง ซึ่ง“สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” สร้างไว้ที่วัดแห่งหนึ่งและที่สำคัญเจดีย์ทองบรรจุอัฐิ “พระพี่นางสุพรรณกัลยา สมเด็จเจ้าฟ้าพระพี่นาง”ที่สิ้นพระชนม์ในพม่า หน้าที่ของเราวันนี้คือ เก็บแหลกตลอดเส้นทางและหม่อนป่าก็มีมากจนเราเก็บทุกต้นไม่ไหว ตั้งกติกาไว้ว่าจะไม่เก็บซ้ำกันในระยะ ๕ กิโลเมตร ยกเว้นจะพบต้นเพศเมีย วันนี้เราพบต้นหม่อนขนาดใหญ่ขนาด ๓ คนโอบ สูงราว ๒0เมตร ลำต้นแยกเป็น ๒ กิ่ง ขนาด ๓ คนโอบ อยู่ในหุบเขาเส้นทางแยกโป่งเดือด สร้างความตื่นเต้นกับคณะเป็นอย่างยิ่ง ลำต้นสูงโปร่ง กว่าลำต้นที่บ้านห้วยปูลิง ส่วนขนาดนั้นยังไม่กล้าตัดสินว่าต้นไหนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะลำต้นแยกเป็น ๒ กิ่งตั้งแต่โคนต้น และต้นสูงกว่าที่เก็บกิ่งลงมาได้ คงต้องกลับมาเตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์กันอีกตลอด ๑ สัปดาห์เต็ม เราได้ทั้งประสบการณ์และความตื่นเต้น เพราะคาดไม่ถึงว่าเราจะได้มีโอกาสพบหม่อนป่าหรือเครอเซ่ะ ของชาวกะเหรี่ยงต้นใหญ่ขนาดนี้

โอกาสหน้าทีมงานของเราจะไปสำรวจหม่อนป่าในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคอีสานตอนบน ซึ่งคงพบต้นหม่อนป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เราพบในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ ท่านครับ ถ้าพบต้นหม่อนบ้านหรือต้นหม่อนป่า ที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ก็อย่าลืมแจ้งให้เราทราบบ้างนะครับ จักขอบพระคุณยิ่ง