ภาคนี้ ยังไม่ใส่สมการครับ รอเก็บไว้ใส่ภาคหน้า

คำไทยบอกว่า "อย่าใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว"

การทำสวนเชิงเดี่ยว ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่มักมีปัญหาเมื่อตามแห่ โค่นสวนเก่าพร้อมกัน ปลูกสวนใหม่พร้อมกัน ปลูกอะไรก็ปลูกตามกันทั้งประเทศ

แต่วันที่พืชที่ปลูกเริ่มออกดอกออกผล อาจต้องซับเหงื่อลุ้นว่าปีนี้จะผลิตผลล้นตลาดหรือเปล่า บางคนรู้แกว ก็ซับน้ำตาไว้ก่อนเป็นมัดจำ

จุดสมดุลของผลิตผลทางเกษตรของพี่น้องเกษตรกร กับราคาสินค้า อยู่ตรงไหน...คือคำถามที่คุณ P เม้ง (สมพร ช่วยอารีย์ ---------> http://www.somporn.net) ตั้งเป็นประเด็นคำถาม ที่น่าคิดต่อ

     <p>แนวคิดเรื่องสวนผสม หรือ "สวนสมรม (คำใต้)" ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่รู้จักกันดี ที่อาจเข้ามาแก้ตรงนี้ได้ระดับหนึ่ง นั่นคือ ปลูกคละหลายอย่าง ทำให้ลดความเสี่ยง เพราะโอกาสที่ผลไม้ทุกอย่างราคาตกถ้วนหน้า แม้มีบ้าง (อย่างเช่น ปี 2550) ก็ไม่บ่อยมากเท่ากับความเสี่ยงจากการปลูกแบบชนิดเดียวทั้งสวน</p><p>สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่ได้เฉลียวใจคือ ในกรณีทั่วๆไปนั้น การกระจายความเสี่ยง ไม่เพียงทำให้เสี่ยงน้อยลง แต่ยังช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่แน่นอนขึ้น </p><p>ยกตัวอย่างคือ สวนสมรมที่ปลูกเงาะและมังคุด ผลผลิตมีมากพอกัน</p><p>สมมติว่าปีแรก ราคาตกทั้งคู่ เงาะกิโลกรัมละ 3 บาท มังคุดกิโลกรัมละ 7 บาท ก็จะได้ราคาเฉลี่ย ราคาต่อกิโลกรัมจะเป็น 5 บาท (ซับน้ำตา)</p><p>ปีที่สอง เงาะราคาตก แต่ไม่แรงมาก กิโลกรัมละ 5 บาท แต่มังคุดออกมาดี กิโลกรัมละ 25 บาท เฉลี่ยกิโลกรัมละ 15 บาท (ซับเหงื่อ พออยู่ได้)</p><p>ปีถัดมา เงาะราคาดี มังคุดราคาตก ก็จะเกิดแบบปีที่สอง</p><p>ปีถัดมา ราคาดีทั้งคู่ ปีนั้นก็สบายไป</p><p>ผมสังเกตว่า หลายปีที่ผ่านมา เรามักเจอกรณีที่ราคาผลไม้ผลัดกันตก ที่ซวยอย่างปีนี้ พร้อมใจกันตก มีบ้างก็ไม่บ่อยมาก</p><p>การกระจายความเสี่ยง ปลูกคละหลายอย่าง ขอเพียงมีสักอย่างที่ออกมาดีหรือดีมาก ปีนั้น ก็พอจะอยู่ได้ ขอเพียงไม่ลงทุนเรื่องสารเคมีหนักมือเกินเหตุ ต้นทุนก็จะไม่สูงมาก ก็จะไม่ต้องผวาเรื่องขาดทุน</p><p>ที่พูดมานี้ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์การเงินตรงไหน</p><p>เกี่ยวตรงที่ว่า ผลตอบแทนการลงทุน มักอยู่ในสเกลเรขาคณิต</p><p>ผมได้พูดถึงไว้บ้าง ใน <a href="/blog/intertwined/113083"><font color="#1144bb">คณิตศาสตร์การเงิน: โลกเรขาคณิต</font></a> </p><p>ดูอย่างราคาเงาะนะครับ</p><p>ราคาแย่ คือ กิโลกรัมละ 3 บาท</p><p>ราคาปานกลาง กิโลกรัมละ 9 บาท</p><p>ราคาดี กิโลกรัมละ 27 บาท</p><p>9 หาร 3 ได้ 3 เท่า</p><p>27 บาท หาร 9 ก็ได้ 3 เท่าเหมือนกัน</p><p>แบบนี้ เราเรียกว่า 3-9-27 เป็นสเกลเรขาคณิต 3 ระดับ ห่างเท่า ๆ กันในสเกลเรขาคณิต (ในสเกลเรขาคณิต การอยู่ห่างเท่ากัน ต้องดูจากการจับหารกัน ว่าได้เท่ากันหรือเปล่า)</p><p>ทีนี้ เวลาเรานำการลงทุนหลายชนิดมาคละกัน การนำตัวเลขที่อยู่ในสเกลเรขาคณิตมาเฉลี่ยกัน จะดึงให้ค่าเฉลี่ย(ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิต) สูงขึ้นผิดปรกติได้</p><p>กรณีตัวอย่างคือเรื่องรายได้ประชาชาติ ก็คล้ายกับการทำสวนสมรมนี่เหมือนกัน</p><p>มีประเทศสมมติประเทศหนึ่ง มีคนล้านคน รายได้คนทั้งประเทศรวมกัน หมื่นล้าน แบบนี้ จับเฉลี่ยต่อหัว จะได้หัวละหมื่น</p><p>ทีนี้ สมมติว่า มีคนหนึ่งในประเทศนั้น ทำธุรกิจแล้วรวยหมื่นล้านในปีเดียว ก็จะทำให้รายได้ประชาชาติ กระโดดพรวดเดียว มาอยู่ที่หัวละสองหมื่นทันที คือเพิ่มขึ้นหัวละหมื่น (ตัวเลข) แต่เงินในกระเป๋าเท่าเดิม ที่เพิ่มคือความอิ่มใจ ("แต่เรามีรายได้ต่อหัว 2 หมื่นต่อปีเชียวนะ !"  ... ไว้ปลอบใจเมียเวลาควักกระเป๋าแล้วเจอแค่เศษสตางค์)</p><p>ผลไม้สองชนิด มีราคาที่เป็นไปได้ 3 แบบ คือ 3-9-27 ทั้งคู่</p><p>ลองดูนะครับ ว่าจับคู่แล้วเจออะไรบ้าง</p><p>3-3 (เจ็บหนัก)</p><p>3-9 (เจ็บปานกลาง)</p><p>3-27 (พออยู่ได้)</p><p>9-3 (เจ็บปานกลาง)</p><p>9-9 (เสมอตัว)</p><p>9-27 (อยู่สบาย)</p><p>27-3 (พออยู่ได้)</p><p>27-9 (อยู่สบาย)</p><p>27-27 (รวย)</p><p>ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม่ต่างกันเลย แต่ถ้าดูให้ดี ๆ ปีที่ดวงกุดจริง ๆ จะลดความถี่ไปเยอะมาก แต่แลกกับการที่จะรวยเร็ว ก็จะลดความถี่ไปเยอะเหมือนกัน คือแต่เดิม โอกาสซวย 1/3 ลดเหลือ 1/9 แต่โอกาสรวยก็เหมือนกัน</p><p>นั่นคือ <font color="#0000ff" style="background-color: #ffff00"><strong>การกระจายความเสี่ยง ยังมีส่วนช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอขึ้นอีกด้วย</strong></font> แต่ต้องแลกกับการที่จะไม่สามารถรวยหวือหวาได้</p><p>ก็ต้องเลือกเอา... ว่าจะเอาแบบ<strong style="background-color: #ccffff">อยู่ตึก 1 ปี อยู่บ้าน 1 ปี อยู่สลัม 1 ปี</strong> หรือ <strong style="background-color: #ffff00">อยู่ตึก 1 ปี อยู่บ้าน 7 ปี อยู่สลัม 1 ปี</strong></p>